หลังจากที่ฉันสวาปามหัวอีกาเมนูเด็ดของอุลเข้าไปแบบไม่เต็มใจลงท้องไปซะจนหมดเกลี้ยง ฉันก็เหลือบไปเห็นอุลกำลังเตรียมตัวทดลองทำน้ำยาเวทมนตร์อยู่พอดี จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
"อ้าว ไซเนียร์ ปกติเจ้าจะออกไปบินเล่นแถวนี้ไม่ใช่หรือ นึกยังไงมาดูข้าผสมน้ำยาฟื้นฟูได้ล่ะเนี่ย"
คือ เอาจริงๆ ถ้าจะให้บอกว่าจู่ๆ ก็บินไม่ได้แล้วอ่ะค่ะก็คงจะไม่ได้ ปล่อยเลยตามเลยไปละกัน
ฉันจ้องมองเข้าไปในหม้อปรุงยาที่ค่อนข้างจะเก่าเพราะถูกใช้มาเป็นเวลานาน ข้างในมีน้ำยาเวทมนตร์สีรุ้งอยู่ อุลค่อยๆ คนไม้พายในหม้อช้าๆ เป็นจังหวะราวกับระมัดระวังเป็นอย่างมาก
"กรร... (สีสวยจัง)"
"หือ เจ้าชอบหรอ นี่เป็นสูตรที่มีแต่ข้าที่ทำได้เลยนะ"
อุลพูดด้วยสีหน้าภูมิอกภูมิใจกับน้ำยาฝีมือตัวเอง
ก่อนที่เขาจะหยุดคนไม้พาย แล้วหันไปหยิบสมุดเล่มเก่าๆ เล่มหนึ่งมาให้ฉันดู ทั้งๆ ที่ฉันน่าจะอ่านตัวหนังสือของพวกมนุษย์ไม่ออกเพราะฉันเป็นมังกร แต่น่าแปลกที่ฉันกลับอ่านมันออก
ส่วนผสมทำน้ำยาฟื้นฟู
1.หญ้าสีทอง 2ต้น
2.หยดน้ำค้างดวงจันทร์
3.ผงวิเศษของภูต
ส่วนผสมที่ว่ามาเป็นส่วนผสมที่ฉันไม่รู้จักด้วยซ้ำ อาจจะเพราะฉันไม่เคยเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้
"ส่วนผสมมันค่อนข้างหายากสักหน่อย แต่ข้ามั่นใจว่าของข้าดีกว่าของคนอื่นแน่นอน ใครก็เลียนแบบไม่ได้ น่าเสียดายถ้าเกิดข้าตายไปคงไม่มีใครสืบทอดน้ำยาของข้าต่อ เพราะข้าไม่มีลูกชาย"
ท้ายประโยคของอุลน้ำเสียงเขาดูเศร้าลงเล็กน้อย จากความทรงจำของฉัน อุลเป็นพ่อมดที่เก่งกาจก็จริง มีเวทมนตร์มากมายแต่ก็ไม่ได้ช่วยได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเวลาที่ครอบครัวถูกปีศาจฆ่ายกครัวขนาดนั้น ลูกชายของอุลเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 7 ขวบ ส่วนภรรยาก็โดนปีศาจจับกินไม่เหลือร่างไว้ให้ฝังศพด้วยซ้ำ
"กรร... (อย่างน้อยฉันก็ยังอยู่นะ)"
ฉันส่งเสียงออกไปแล้วเอาหัวใหญ่ยักษ์ของตัวเองไปถูไถศีรษะของอุล ทำให้เขาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลูบหัวฉัน
"อะไรกัน นี่เจ้าหัดปลอบใจเป็นกับเขาตั้งแต่เมื่อไรกัน"
พอเห็นสีหน้ายิ้มแย้มของอุลปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าก็ทำให้ฉันโล่งใจ
"แต่ข้าก็อดห่วงเจ้าไม่ได้จริงๆ นะว่าถ้าต้องไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ข้า เจ้าจะดื้อขนาดไหนกัน"
เอิ่ม อุลเขาพูดเหมือนฉันเป็นเด็กๆ เลยอ่ะ ถ้าพูดได้ก็อยากจะบอกเขานะว่าฉันอ่ะเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ใช่เด็กแบบที่เขาเข้าใจ แต่อย่างว่าแหละ บอกไปใครเขาจะเชื่อ
"ถ้าเจ้าเป็นมนุษย์คงดีไม่น้อยนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเจ้าก็คงได้เป็นลูกสาวของข้า"
