"อาหารอันนี้เรียกว่าอะไรเหรอคะคุณป้า?"
ฉันจ้องมองอาหารที่มีลักษณะคล้ายๆ แป้งทอดก้อนกลมข้างในเหมือนยัดไส้อะไรไว้สักอย่าง แต่กลิ่นของมันค่อนข้างจะดึงดูดฉันเอามากๆ เลยล่ะ
"อาหารสิ่งนี้เรียก 'โตรูเมีย' ค่ะคุณหนู"
แม่ค้าหญิงสูงวัยยิ้มหวานออกมาก่อนที่จะหยิบแป้งทอดก้อนกลมชิ้นเล็กยื่นให้กับฉัน
"จะดีเหรอคะ?"
"ลองชิมสิคะ แต่ไม่รู้ว่าของแบบนี้จะถูกปากคุณหนูหรือเปล่านะคะ"
"ขอบคุณมากค่ะ"
ฉันรับโตรูเมียมาจากแม่ค้าแล้วใช้มือฉีกแป้งทอดออก เพราะมันเพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ จึงร้อนมาก ฉันเป่าลมฟู่ๆ ใส่มันประมาณสามสี่ครั้งก่อนจะกัดเข้าไปคำแรก รสชาติแรกที่ฉันรู้สึกได้เลยคือรสหวานของเนื้อชั้นดีตามมาติดๆ ด้วยรสเค็มปะแล่มๆ ผสม แถมด้วยกลิ่นของสมุนไพรอีกหน่อย
"อร่อยจังค่ะ"
"ดีใจที่คุณหนูชอบนะคะ สนใจซื้อกลับไปทานหน่อยไหมคะ?"
"ค่ะ ข้าขอซื้อหนึ่งถุงนะคะ" ฉันหยิบเงินออกมาจากถุงเงิน "เท่าไรเหรอคะ?"
"สิบเปรูค่ะคุณหนู"
ฉันค่อยๆ นับเหรียญออกมาแล้วส่งให้กับแม่ค้าพร้อมรับถุงที่ใส่โตรูเมียอยู่ประมาณห้าชิ้นได้
"เจ้าซื้ออะไรอีกแล้ว"
"อ๊ะ...ท่านจ...อุ๊บ!"
มือของจอมมารแดรีลเข้ามาปิดปากฉันไว้ได้ทัน เขามองฉันด้วยสายตาดุๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า 'เตือนกี่ครั้งแล้ว' ฉันยิ้มแล้วพยักหน้าลงเล็กน้อย เขาผละมือออกแล้วถอนหายใจออกมา
"ข้าละสายตาจากเจ้าแค่นิดเดียว เจ้าก็ไปซื้ออะไรมาอีกแล้ว...ข้าไม่ควรให้เงินกับเจ้าสินะ"
"ก็ที่นี่มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลยนี่คะ"
"ข้าย้ำกับเจ้าหลายครั้งแล้วนะว่าที่ข้าพาเจ้ามาด้วยก็แค่สงสาร"
"ข้ารู้อยู่แล้วค่ะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาเมืองของมนุษย์นี่คะ"
จอมมารแดรีลเอื้อมมือมาขยี้หัวฉันเบาๆ เหมือนว่าจะได้ยินเสียงเขาหัวเราะด้วยล่ะ
ค่ะ ตอนนี้ฉันกับจอมมารแดรีลเราสองคน...
"นี่! เจ้าเป็นคนใช้นะ ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย!"
"จิล พอได้แล้ว หยุดเสียงดังซะ ข้ารำคาญ"
"รับทราบค่ะนายท่าน"
จิลก้มหัวลงเล็กน้อยแต่สายตาเจ้าหล่อนกลับตวัดมามองฉันเหมือนไม่พอใจ ส่วนฉันก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
พูดผิดสินะ เราสามคน ฉัน จอมมารแดรีล และจิล พวกเราได้มาเยือนเมืองของมนุษย์กันค่ะ ส่วนสาเหตุที่พวกเราต้องมาที่นี่น่ะเหรอ...
