EPISODE1
#นิยายมาเฟีย #กบฏในกรงสิงห์ #นรสิงห์เทียนหอม #นามปากกาตัวตึงดึงปฐพี
"คิดจะหนีจากฉัน...สมองเกียรตินิยมของเธอคงต้องคำนวณใหม่นะ ยัยตัวเล็ก"
ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งดุจน้ำแข็งขั้วโลก 'นรสิงห์' คือมาเฟียสายกลยุทธ์ที่ร้ายกาจและขี้หวงที่สุด เขาไม่เคยปล่อยให้เหยื่อตัวไหนหลุดรอดสายตาไปได้ โดยเฉพาะ 'เหยื่อแสนหวาน' ที่บังอาจลักลอบเข้ามาเจาะระบบความปลอดภัยในถิ่นของเขา
เขาเปลี่ยนสถานะเธอจาก 'สายสืบจำเป็น' ให้กลายเป็น 'ผู้หญิงของบอส'
ยิ่งเธอพยศ เขายิ่งปราบ ยิ่งเธอดิ้นรน เขายิ่งรัดรึง!
“ร่างกายเธอเป็นของฉัน ชีวิตเธอเป็นของฉัน...ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินทำสงครามกับพวกมังกรดำ ฉันก็จะไม่มีวันปล่อยให้กบฏอย่างเธอหลุดมือไปเด็ดขาด!”
-----------
สงครามมาเฟียที่ไม่ได้สู้กันด้วยแค่หยาดเลือด แต่เชือดเฉือนกันด้วย ‘หัวใจ’
[นรสิงห์ x เทียนหอม]
คนหนึ่งกักขังด้วยความเผด็จการและอำนาจมืด เพื่อปกป้องกบฏตัวน้อยที่แสนดื้อรั้น ไม่ให้บอบช้ำจากโลกที่โหดร้าย
[หยางอวี้เฉิน x ธูป]
อีกคนหนึ่งโอบกอดด้วยความอ่อนโยนจอมปลอมและรอยยิ้มอาบยาพิษ เพื่อกลืนกินแพะรับบาปให้ถลำลึกจนไม่อาจถอนตัว
เมื่อพี่ชายตกอยู่ในกรงรักของพญามังกรดำ และน้องสาวถูกพันธนาการไว้ในกรงทองของพญาสิงห์ สองพี่น้องจะเอาตัวรอดจากกับดักเสน่หาครั้งนี้ได้อย่างไร ในเมื่อศัตรูที่อันตรายที่สุด...กลับกลายเป็นคนที่ขโมยหัวใจของพวกเขาไปทั้งดวง!
------------------
กบฏในกรงสิงห์
The Lion’s Rebel
EPISODE1
ภายในห้องควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยชั้นสูงสุดของ วัน พอยท์ (ONE POINT) แสงไฟสลัวจากหน้าจอมอนิเตอร์นับสิบบานสาดสะท้อนใบหน้าคมคายของมาเฟียเจ้าของอาณาจักร ‘นรสิงห์’ ยืนกอดอก แผ่นหลังกว้างตึงแน่นภายใต้เชิ้ตดำพับแขนเสื้อ แววตาดุจพญามัจจุราชร้ายไม่ได้จับจ้องที่ความเคลื่อนไหวของนักพนันในกาสิโนชั้นล่าง หรือความวุ่นวายในโซนผับ ทว่าสายตาคมกริบกลับหยุดนิ่งอยู่ที่จอมอนิเตอร์หมายเลขเจ็ด ภาพบนจอแสดงผลเด็กสาวตัวเล็ก ผิวขาวผ่องในชุดพนักงานเสิร์ฟฝึกหัด ผมยาวดำขลับมัดเป็นหางม้าผูกริบบิ้นสีดำสนิท เธอกำลังยกถาดเครื่องดื่มเดินผ่านโซนวีไอพี ท่าทางดูนอบน้อมสุภาพและไม่มีพิษมีภัย ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับลอบมองตำแหน่งการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวอย่างแนบเนียนทุกครั้งที่ก้าวผ่าน
“ใครวะนั่น หน้าตาดีเลยนี่หว่า แต่ดูยังเด็กอยู่เลย อายุถึงแล้วเหรอวะ”
เสียงของ ‘พยัคฆ์’ มาเฟียหนุ่มลูกคครึ่งไทยอิตาลี เพื่อนสนิทเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่างบริษัท L.N.D Real Estate & Logistics ทำให้นรสิงห์ละสายตาจากภาพบนกล้องวงจร นรสิงห์กดยิ้มเพียงนิดเท่านั้น
“อะไรวะ หน้าตามึงดูมีอะไรยังไงก็ไม่รู้” พยัคฆ์หรี่ตาอย่างจับพิรุธเพื่อน
“ข้อมูลเด็กนั่นว่าไง?” นรสิงห์เอ่ยเสียงเรียบ