ในชาตินี้อุลก็คือคนที่เลี้ยงดูฉัน ปกป้องฉันจากอันตรายตั้งแต่แม่มังกรของฉันตาย ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็เถอะ แต่ฉันก็คิดว่าเขาเป็นพ่อฉันนะ
แกว๊กกกกก
จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น ฉันหันขวับกลับไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะพบว่าเป็นนกหน้าตาประหลาดที่ไม่มีดวงตา มีแต่ปาก ตัวของมันอ้วนใหญ่จนน่ากลัว ในมือถือสิ่งที่คล้ายกับจดหมายอยู่
"โอ้ มาแล้วๆ"
ถึงกระนั้นอุลก็เดินเข้าไปหานกนั่นอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลยก่อนจะรับจดหมายในมือนกประหลาดนั่นมาแล้วเปิดอ่านด้วยท่าทางที่ปกติผิดกับฉันที่โตแต่ตัว ตัวเท่าตึกระย้าฟ้าแต่ใจเท่ามดจนต้องถอยหลังออกห่างไปมองดูไกลๆ เพราะไอ้นกบ้านั่นมันมองมาที่ฉันทั้งๆ ที่มันก็ไม่มีดวงตาแท้ๆ
"ไหนดูซิ อืมๆ อ่า ใกล้ถึงแล้วเหรอเนี่ย"
พออุลอ่านจดหมายแล้วก็ทำสีหน้าแปลกๆ อยู่นิดหน่อยก่อนจะหันมามองฉันที่ทำหน้าสงสัย
"อีกไม่กี่วันท่านจอมมารแดรีลก็จะมารับเจ้าไปอยู่ด้วยแล้วนะไซเนียร์"
ห๊ะ อะไรนะ ตะกี้อุลบอกว่าใครจะมารับฉันไปนะ
"กรร?"
"ท่านจอมมารแดรีลไง ที่เคยมาดูเจ้าสมัยตอนเจ้ายังเป็นแบเบาะท่านท่านตัดสินใจจะรับเลี้ยงเจ้าเชียวนะ ข้าล่ะไม่นึกไม่ฝันเลยว่าคนระดับท่านจะมารับเลี้ยงเจ้า"
จอม - มาร!!!!!
สองพยางค์สั้นๆ ที่ได้ยินทำเอาฉันถึงกับนิ่งชะงัก ช็อกจนพูดอะไรไม่ออก
เกิดมาเป็นมังกรก็แย่จะตายอยู่แล้ว แล้วฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้ ถึงต้องมาถูกจอมมารเลี้ยงดูอีก!!!
ฉันจะถูกตาบ้าจอมมารอะไรนั่นฆ่าตายก่อนไหมนะ...ฮือ อยากจะบ้า!
หลังจากรับรู้ว่าใครคือคนที่จะมา 'รับเลี้ยง' ฉันต่อจากอุล ก็ทำเอาฉันเฟลไปพักใหญ่ แทบจะทำใจไม่ได้จนต้องออกมาสูดอากาศมืดๆ ข้างนอก อากาศที่นี่ก็ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของฉันดีขึ้นสักนิด เพราะข้างนอกมีแต่หมอกพิษเต็มไปหมด สมกับที่เป็นซีกโลกที่เหล่าปีศาจอาศัยกันอยู่จริงๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันเป็นมังกรฉันคงจะตายไปนานแล้ว
อุลบอกกับฉันว่าการที่เขาต้องส่งต่อฉันให้จอมมารแดรีลอะไรนั่นเลี้ยงดูเป็นเพราะอุลนั่นชรามากแล้ว ถ้าเทียบกับอายุของมนุษย์แล้ว จริงๆ อุลเองก็อายุได้ 100ปีเลยนะ แต่เพราะมีเวทมนตร์ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ทำให้ร่างกายยืดอายุต่อไปได้นานมากกว่าของมนุษย์เท่าหนึ่งก็แค่นั้นเอง
แต่ในใจของฉันน่ะยึดติดกับการอยู่กับอุลมากกว่าที่จะต้องไปอยู่กับคนแปลกหน้านี่นา ให้เลือกระหว่างคนที่ดูแลฉันเมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมา กับ คนที่อยู่ๆ เราต้องรับรู้ทีหลังว่าต้องไปร่วมอาศัยอยู่กับเขา ไม่รู้ว่าจอมมารคนนั้นจะจับฉันต้มยำทำแกงมังกรหรือเปล่าก็ไม่รู้ ได้แต่หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนชอบกินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์นะ ฮือ
บรึ้ม!!