'ข้าจะไปเยือนเมืองเวล เจ้าอยู่นี่ทำตัวดีๆ ซะล่ะ'
'เอ๊ะ เมืองเวลนี่มัน...'
'เมืองของพวกมนุษย์...'
'ไปทำไมคะ'
'ข้ามีธุระกับเจ้าเมืองที่นั่น เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้'
'แล้วจะกลับมาเมื่อไรคะ?'
'ไม่รู้ อาจจะสองสามวันหรือหลายวันข้าไม่แน่ใจ เจ้าจะมาถามไรเยอะแยะ...'
'คือ ถ้าไม่ติดอะไร...'
'?'
'ข้าขอไปด้วยนะคะ'
ค่ะ...ก็ตามนั่นแหละค่ะ ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าจอมมารแดรีลจะยินยอมให้ฉันสอยห้อยตามตูดมากับเขาด้วยแบบนี้ ถึงแม้ตอนแรกจิลจะคัดค้านหัวชนฝาเพราะกลัวว่าฉันจะทำให้ความแตกก็เถอะ
"อีกไกลไหมคะ?"
"ไม่ไกล..." เขาตอบเสียงเรียบ
ฉันเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของจอมมารแดรีล ที่ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของปีศาจหลงเหลืออยู่แล้ว แถมสีผมก็เปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีดำ นัยน์ตาเปลี่ยนจากสีเงินเป็นสีดำ ชุดที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ก็ดูคล้ายๆ กับพวกชนชั้นสูงสไตล์ยุโรปยังไงยังงั้นแหละ ส่วนฉันน่ะเหรอ...
"ตามข้ามาดีๆ ล่ะ หลงทางขึ้นมาข้าไม่ไปตามหาหรอกนะ เพราะเจ้าเป็นแค่คนรับใช้ของนายท่าน!"
จิลว่าแขวะเล็กน้อยแล้วหัวเราะใส่ก่อนจะเดินตามจอมมารแดรีลไปติดๆ ปล่อยให้ฉันเบ้ปากแลบลิ้นใส่อยู่คนเดียว
หึ! ค่ะ! สถานะที่จอมมารแดรีลยัดเยียดให้ฉันคือ 'หญิงรับใช้ชนชั้นสูง' ค่ะ! ไม่ว่าจะในฐานะมังกรหรือในฐานะเข้าเมืองมนุษย์มา ฐานะของฉันก็ไม่ได้สูงส่งมากขึ้นเลยสักนิดเดียว แต่เอาเถอะ ดีแค่ไหนแล้วที่เขายอมปล่อยให้ฉันตามมาด้วย ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในปราสาทล่ะวะ!
"เนีย..."
ตึกตัก ตึกตัก
"มานี่"
หัวใจฉันเต้นแรงเมื่อได้ยินจอมมารแดรีลเอ่ยชื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ชื่อ 'เนีย' เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ในเมืองมนุษย์ ส่วนชื่อของเขาก็เปลี่ยนเป็น 'นายท่านเดล' ชนชั้นสูงระดับเดียวกับแกรนด์ดยุก คนใหญ่คนโตที่แม้แต่เจ้าเมืองเองยังให้ความเคารพนับถือ
"ถึงที่หมายแล้ว ที่นี่ล่ะคือคฤหาสน์ของ 'เฟลิกซ์' เจ้าเมืองที่ปกครองเมืองเวลอยู่"
'เมืองเวล' เมืองของมนุษย์ที่อยู่ห่างจากดินแดนของจอมมารแดรีลมากหลายพันกิโลเมตร การมาครั้งนี้ของเขาไม่ได้มาแบบเปิดตัวหรูหราอลังการจนคนแตกตื่น น่าแปลกใจด้วยซ้ำที่เขายอมใช้ 'เวทอิชชั่น' (เป็นเวทที่ทำให้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาได้ตามมานาของผู้ใช้) จนใครเห็นก็คงไม่เชื่อหรอกว่าผู้ชายหน้าตาดีคนนี้มีระดับเป็นถึงจอมมารของโลกปีศาจ
ที่นี่ก็ให้อารมณ์คล้ายๆ โลกมนุษย์เมื่อชาติก่อนของฉันไม่น้อยเลย ไหนจะตลาด ผู้คน แตกต่างอย่างเดียวคือที่นี่ไม่มีรถยนต์ แต่ใช้ม้าเป็นตัวลากแทน สำหรับฉันแล้วมันดูมีสีสันมากจนน่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน
"เดินเร็วๆ สิยะเจ้าน่ะ"
"รู้แล้วจิล"
ฉันถอนหายใจออกมาหลายครั้งนับเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้ที่หากมีโอกาสรอดพ้นจากสายตาของจอมมารแดรีลเมื่อไร จิลจะแขวะฉันทุกครั้ง ฉันมองจิลที่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนทรงผมจากผมยาวกลายเป็นผมสั้น อีกทั้งชุดก็เปลี่ยนองค์ทรงเครื่องจากที่เผยรูปร่างส่วนโค้งส่วนเว้า ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดที่ค่อนข้างมิดชิดและรัดรูป ต่างจากฉันลิบลับที่ถูกจับแต่งตัวอยู่ในชุดคล้ายๆ เมดในคาเฟ่!