“เธอชื่อ ณัฐธิชา วรกิจเมธี ชื่อเล่น เทียนหอม อายุสิบเก้าปี เรียนวิศวะคอมฯ ปีหนึ่ง ผลการเรียนอยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของรุ่นด้วยครับ”
‘แซค’ มือขวาคนสนิทส่งแท็บเล็ตประวัติให้เจ้านายพลางรายงานเสียงนิ่ง ‘เวียร์’ มือซ้ายคนสนิทซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลยกยิ้มน้อย ๆ อย่างชอบใจ
“เข้าท่าเลย นี่ไม่ใช่เด็กเสิร์ฟแล้วมั้งเพื่อน” พยัคฆ์ยกยิ้มน้อย ๆ
“อย่างที่คุณพยัคฆ์ว่าครับ เพราะเด็กคนนี้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของไอ้ธูปครับเฮีย หลังจากไอ้ธูปขาดการติดต่อเรื่องหนี้เจ็ดล้าน เด็กนี่ก็มาสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟพาร์ทไทม์ทันที และจากที่ระบบตรวจจับไอพีหลังบ้าน มีคนแอบดึงสัญญาณไวไฟของห้องมั่นคงออกไปทุก ๆ สิบนาที ร่องรอยสะอาดมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเราเซ็ตระบบดักจับชั้นสองไว้ คงไม่มีใครรู้”
“หึ...” เสียงทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของนรสิงห์ มุมปากหยักลึกขยับขึ้นเล็กน้อย แววตาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง “ทุกคนกำลังเล่นหมากรุก แต่ยัยตัวเล็กนี่กำลังคิดจะแฮกกระดานของฉันงั้นเหรอ”
“เอาเรื่องนี่หว่า” พยัคฆ์อยากรู้นักว่านรสิงห์จะจัดการกับแม่สาวตัวเล็กนั่นยังไง จะกล้าลงทำเค้นความอย่างรุนแรง หรือมีวิธีไหนที่น่าสนใจ
“เอาไงดีครับเฮีย? ให้ผมสั่งคนไปอุ้มมาเค้นถามเลยไหม หรือจะให้ผมแกล้งทำเป็นเสนอแผนจีบเด็กฉบับมาเฟียดีครับ” เวียร์เจ้าแผนการยิ้มกวน พลางขยับแว่น ในหัวเริ่มมีแผนสนุกให้เจ้านายแล้วล่ะ
นรสิงห์ไม่ตอบ เขาละสายตาจากจอ ละมือจากอกเสื้อแล้วหมุนตัวเดินนำลูกน้องทั้งสองออกไปจากห้องควบคุม ร่างสูงร้อยเก้าสิบห้าเซนติเมตรก้าวลงมายังโซนวีไอพีชั้นสาม บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเสียงเพลงบีทหนัก ๆ
พนักงานเสิร์ฟตัวเล็กกำลังเดินประคองถาดไวน์ราคาแพงมุ่งหน้าไปยังห้องรับรองพิเศษ ทว่าจังหวะที่เธอกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมทางเดินมืดสลัว ร่างสูงใหญ่กำยำของนรสิงห์ก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้โดยตั้งใจ แผงอกกว้างในเชิ้ตดำเกือบจะเบียดชิดกับใบหน้าหวานของเด็กสาว ระยะห่างที่ลดวูบลงเหลือไม่ถึงคืบทำให้อากาศรอบตัวพลันอึดอัดขึ้นมาทันตา
เขาคิดจะทำอะไร...ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของเทียนหอม
นรสิงห์ยืนกอดอก หน้านิ่ง แววตาคมกริบก้มมองลึกลงไปในดวงตากลมโตใสซื่อคู่นั้น กลไกร่างกายของเขาขยับเข้าใกล้โดยสัญชาตญาณ สายตาคมเลื่อนลงจับจ้องที่กลีบปากบางและซอกคอขาวผ่องของยัยตัวเล็กที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตพนักงาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กดดัน และราบเรียบ
“มาทำงานเสิร์ฟ...หรือมาทำอะไรกันแน่ ยัยตัวเล็ก?”