แต่จู่ๆ ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นลั่น ฉันหันขวับไปมอง ด้วยเพราะสายตาของมังกรมันดีหรือเปล่าไม่รู้ ฉันถึงรีบพยายามวิ่งกลับไปที่ถ้ำ
"กรร!! (อุล!!!)"
พอมาถึงถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนักจากเมื่อกี้นี้ ฉันรีบมองเข้าไปข้างในก็พบแต่ควันและฝุ่นที่เกิดจากการระเบิดทำให้ไม่เห็นร่างของอุลเลยแม้แต่นิดเดียว
"ไซเนียร์! เจ้าหนีออกไปข้างนอกก่อนซะ!"
พอฉันได้ยินเสียงของอุลก็เหมือนทำให้ฉันจับตำแหน่งที่อุลอยู่ได้ ฉันรีบก้าวเท้าเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังเสียงคำเตือนของอุล แต่พอเข้ามาถึงข้างในตัวถ้ำได้ฉันถึงกับช็อกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
"นะ...หนี...ไป...ไซเนี..."
อุลที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมเลือดโชกเต็มตัว ตามตัวมีรอยขีดข่วนทั่วร่างกาย แม้กระนั้นในสภาพที่แทบจะไม่มีแรงจะลุกยืนไหวก็ยังพยายามหันมาเตือนฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ข้างๆ มีปีศาจตัวโตลักษณะหน้าตาเหมือนยักษ์สีม่วง ในมือถือดาบเล่มยาวอยู่ มันหันมามองฉันพร้อมแสยะยิ้มอย่างสะใจ
"เคี้ยกๆ แกเองสินะมังกรของมัน อีกเดี๋ยวฉันจะเอ็นดูแกเอง ไม่ต้องห่วงไปหรอก"
"กรร!! (ไม่นะ!!)"
ฉันส่งเสียงร้องห้ามสุดเสียงเรียกว่าดังสนั่นลั่นถ้ำก็ว่าได้ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหาเจ้ายักษ์นั่นอย่างไม่คิดชีวิต ฉันกระแทกลำตัวใส่เจ้ายักษ์นั่นเต็มแรงจนมันเสียหลักไปกระแทกกับกำแพงถ้ำ
"เคี้ยกกกกก!!!!"
มันส่งเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดคงคิดไม่ถึงว่าฉันจะมีแรงมากขนาดกระแทกตัวมันจนกระเด็นได้ขนาดนี้ ฉันฉวยจังหวะที่มันประมาทสบโอกาสรีบพาร่างของอุลออกไปอย่างทุลักทุเล
"หนี...ไป...ไม่ต้องห่วงข้า..."
"กรรรรร... (ข้าจะไปทำยังงั้นได้ล่ะ)"
ใครจะทิ้งเขาได้ลงคอในสภาพแบบนี้ แม้จะรู้จักเขาไม่กี่วันตั้งแต่ลืมตาตื่นมา เพียงเพราะความทรงจำที่อยู่ในหัวก็รับรู้ได้ว่าอุลเป็นคนที่ใจดี อบอุ่น ให้ความรักกับฉันมากขนาดไหน ถึงต้องตายอีกรอบฉันก็คงไม่เสียดายชีวิตหรอก
"เคี้ยกกกๆๆๆๆ!!"
ฉันเหลียวหลังไปมองเพียงเสี้ยวแวบหนึ่งก่อนจะตกใจเมื่อเจ้ายักษ์นั่นพุ่งตัวกระโดดเข้ามาหาฉันได้แบบประชิดตัว หน้าตาของมันเรียกว่าทำเอาฉันผวาทีเดียว
ฉัวะ!!!
"กิ๊ซซซซ!!!!!"