อิจฉาอ่ะ อยากใส่ชุดสวยๆ บ้าง!
"กลับไปขึ้นรถม้าเถอะ...ข้าไม่ชอบแวะไหนนานๆ"
จอมมารแดรีลสั่งเสียงเรียบพลางเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดนิ่งรอพวกเรากันอยู่ แน่นอนว่าจิลคงไม่มีทางรอฉันอยู่แล้ว อยากบอกว่าสถานะของจิลตอนนี้สูงส่งกว่าฉันอีก เธอมีหน้าที่เป็น 'ผู้ดูแล' ของจอมมารแดรีล เอาจริงๆ คงไม่ต่างอะไรกับตอนอยู่โลกปีศาจหรอก แต่ดูเจ้าตัวจะเหมือนอยากอวดให้ฉันสำนึกเจียมเนื้อเจียมตัวกับเขาบ้างก็แค่นั่นแหละ
พอกลับมาขึ้นรถม้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนขับก็เริ่มออกรถทันที (แน่นอนว่าคนขับก็จ้างมาด้วยราคา 100 เปรู) อาจจะดูน้อยที่ไม่มีคนติดตามเยอะเท่าไรทั้งๆ ที่มีระดับเป็นถึง 'แกรนด์ดยุก' แท้ๆ แต่จอมมารแดรีลก็บอกเพียงแค่ว่า
'ข้าไม่ชอบคนเยอะ'
ค่ะ ตามนั้นแหละค่ะ ใครจะไปขัดใจนายท่านได้ล่ะคะ?
"เจ้านี่ซื้ออะไรมาเยอะแยะจริงๆ นะ"
จอมมารแดรีลแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ พลางมองฉันที่กำลังกินขนมที่ซื้อมาอยู่ ในมือก็มีถุงขนมและถุงอาหารอีกสองสามถุงที่ตะกี้ฉันวิ่งไปซื้อมาก่อนจะมาขึ้นรถม้า
"ขะ...ข้าหิวนี่...เจ้าคะ" พอลงด้วยคำสุภาพต่อท้ายแล้ว กระดากปากแท้ "นายท่านเดล เมื่อไรจะถึงเหรอคะ?"
"เจ้านี่ช่างเสียมารยาทต่อนายท่านจริงๆ นะ!"