เทียนหอมยิ้มรับบาง ๆ “แน่นอนว่ามาเสิร์ฟสิคะเฮีย” เธอเอ่ยเสียงใส
“ในที่สุดวันนี้ก็ได้เจอตัวพ่อวันพอยท์สักที” พึมพำเสียงเบาหวิว
นรสิงห์ยืนนิ่งตระหง่านดุจภูผา แผงอกกว้างในเชิ้ตดำแทบจะเบียดชิดกับไหล่บางของเด็กสาวจนกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายแป้งเด็กผสมดอกไม้ป่าจากตัวเธอลอยมากระทบโสตรับกลิ่น สายตาคมกริบไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานของ ‘ยัยตัวเล็ก’ ที่ยังคงส่งยิ้มตาใสใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว
“มาเสิร์ฟ?” ชายหนุ่มทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ แต่กลับทรงพลังและกดดันจนพนักงานคนอื่นที่เดินผ่านล่วงรู้ได้ถึงรังสีความอันตรายและพากันก้มหน้าเดินเลี่ยงไปทันที
นิ้วหนาขยับเอื้อมไปแตะที่ปลายคางมนเบา ๆ บังคับให้ดวงตากลมโตคู่นั้นช้อนขึ้นสบตาคมกริบของเขาตรง ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หลบเลี่ยง สายตาของมาเฟียหนุ่มเลื่อนลงมองกลีบปากบางที่เพิ่งเอ่ยเจรจาด้วยวาจาลื่นไหล ลึก ๆ ในกายของเขาเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยังอธิบายไม่ได้ แต่กลับอยากกักขังเด็กดื้อคนนี้ไว้ในอ้อมแขนทันทีที่ได้สัมผัสผิวเนียนละเอียด
“เสิร์ฟเครื่องดื่ม แต่พกแฟลชไดรฟ์ดักจับข้อมูลไว้ในกระเป๋ากระโปรงเนี่ยนะ?” นรสิงห์พูดตรงประเด็น น้ำเสียงนิ่งสนิทไร้แววล้อเล่น สายตาคมกริบกวาดมองต่ำลงเพียงเสี้ยววินาที ทะลุปรุโปร่งไปถึงรอยนูนเล็ก ๆ ผิดสังเกตที่ซ่อนอยู่ใต้กระเป๋ากระโปรงสีดำของพนักงานเสิร์ฟฝึกหัด นิ้วโป้งหนาไล้เบา ๆ ที่ผิวคางมนอย่างถือสิทธิ์
“แล้วเมื่อกี้ที่บอกว่า ‘ในที่สุดวันนี้ก็ได้เจอ’ แปลว่าตั้งใจมาหาฉันตั้งแต่แรก หรือว่ามาตามหา ‘ขยะ’ ชิ้นไหนที่ทำตกไว้ในถิ่นของฉันกันแน่”
แซคที่ยืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังขยับตัวเล็กน้อยเพื่อคุมเชิงไม่ให้พนักงานคนอื่นเข้ามาขัดจังหวะ ส่วนเวียร์ลอบยิ้มกริ่มพลางส่งสายตาพราวระยับ นึกสนุกกับเกมจับผิดที่เจ้านายกำลังต้อนเด็กวิศวะคอมฯ ปีหนึ่งจนมุม
นรสิงห์ขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนระยะห่างลดลงจนแทบไม่มีช่องว่างให้แม้เสี้ยวอณูของมวลอากาศไหลผ่าน
“ว่าไงยัยตัวเล็ก จะแถเรื่องอะไรต่อ ลองพูดมาซิ?”
เทียนหอมยิ้มใส่ “แหม...แถอะไรล่ะคะเฮีย หนูมาทำงานจริง ๆ ค่ะ”
นรสิงห์มองรอยยิ้มตาใสและท่าทางแสนซนของเด็กดื้อตรงหน้า แววตาคมกริบไม่ได้อ่อนลงตามความไร้เดียงสาที่เธอพยายามสร้างขึ้นเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนอื่น คำพูดลื่นไหลของเธออาจจะทำให้ไขว้เขวได้ แต่ไม่ใช่กับมาเฟียที่อ่านเกมคนทะลุปรุโปร่งอย่างเขา เขาไม่ชอบเสียเวลาพูดเรื่องที่ไม่จำเป็น มืออีกข้างที่ว่างอยู่เอื้อมไปดึงถาดเครื่องดื่มออกจากมือบางอย่างง่ายดาย ก่อนจะส่งต่อให้เวียร์ที่ยืนรอรับอยู่อย่างรู้หน้าที่ เมื่อปราศจากสิ่งกีดขวาง ร่างสูงใหญ่ก็ก้าวประชิดเข้าไปอีกจนแผ่นหลังเล็กของเทียนหอมถอยไปชนกับผนังทางเดินที่บุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม
สองแขนแกร่งของนรสิงห์ยกขึ้นยันผนัง กักขังร่างอ้อนแอ้นของเด็กสาวไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์ นิ้วที่เคยแตะปลายคางมนเลื่อนต่ำลงมาไล้เบา ๆ ที่ลำคอขาวผ่อง สัมผัสได้ถึงจังหวะชีพจรที่เต้นรัวแผ่ว ๆ ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียด สายตาคมลึกล้ำจับจ้องซอกคอหอมละมุน ก่อนจะเลื่อนกลับมามองกลีบปากสีสดที่เพิ่งเอ่ยคำเจรจาหาสาระไม่ได้เมื่อครู่
เทียนหอมช้อนสายตามองเขานิ่ง ราวกับเตือนว่านี่คือการรุกล้ำพื้นที่