ถึงแม้ฉันจะพยายามวิ่งหนีสุดชีวิตแค่ไหน แต่ก็ยังไม่พ้นเงื้อมมือของมัน ดาบเล่มยาวถูกตวัดเข้าที่ปีกด้านซ้ายของฉันเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวด รวดร้าวราวกับว่าร่างกายจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ วิ่งไปทั่วร่างกายของฉัน
"ไซ...เนี...ทิ้งข้าไว้..."
อุลบอกด่วยน้ำเสียงอ่อนแรงในอ้อมแขนของฉัน ฉันได้แต่ส่ายหน้าพยายามฝืนความเจ็บปวดไว้แม้มันจะเจ็บเจียนตาย ปีกสีดำด้านซ้ายของฉันตอนนี้แหว่งจนไม่เหลือสภาพเค้าโครงเดิมแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ต่อให้บินได้ฉันก็คงบินไม่ขึ้นอยู่ดี
ถึงจะบอกยอมตายอีกรอบได้ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยากตายเร็วขนาดนี้สักหน่อย!!
"กั๊กๆๆ ปีกแบบนั้นจะหนีไปได้สักเท่าไรเชียว เจ้ามังกรน้อย"
เจ้ายักษ์พูดพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ ในมือกวัดแกว่งดาบไปมาอย่างสนุกสนานราวกับว่ากำลังได้ล่าเหยื่อชั้นดี
แย่ล่ะสิ สุดปลายทางแล้ว!
กว่าจะรู้ตัวว่าหนีออกจากถ้ำได้สำเร็จก็จริง แต่ดันเผลอวิ่งออกมาแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเลย ตัวฉันที่อุ้มอุลไว้ตอนนี้มาติดแหง็กอยู่ตรงหน้าผาซะแล้ว พอหันหลังกลับไปก็พบว่าเจ้ายักษ์นั่นยืนอยู่ตรงหน้าแถมทำท่าพร้อมจะจู่โจมพวกฉันตลอดเวลาด้วย
"ไซเนี...ข้า...อยากอยู่ดูแลเจ้ามากกว่านี้...แต่ดูเหมือนคนแก่ผู้นี้จะไม่เหลือเวลามากขนาดนั้นแล้ว..."
อุลจับมือฉัน จู่ๆ ร่างกายของฉันก็อุ่นวาบและเรืองแสงสีทองออกมาทำให้ฉันตกใจจนมองหน้าอุล อุลส่งยิ้มกลับมาให้ฉันแล้วพูดขึ้น
"ข้า...รู้ว่าเจ้า...ไม่ใช่ไซเนียร์ แต่ในเมื่อเจ้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว ข้าก็ถือว่าเจ้าเป็นลูกของข้าแล้ว...ดูแลตัวเองให้ดีล่ะ...เด็กน้อย"
ขะ...เขารู้ว่าฉันไม่ใช่ไซเนียร์!?!
ปุ้ง!!!!!
จู่ๆ ร่างกายที่ใหญ่โตของฉันก็หดลง ระดับสายตา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยดูเตี้ยตอนนี้กลับอยู่ในระดับพอดี ทำให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ ตอนนี้อุลยืนอยู่ตรงหน้าฉันพร้อมกับร่ายเวทกางบาเรียให้เพื่อไม่ให้เจ้ายักษ์นั่นบุกเข้ามาหา
"ไอ้แก่!!! แกยังไม่ตายอีกเรอะ"
เจ้ายักษ์พูดออกมาอย่างโมโห ก่อนจะใช้มือในดาบฟาดไปที่บาเรียครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆที่ปกติบาเรียน่าจะแข็งแรง หรือเป็นเพราะอุลไม่อยู่ในสภาพปกติก็ไม่รู้บาเรียถึงได้เริ่มมีรอยร้าว
"อะ...อุ...ล"
เอ๊ะ ตะกี้ฉัน? ส่งเสียงออกไปได้ ทำไมล่ะ
พอก้มมองตัวเองถึงได้รับรู้ว่าตัวเองตอนนี้อยู่ในร่างของมนุษย์ทั่วไปในสภาพที่เปลือยเปล่าไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าสักชิ้นสวมใส่อยู่
"ข้าคงยื้อได้อีกไม่นาน...ขอแค่ครั้งเดียว แค่ส่งเจ้าไปได้ก็พอ"
อุลหันฝ่ามือมาทางฉัน ปากก็เอ่ยคำร่ายที่ฉันไม่เข้าใจออกมา ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวโอบอุ้มร่างกายฉันไว้ ฉันตกใจพยายามจะขยับตัวเข้าไปหาอุล แต่กลับเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจได้แต่ยกมือขึ้นพร้อมกับเรียกชื่ออุล
"อุ..ล...ไม่...นะ...ไม่...ขะ...ขอ...ร้อ...ง....อย่า..ทิ้ง...กัน...แบบนี้"
ประโยคของฉันที่พูดออกไปราวกับเด็กทารกแรกเกิดที่หัดพูดไม่มีผิด ทั้งๆ ยังงั้นฉันกลับทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงมองอุลที่ส่งยิ้มมาให้ฉัน
"ลาก่อน...ลูกสาวของข้า"
"อุล!!"