จิลเอ็ดฉันด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เธอมองฉันด้วยสายตาจิกกัดแต่แน่นอนก็ต้องเลิกทำเพราะจอมมารแดรีลมองไปที่เธอ
"ถึงแล้วขอรับท่านแกรนด์ดยุกเดล"
คนรถส่งเสียงบอกจากด้านหน้า รถม้าหยุดจอดลงทันทีที่มาถึงที่หมาย ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าเป็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรปที่ดูแล้วน่าจะมีเฉพาะคนมีเงินเท่านั้นถึงจะมาอยู่ได้ บริเวณหน้าประตูรั้วสีทองใหญ่โตมีรูปปั้นสิงโตอยู่อย่างละตัว ข้างในก็มีบ่อน้ำพุที่ดูสวยและงดงามราวกับศิลปะตั้งอยู่ตรงกลางหน้าคฤหาสน์
"ยินดีต้อนรับขอรับท่านแกรนด์ดยุกเดล ข้ารู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้รับใช้ท่าน"
ลุงหน้าตาแก่ๆ ขี้เหร่ๆ อ้วนๆ คนหนึ่งที่ใส่ชุดท่าทางเหมือนเป็นชนชั้นสูงเข้ามาโค้งต่อหน้าจอมมารแดรีล แต่ไม่วายที่สายตาของลุงแก่ๆ คนนั้นจะมองมาทางฉันแวบหนึ่งพร้อมขยิบตาให้ ฉันขนลุกซู่จนต้องรีบไปหลบข้างหลังจอมมารแดรีลทันที
"ไม่ต้องมากพิธีเฟลิกซ์ เหมือนเช่นทุกครั้ง ข้าแค่มาดู 'คนในการปกครอง' ก็เท่านั้น ว่ายังปฏิบัติตนดีตามที่ข้าสั่งหรือเปล่า"
"โอ้ว! แน่นอนครับ ใครหรือจะกล้าขัดคำสั่งท่านแกรนด์ดยุกเดลได้กัน" เฟลิกซ์ยิ้มแล้วหันไปมองจิลที่ยืนอยู่ข้างๆ "ไม่พบกันเสียนานเลยนะครับคุณผู้หญิงจิล"
"ค่ะ ไม่พบกันนานเลยค่ะ น่าจะประมาณสักสองสามเดือนได้ค่ะท่านเจ้าเมืองเฟลิกซ์"
"แหม สำหรับคุณผู้หญิงจิล ไม่ต้องเรียกข้าเต็มยศขนาดนั้นก็ได้ครับ ข้าจะรู้สึกดีใจหากคุณผู้หญิงจะกรุณาเรียกข้าแค่ 'เฟลิกซ์' เฉยๆ"
ลุงอ้วนที่เป็นเจ้าเมืองชื่อ 'เฟลิกซ์' ส่งสายตาเย้าแหย่จิลพลางจับมือของเธอมาอย่างวิสาสะแล้วโน้มหน้าไปจูบเบาๆ ที่หลังมือ
"ค่ะ คุณเฟลิกซ์ ช่วงนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว ถ้ายังไงกรุณาดูแลต้อนรับนายท่านเดลดีๆ ด้วยนะคะ"
"แน่นอนครับ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าคิดไว้อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว เอ...ว่าแต่"
อั้ยหยา...อีตาลุงอ้วนเฟลิกซ์หันมามองฉันแล้วอ่ะ ฮืออออ!
"แม่สาวคนนั้นคือใครหรือครับท่านแกรนด์ดยุกเดล ข้าไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อนเลย"
แง! อีตาลุงอ้วนฉุนั่นมันมองฉันแบบสายตาหื่นกามมากเลยอ่ะ
พรึ่บ!
แต่แล้วจู่ๆ จอมมารแดรีลก็เข้ามายืนบังตรงหน้าฉัน ทำให้ตาลุงอ้วนเฟลิกซ์ถึงกับชะงักเพราะสายตาของเขาที่มองไปเฟลิกซ์ด้วยความไม่พอใจ
"นางเป็น 'คนของข้า' เจ้าเข้าใจชัดหรือยัง?"
"คนของข้านี่มัน..."
เฟลิกซ์มองที่จอมมารแดรีลด้วยสีหน้าประหลาดใจเหมือนมีคำถามหลายอย่างเขียนบนใบหน้า
ใช่สิ จะไม่ให้ประหลาดใจได้ยังไงล่ะ การที่คนระดับ 'แกรนด์ดยุก' (ในนาม) แบบเขามาประกาศโท่งๆ ว่าผู้หญิงที่แต่งชุดดูเหมือนสาวใช้แบบฉันเป็น 'คนของข้า' แบบนี้เป็นใครที่ไหนก็ประหลาดใจทั้งนั้นแหละ
"หมายถึงเป็นสาวใช้ที่นายท่านเดลเมตตารับเอาไว้ดูแลน่ะค่ะ คุณเฟลิกซ์"
จิลรีบปรี่เข้ามาแก้ตัวแทนอย่างว่องไวตามหน้าที่ทันที ทำให้เฟลิกซ์หรี่ตามองด้วยความสงสัยเล็กน้อยก่อนที่ใบหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบอีกครั้ง
"แหม! อย่างนี้นี่เองหรือขอรับท่านแกรนด์ดยุกเดล ข้านี่สมองช่างต่ำเตี้ยเสียจนคิดไม่ถึงว่าที่ท่านพูดหมายถึงแบบนี้"
คือแบบ...ปลอมค่ะ ดูจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าปลอมมากค่ะ
แต่ก็ถือว่าดีแล้วล่ะมั้งที่ทำให้เฟลิกซ์เลิกมองจอมมารแดรีลด้วยความสงสัยแบบนั้น ตกลงนี่เฟลิกซ์ไม่รู้จริงๆ น่ะเหรอว่าคนที่ชื่อ 'แกรนด์ดยุกเดล' เป็นเพียงแค่ฐานะปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาน่ะ? แต่ไม่เข้าใจเลยว่าคนอย่างเขาทำไมจะต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วย?
สักพักหนึ่งเฟลิกซ์ก็พาพวกเราไปยังห้องรับแขกที่ใหญ่โตกว้างขวาง บนโต๊ะมีน้ำชาที่ยังร้อนๆ อยู่ถูกจัดเตรียมวางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จิลผายมือเชิญให้จอมมารแดรีลเข้าไปนั่งก่อน แล้วเธอจึงนั่งลงตามข้างๆ ส่วนฉันก็ต้องคอยยืนนิ่งๆ อยู่ข้างๆ อย่างสงบเสงี่ยม
"แล้ว 'สิ่งนั้น' เป็นเช่นไรบ้าง"
จอมมารแดรีลเอ่ยถามเฟลิกซ์เสียงเรียบ ขณะที่ฉันรับเสื้อคลุมของเขามาถือไว้ แล้วจำใจต้องยืนอยู่ข้างๆ เขาเหมือนไม้แขวนเสื้อ
"ทุกอย่างกำลังดำเนินการไปด้วยดีครับท่านแกรนด์ดยุกเดล ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย ว่าแต่...แหะๆ ค่าจ้างงวดนี้ล่ะครับ"
"คุณเฟลิกซ์คะ นิสัยแบบนี้ควรจะเก็บๆ ซะบ้างนะคะ อย่าทำตัวเสียมารยาททวงเงินจากนายท่านเดลแบบนี้"
จิลเอ่ยเสียงแข็งพลางถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจที่อยู่ๆ เฟลิกซ์ก็ทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าจอมมารแดรีลแบบนั้น
"โอ้ว! ข้าไม่บังอาจหรอกคุณผู้หญิงจิล..."
"ข้าไม่ลืมหรอก จิล เจ้าเอาของออกมาให้เฟลิกซ์ซะ"
จอมมารแดรีลสั่งเสียงเรียบ จิลจึงรีบหยิบกระเป๋าขึ้นมาก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะแล้วเปิดกระเป๋าให้อ้าออก เผยให้เห็นเงินสดจำนวนมากเป็นปึกหลายกองอยู่ข้างใน
ฉันสังเกตเห็นว่าแววตาของเฟลิกซ์แปรเปลี่ยนไป ภายในดวงตาของเขาตอนนี้ถูกความโลภเข้าครอบงำโดยสมบูรณ์แล้ว จนกระทั่งจิลกระแอมดังๆ ขึ้นมาทำให้เฟลิกซ์ได้สติตื่นจากภวังค์พร้อมยิ้มให้จอมมารแดรีล
"ขอบพระคุณสำหรับการสนับสนุนตลอดของท่านแกรนด์ดยุกเดลจริงๆ นะครับ ไม่งั้น..."