"เจ็บ..."
ความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่บนร่างกายปลุกให้ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งแรก เพราะว่าไม่มีใครอยู่รอบตัวฉันเลย แม้แต่อุลก็ยังไม่อยู่...
ฉ้นหันไปมองสภาพปีกด้านหลังของตัวเองก็พบว่าปีกสีดำของฉันไม่เหลือเค้าโครงรูปร่างเดิมเลย ปีกมันขาดไปครึ่งหนึ่งทำให้ฉันทำไม่ได้แม้แต่จะขยับปีกเล่นเหมือนครั้งแรก รอบๆ ข้างเป็นป่าไม้ทึบที่จะเรียกว่ารกก็ว่าได้ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง แต่ที่แน่ๆ มันห่างไกลจากหุบเขาที่ฉันอาศัยอยู่กับอุลมากๆ
ตอนนี้อุลจะเป็นยังไงบ้าง?
ปลอดภัยดีหรือเปล่า?
หรือจะบาดเจ็บสาหัสกันนะ?
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกเป็นห่วงถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ฉันรู้สึกร้อนอกร้อนใจเหลือเกิน แต่เพราะร่างกายของฉันยังไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะเดินเท่าไร ทำให้การเดินไม่ค่อยมั่นคงเท่าที่ควร
"อุ...ล"
การได้เป็นมนุษย์ครั้งแรกของฉันในชาติใหม่ไม่ได้ทำให้ฉันแปลกใจสักเท่าไร ก็ก่อนหน้านี้เป็นมังกรมาตั้งหลายวันนี่เนอะ แต่มันแย่ตรงที่เป็นมนุษย์ไม่ได้ครบทุกส่วนเนี่ยสิ ทั้งปีก ทั้งหู ทั้งหาง ยังอยู่ครบ ก็แค่ร่างกายถูกย่อส่วนลงจากมังกรยักษ์เป็นเด็กสาวก็แค่นั้น ร่างกายของฉันตอนนี้ถ้าเทียบเป็นอายุของมนุษย์คงสัก 15 - 16 ปีได้ล่ะมั้งนะ
การเดินทางด้วยเท้าของร่างนี้มันทำให้ความลำบากในการไปหาอุลของฉันเพิ่มทวีคูณเป็นสองเท่าจริงๆ กว่าจะผ่านป่ารกร้างออกมาได้ก็กินเวลาไปสามชั่วโมงกว่าแล้ว ฉันคิดว่างั้นนะ เพราะรู้สึกเหมือนเวลาผ่านมานานมากๆ หรือเพราะฉันรู้สึกเหนื่อยกันแน่นะ ไหนจะความเจ็บบนหลังที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้เลือดมันจะหยุดไหลไปแล้วก็ตาม
ระยะทางการไปหุบเขามันไกลมากจริงๆ ฉันควรดีใจไหมนะที่อุลเหลือพลังเวทไม่มากถึงขนาดที่จะส่งฉันไปไกลมากกว่านี้ ไม่งั้นฉันคงหาทางกลับมาไม่ถูกจริงๆ จมูกฉันก็ยังดีที่ยังใช้การได้อยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ายังได้กลิ่นอยู่ แต่อีกกลิ่นหนึ่งที่ฉันได้กลิ่นก็คือ...เลือด เนี่ยสิ
พอมาถึงหุบเขา ฉันก็พยายามลากสังขารของตัวเองไปให้ถึงข้างบน มันช่างยากเย็นจนฉันอดเคืองอุลไม่ได้จริงๆ ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเหมือนตอนแรก หรือเพราะทุกอย่างมันจบลงหมดแล้วก็ไม่รู้
"อุล!!"
แต่พอมาถึงข้างบนได้สำเร็จฉันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นอุลนอนจมกองเลือดอยู่ ร่างกายของเขามีแผลเต็มตัว ห่างไปไม่ไกลจากตัวของเขาก็มีร่างของเจ้ายักษ์ม่วงที่ตอนนี้สภาพของมันเหมือนถูกฟันออกเป็นชิ้นๆ แทบจะประกอบกลับไม่ได้ ฉันพุ่งตรงเข้าไปหาอุลอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะกลัวซากศพเจ้ายักษ์นั่นมากขนาดไหน
"อุล...อย่า...ตาย...นะ"
ฉันพยุงร่างของอุลขึ้นมา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากร่างในอ้อมแขนแม้แต่น้อย ฉันรู้ดีว่าฉันต้องสูญเสียคนสำคัญไปอีกครั้ง ทั้งชาติที่แล้วที่สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก พอมาชาติใหม่ที่อุตส่าห์มีโอกาสได้เกิดใหม่ทั้งที ก็ยังต้องมาสูญเสียคนที่เลี้ยงดูฉันมาอีก
ไม่มีอีกแล้วแม้แต่ลมหายใจของชายชราตรงหน้า...
ไม่มีอีกแล้วแม้แต่เสียงเรียกชื่อฉันอย่างอ่อนโยน...
ความสูญเสียนี่มันยากเกินจะรับไหว ฉันอดที่จะร้องไห้ออกมาเสียงดังไม่ได้ ตัวฉันในตอนนี้ไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อยว่าจะมีปีศาจหรือใครมาได้ยินเสียงของฉันร้องไห้ ฉันแค่ขอได้ร้องไห้ปลดปล่อยความเศร้าในใจออกมาแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี...
ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ขอแค่มีความสุข แค่นั้น ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วแท้ๆ...
"ฮึก...ฮือ อุล...อุล..."
"สาวน้อย...เจ้าเป็นอะไรไป"
"ใครน่ะ!"
ฉันหันขวับกลับไปมองด้วยความผวา เพราะจู่ๆ ก็มีใครทักฉันขึ้นมาตอนนี้ ทั้งๆ ที่มันไม่ควรจะมีใครในเวลาแบบนี้แท้ๆ ฉันกอดร่างที่เย็นชืดของอุลแน่นพร้อมมองคนตรงหน้าที่เดินตรงมาหาฉัน ผู้ชายตรงหน้าที่แต่งชุดสีดำทั้งตัว ใส่หมวกฟางบนหัว พร้อมกับสะพายถุงสัมภาระอยูด้านหลัง
"นาย...เป็นใคร"
เขาถอดหมวกฟางออกเผยให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่ไม่น่าจะใช่คนเต็มร้อยเหมือนกับฉัน เพราะหูของเขานั้นทั้งแหลมและยาวเหมือนพวกเอลฟ์ที่ฉันอ่านในนิยายบ่อยๆ ชายตรงหน้าคลี่ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยขึ้น
"ข้ามีนามว่า อาคูส ยินดีทีได้รู้จักนะ สาวน้อย"
"อาคูส?"
ฉันมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสงสัยและระแวดระวัง เพราะยังไงสำหรับฉันในตอนนี้เขาก็คือคนแปลกหน้าดีๆ นี่เอง คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจอยู่แล้วด้วย
"อย่ากลัวไปเลยสาวน้อย ข้าไม่ใช่คนน่าสงสัยหรอกนะ"
แล้วมีใครที่ไหนอยู่ๆ เขาจะบอกว่าตัวเองไว้ใจไม่ได้บ้างล่ะ...
"ข้าไม่ได้มาที่นี่ตั้งนาน นานๆ ทีแวะผ่านมาพอดีกะจะมาเยี่ยมเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ซะหน่อย ชิงตายไปก่อนซะได้ แย่จริงๆ เลยนะ..."