"เลิกพล่ามแล้วพาข้าไปดูความคืบหน้าได้แล้ว"
จอมมารแดรีลสั่งเสียงเข้ม ทำให้เฟลิกซ์นิ่งไปก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วผายมือให้
"งั้นข้าขอเชิญทุกท่านไปชมผลงานได้เลยครับ...ว่าแต่คุณสาวใช้ตรงนั้นจะให้ไปด้วยไหมครับ?"
"คือ...ข้าว่า"
"ข้าจะพานางไปด้วย"
ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปฏิเสธอะไร จอมมารแดรีลก็เอ่ยขัดขึ้นซะก่อน ทำให้ฉันได้แต่ก้มหน้าเดินตามเขาอย่างช่วยไม่ได้
เฟลิกซ์ได้นำทางพวกเราออกจากห้องรับแขกลงมายังชั้นล่างสุดของคฤหาสน์ เดินเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ประตูบานใหญ่ด้านในสุด เป็นประตูเหล็กบานใหญ่สีดำทะมึน ฉันสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบๆ ที่แผ่ออกมามันแทบจะทำให้ฉันอยากจะอาเจียนออกมาด้วยซ้ำ
"นะ...นายท่านเดลคะ"
"ทำใจให้สงบซะ สิ่งที่จะเห็นต่อไปนี้เจ้าจะต้องทนรับมันให้ได้"
ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อหรอกนะ แต่ฉันรู้เพียงอย่างเดียวสัญชาติญาณในร่างกายมันกำลังร่ำร้องให้ออกห่าง
แอ๊ด...
ประตูถูกเปิดออกเอง และทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้า ฉันก็ถึงกับไม่เชื่อสายตาของตัวเอง เหงื่อในกายฉันผุดมาตามตัว ร่างกายของฉันสั่นเทิ้มอย่างหักห้ามไม่ได้
"ช่วย...ด้วย..."
"พอที...ได้โปรด...ข้า..."
"ท่านแม่...ท่านพ่อ"
ภายในห้องขนาดใหญ่ที่น่าจะจุคนได้สักห้าสิบคน มีพวกผู้หญิงที่น่าจะเป็นเผ่าเอลฟ์ตั้งแต่เด็กจนถึงหญิงสาวอยู่นับไม่ถ้วน พวกเธอต่างส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าที่ซูบซีด ร่างกายแต่ละคนผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว ตามแขนและขาของพวกเธอมีสายระโยงระยางอยู่เต็มไปหมด แต่จุดที่สายยางไปรวมกันคือตรงกลางห้องที่มีลูกแก้วสีขาวส่องแวววาวอยู่กลางแท่นบูชา
"นี่มัน..."
"คริสตัลเอเทอร์ เป็นคริสตัลที่มีพลังมานาแฝงอยู่สูงมาก ใครก็ตามที่ได้กินคริลตัสลูกนี้เข้าไปเพียงแค่หนึ่งลูกเท่านั้น จะได้รับปริมาณพลังเวทมหาศาล"
"นายท่าน..."
จอมมารแดรีลเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาก่อนจะเอื้อมมือหยิบคริสตัลลูกนั้นออกมาจากแท่น แสงสว่างของมันจู่ๆ ก็จางหายไปกลายเป็นคริสตัลใสๆ ลูกหนึ่ง
"ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของมันคือ ต้องชะโลมด้วยเลือดสดๆ จำนวนมากของเผ่าพันธุ์เอลฟ์"
"แบบนี้มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะคะ!"