ไม่รู้ทำไมคำพูดของผู้ชายคนนี้ถึงทำให้ฉันรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เขาก็กำลังยิ้มอยู่แท้ๆ
"ตาแก่อุลตายไปซะได้ แล้วใครจะมาใช้หนี้ให้ข้าล่ะทีนี้"
นั่นไง...ฉันกะแล้วว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลจริงๆ ด้วย จะมีใครที่ไหนเข้ามาทักแบบไม่มีเหตุไม่มีผลล่ะ
"คุ...จะ...เจ้าต้องการอะไร"
ชั่วแวบหนึ่งฉันเกือบจะหลุดคำว่า 'คุณ' ออกไปแล้ว ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะหลุดคำว่า 'นาย' ออกไปแล้วก็เถอะ ฉันยังไม่ชินกับคำพูดคำจาของโลกใหม่สักเท่าไร บางทีก็เผลอติดภาษาโลกเก่ามาด้วย
อาคูสเลิกคิ้วมองฉันด้วยความสงสัยอยู่ชั่วครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาแล้วพูดต่อ
"ข้าขอแนะนำตัวดีๆ อีกรอบละกันนะ ข้าเป็นพ่อค้าตลาดมืด...ตาแก่อุลกับข้าเป็นเพื่อนกันมานานนับสิบๆ ปีแล้ว เห็นอย่างนี้ข้ากับเจ้านั่นก็อายุไล่เลี่ยกันอยู่นะ"
พูดเป็นเล่นไป! อายุไล่เลี่ยกันเนี่ยนะ หน้าตาของอีตาอาคูสอะไรเนี่ยยังดูหนุ่มต้นๆ อยู่เลยนะ
"ก่อนหน้านี้ประมาณสักสามปีที่แล้วตาแก่มันมาขอยืมเงินข้า...เห็นบอกว่าจะเอาไปใช้เรื่องเร่งด่วน ข้าเห็นว่าเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่มานานเลยให้หยิบยืมไป แต่เจ้านั่นก็ไม่ได้บอกข้าด้วยสิว่าเอาไปทำอะไร...เห็นทีข้าว่าตอนนี้พอจะรู้เหตุผลแล้วล่ะนะ"
อาคูสพูดครุ่นคิดก่อนจะเดินวนรอบๆ ตัวฉันแล้วมองฉันอย่างพิจารณา แถมเขายังไม่มีทีท่าจะสนใจร่างของอุลที่ตายในอ้อมแขนของฉันอีกต่างหาก เอาจริงๆ ฉันค่อนข้างเกลียดสายตาของเขาอยู่นะ มันเหมือนกับสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องเหยื่อยังไงยังงั้นแหละ ทำเอารู้สึกไม่ดีเอาซะเลย
"ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตาแก่นั่นถึงไม่ยอมให้ข้าพบเจ้า มังกรหายากอย่างเจ้าถ้าข้าเจอก่อนมันเร็วกว่านี้สักหน่อยนะ...หึหึ"
"ตะ...ตกลงเจ้าต้องการอะไรกันแน่ ข้าไม่มีเงินให้หรอกนะ"
"ข้าก็อยากได้เงินอยู่หรอกนะ เอาจริงๆ เงินที่ตาแก่นั่นหยิบยืมไปมันก็หลายร้อยล้านอยู่นะ ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย แต่ตาแก่นั่นตายไปแล้ว แถมเจ้าก็ยังเป็นมังกรที่ถูกมันเลี้ยงดูมาไม่ใช่เหรอ"
"แล้วยังไงล่ะ..."
"เห็นทีข้าจะไม่มีทางเลือกสักเท่าไร ข้าก็ไม่อยากจะใจร้ายหรอกนะ"
เคร้ง!!!
พูดจบอาคูสก็เขวี้ยงสิ่งที่คล้ายปลอกคอใส่ฉัน ซึ่งมันก็เหมาะเจาะลงล็อกเข้าที่คอฉันซะด้วย ทำเอาฉันตกใจจนเผลอปล่อยร่างของอุลทันที ก่อนจะจับปลอกคอเพื่อที่จะถอดออก แต่เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสแตะโดนปลอกคอความร้อนเจ็บแปลบก็วิ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกายจนฉันต้องปล่อยออก
"นะ...นี่มันอะไรน่ะ"
"ขอโทษจริงๆ นะแม่มังกรน้อย แต่เห็นทีข้าคงต้องให้เจ้าชดใช้หนี้แทนตาแก่นั่นซะแล้วล่ะ"
"จะ...จะทำอะไรกับข้า"
พอถามจบอาคูสก็คลี่ยิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มที่ชวนฉันขนหัวลุก เขานั่งลงยองๆ ตรงหน้าฉัน ก่อนจะเชยคางฉันขึ้นให้มองหน้าเขา
"ข้าจะเอาเจ้าไปขายในตลาดมืดของข้า"
ตลาดมืด!? ไอ้พวกที่เคยเห็นในข่าวป่ะ ฆ่าหั่นศพไรงี้น่ะหรอ! ไม่ๆๆๆ ฉันยังไม่อยากตายนะ
"นี่ แม่มังกรน้อย ข้าก็ไม่ได้ใจร้ายไส้ระกำซะทีเดียวหรอกนะ อย่าเผลอคิดอะไรไปไกลขนาดนั้นจะได้ไหม?"
"เจ้าไม่ได้จะจับข้าไปฆ่าแยกชิ้นส่วนเหรอ?"
"พรืด...ฮ่าๆ เจ้านี่ตลกดีนะ"
พอฉันถามจบอาคูสก็หลุดหัวเราะออกมาแล้วขยี้หัวฉันเบาๆ อย่างเอ็นดู ท่าทางการกระทำของเขาผิดกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
"แล้วไม่ใช่เหรอ"
"ข้าเอาเจ้าไปขายก็จริง แต่พวกปีศาจชั้นสูงเดี๋ยวนี้ไม่ได้ป่าเถื่อนเหมือนเมื่อ 1000 ปีก่อนแล้วนะ อา...แต่เจ้ายักษ์ที่ฆ่าตาแก่นั่นเป็นข้อยกเว้นนะ" อาคูสว่าก่อนจะชี้ไปที่ศพเจ้ายักษ์นั่น "ตลาดมืดของข้าเป็นพวกที่รับสิ่งมีชีวิตต่างๆ มาขาย บางทีข้าก็ซื้อต่อมาอีกที ก่อนจะขายให้คนที่สนใจมารับเลี้ยงต่อภายใต้เงื่อนไขที่ข้าตั้งไว้ให้ คือสัตว์เลี้ยงของข้าจะต้องถูกเลี้ยงดูอย่างดีไม่มีการโดนทารุณใดๆ"
เอิ่ม อยากบอกคำอธิบายเขาช่างต่างกับปลอกคอที่ใส่ให้ฉันตอนนี้เลยอ่ะ ดูยังไงๆ ก็บังคับฉันเห็นๆ นี่นา
"ซึ่งกรณีของเจ้ามันช่วยไม่ได้ที่ตาแก่นั่นดันชิงตายไปซะก่อน ไม่งั้นเจ้าคงไม่ต้องซวยมารับเคราะห์แทนหรอกนะ"
"สรุปยังไงๆ เจ้าก็จะเอาข้าไปขายอยู่ดี?"
"ใช่สิ ข้าเป็นพ่อค้า เพื่อนก็เพื่อน ของซื้อของขายก็ต่างหาก ข้าแยกแยะนะ"
เอาจริงๆ ในสายตาฉันอาคูสก็ดูทั้งน่ากลัว ใจดี โหดเหี้ยมในเวลาเดียวกันแหละ แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่มีที่ไปด้วย หรือจริงๆ แล้วมีกันนะ...สัญญาการรับเลี้ยงของจอมมารอะไรนั่นจะหมดลงไปเพราะอุลตายหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ฉันคงไม่มีทางเลือกเท่าไร
"ข้า...จะไปด้วยก็ได้"
"อ้าว ว่าง่ายเฉย ก็ดีนะ"
"แต่ข้ามีเงื่อนไขที่ต้องขอร้องให้เจ้าช่วย"
"หืม...แม่มังกรน้อย เจ้านี่เจ้าเล่ห์ไม่เบานะ ได้สิ"
อย่างน้อยนี่ก็เป็นทางเลือกที่ฉันเดินเองแล้ว...