"โหดร้ายเหรอครับ? ข้าไม่เห็นว่ามันจะโหดร้ายตรงไหนนี่ครับ"
เฟลิกซ์บอกด้วยสีหน้ายิ้มๆ
"การที่พวกเอลฟ์เหล่านี้ยังคงมีชีวิตรอดได้ทุกวันนี้ ทั้งยังมีข้าว มีน้ำให้กิน มีที่ให้หลบแดด หลบฝน ข้าว่าแค่นี้พวกมันก็น่าจะพอใจแล้วนะครับ"
สภาพแบบนี้เนี่ยนะ เรียกว่ามีชีวิตรอด? ในสายตาฉันพวกเขาดูทุกข์ทรมานเหมือนอยากจะตายๆ ไปซะเดี๋ยวนี้มากกว่า เฟลิกซ์นี่ไม่มีความเป็นคนหลงเหลืออยู่แล้วสินะคงมีเพียงแค่ความโลภอย่างเดียว แต่ที่ฉันคาดไม่ถึงเลย ก็คือทำไมจอมมารแดรีลเองก็สบคบคิดกับเฟลิกซ์ด้วยจริงๆ น่ะเหรอ?
"นายท่าน...ท่านก็สมรู้ร่วมคิดด้วยเหรอคะ?"
"สมรู้ร่วมคิด? ข้าไม่เข้าใจคำๆ นี้หรอกนะ..."
"ท่านเองก็รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำที่โหดร้ายแบบนี้จริงๆ น่ะเหรอคะ!"
"นี่เจ้า! เสียมารยาทต่อหน้านายท่านได้ยังไง!"
จิลตวาดใส่ฉันเสียงดังแต่ครั้งนี้ฉันกลับไม่มีความรู้สึกกลัว อาจจะเป็นเพราะตอนนี้กำลังโมโหอยู่ก็เป็นได้
"จิล เจ้าเองก็รู้เรื่องโหดร้ายพวกนี้ด้วยเหรอ!"
"ใช่ แล้วจะทำไม?"
จิลตอบแล้วไหวไหล่เหมือนจะบอกว่ามันก็เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตถึงขนาดต้องโวยวาย
"ทำไมถึงไม่ห้ามนายท่านล่ะ! ชีวิตคนเรามันมีค่านะ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้!"
"ข้าไม่รู้หรอกนะครับว่าสาวใช้ของท่านแกรนด์ดยุกเดล พูดเรื่องอะไร แต่ถ้ายังไงท่านอยากจะไปคุยที่ห้องรับแขกหน่อยไหมครับ?"
เฟลิกซ์พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับสั่นกระดิ่งเบาๆ เพียงแป๊บเดียวก็มีพ่อบ้านผู้ชายเดินเข้ามาหาพวกเรา
"เชิญทางนี้ขอรับ ท่านแกรนด์ดยุก"
"มีอะไรจะพูดก็ค่อยไปพูดในห้อง"
จอมมารแดรีลโน้มหน้ามากระซิบสั่งข้างหูฉันเบาๆ ฉันได้แต่ยืนนิ่งเงียบ พยายามระงับความโกรธที่พุ่งพวยอยู่ข้างในใจ
ขณะที่พวกเราทั้งหมดกำลังจะออกจากห้องซึ่งฉันก็เดินตามหลังเป็นคนสุดท้าย แต่ชั่วขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องจู่ๆ ก็มีมือเล็กมาจับที่ขาของฉันเข้า ฉันหันขวับไปมองด้วยความตกใจก็พบว่าเป็นเด็กผู้ชายเผ่าเอลฟ์ตัวเล็กๆ หน้าตาของเด็กคนนี้ซูบซีดดูเหมือนคนขาดสารอาหารมาก
"พี่สาว...ช่วยผมด้วย...ผมอยากกลับ ฮึก" เด็กผู้ชายคนนั้นร้องไห้ออกมาเบาๆ "อยากกลับไปหา... ท่านแม่ ท่านพ่อ"
"ข้า..."
"แหม เนียครับ...ข้าว่าเจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่นานนะครับ เจ้า! ไอ้เด็กโสโครก! ปล่อยมือนางซะ"
ผัวะ!
"โอ๊ย!!!"
เฟลิกซ์เดินสวนกลับมาพร้อมเข้ามาดึงมือของเด็กผู้ชายคนนั้นออกจากขาของฉัน ก่อนจะตวัดหลังมือฟาดไปที่ใบหน้าของเขาจนเด็กคนนั้นเจ็บจนต้องส่งเสียงร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม
"ฮือๆ ข้าอยากกลับบ้าน...แง ท่านแม่ครับ!"
"ทะ...ท่านทำเกินไปแล้วนะคะ"
"ไม่เกินไปหรอกครับ พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นทาสชั้นต่ำ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปสนใจหรอกนะครับ"
เฟลิกซ์บอกด้วยสีหน้าเย็นชาทำให้ฉันตัวแข็งไปชั่วครู่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
"นี่ เนีย เร็วๆ สิ!" จิลเดินย้อนกลับมาหาพลางมองฉันที่ยืนตัวแข็ง "เกิดอะไรขึ้นคะคุณเฟลิกซ์?"
"ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณผู้หญิงจิล! ข้าแค่ช่วยเนียจากการเกาะแกะจากพวกทาสชั้นต่ำน่ะครับ..."
พริบตาเดียวเพียงจิลเดินเข้ามาหาสีหน้าของเฟลิกซ์ที่มองฉันเสมือนเสือจ้องเหยื่อก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วกลายเป็นรอยยิ้มแตะแต้มบนใบหน้าแทน
"เดี๋ยวข้าจะอยู่จัดการความเรียบร้อยอีกสักหน่อย ถ้ายังไงจะตามไปทีหลังนะครับ"
"ค่ะ ได้ค่ะคุณเฟลิกซ์ เจ้าน่ะ มาได้แล้ว นายท่านกำลังรออยู่นะ"
"ค่ะ..."
ลางสังหรณ์ของฉันบ่งบอกเลยว่าเฟลิกซ์ดูไม่นิสัยดีเหมือนท่าทางเลยสักนิด...ว่าแต่ฉันจะทำยังไงดีล่ะ ถึงจะช่วยพวกเขาได้?
สายตาคู่หนึ่งจดจ้องผู้หญิงสองคนที่เดินออกพ้นประตูไปจนไกลสายตา ริมฝีปากก็แสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพลางหัวเราะออกมา
"หึ แม่เด็กสาวคนนั้นของท่านแกรนด์ดยุกเดลช่างน่าเอามาเลี้ยงเอ็นดูเสียให้เข็ดจริงๆ ปากดีแบบนั้นข้าล่ะอยากจะกำราบนัก..."
เฟลิกซ์ลูบคางอย่างครุ่นคิดถึงวิธีการบางอย่างในใจ เขารู้สึกติดอกติดใจแม่เด็กสาวรับใช้ที่ชื่อ 'เนีย' มาก เพราะนางตรงใจเขาพอดิบพอดี ช่วงนี้เขายิ่งเบื่อๆ พวกเอลฟ์สาวแล้วด้วย อยากจะลองลิ้มรสชาติของเด็กสาวดูว่าจะอร่อยสักเพียงไหน
"ปล่อยข้าไป...ได้โปรด..."
เอลฟ์สาวผมสั้นที่อยู่ใกล้บริเวณขาของเฟลิกซ์ร้องอ้อนวอนพร้อมทั้งน้ำตา แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่ามันน่าสงสารสักนิด กลับรู้สึกว่ามันน่าสมเพชด้วยซ้ำ
"โอ๋ๆ...อย่าร้องนะ หึๆ"
เฟลิกซ์เข้าไปโอบกอดร่างของเอลฟ์สาวคนนั้นพร้อมกับลูบหัวเพื่อจะปลอบโยนให้เธอหยุดร้องไห้ แต่เธอกลับตัวสั่นระริกเหมือนกลัวว่าเขาจะทำอะไร เฟลิกซ์หัวเราะออกมาพลางแลบลิ้นออกมาเลียที่แก้มอย่างแผ่วเบาซึ่งมันทำให้เอลฟ์สาวส่งเสียงกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา
"ฮ่าๆ! จงจำไว้เถอะ ว่าช่วงชีวิตสุดท้ายของพวกเจ้าทั้งหมดที่อยู่ที่นี่! จะต้องมอบให้แก่ ท่านเฟลิกซ์ คนนี้เท่านั้น!"