บทที่ 14 จดทะเบียน

2255 คำ
เป็นนางนกต่อ อีกหลายชีวิตจะต้องเดือดร้อน เป็นนางบำเรอ เดือดร้อนแค่เธอคนเดียว “ถือว่าฉลาด” เหมันต์ยกยิ้มหลังได้คำตอบนั้น เขามองเธอนิ่งอยู่พัก ไม่ได้สนใจว่ามันจะมาจากความรู้สึกแบบไหน ถูกบังคับ หรือว่ายังไง ความแค้นรุมสุมเขา และทุกครั้งที่นึกถึงศัตรูเขามักจะมองเห็นเปลวไฟ ความร้อนที่แผดเผาคนที่เขารักจนมอดไหม้ แบบไม่เหลือเลยสักคนเดียว ในโลกใบนี้สำหรับเขาช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ไม่ว่าความผิดที่ทำนั้นจะมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน เลวร้ายระดับใด บางคนอาจไม่ใช่คนลงมือเอง ทว่าเพราะสถานการณ์บีบบังคับ สำหรับเหมันต์ นฤเบศร์วรโชติ อย่างไรก็ตอบแทนคนพวกนั้นเท่าเทียมกัน นั่นคือ..ความตาย “พ่อฉัน..ไปทำอะไรให้คุณเหรอคะ” ลลิสาถามเสียงแผ่วหลังได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว เขาไม่ตอบแต่เดินหายไปสูบบุหรี่อีกรอบ ทิ้งเธอเอาไว้กับสร้อยคอระเบิด จากนั้นก็ได้ยินโทรศัพท์ คิดว่าเป็นสายจากใครสักคน ที่ค่อนข้างสำคัญฟังจากน้ำเสียงและดูจากลักษณะท่าการยืนก็พอจะรู้ ผ่านไปหลายนาทีหลังจากวางสายเขาก็เดินกลับเข้ามาใหม่และออกคำสั่งให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะลงไปทานมื้อเย็นซึ่งถูกเตรียมเอาไว้ยังห้องอาหารข้างล่างโดยคานโล แน่นอนว่าเธอต้องทำ เพราะนั่นจะเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้สร้อยอันตรายบ้านี่ออกไปจากลำคอของเธอชั่วคราว ห้องอาหาร เธอเดินลงมาพร้อมกับเขา จากบันไดขั้นแรกสู่ขั้นสุดท้าย ไม่มีจังหวะการก้าวเดินไหนเลยที่จะไม่รู้สึกกลัว เธอประหม่าซะจนมือไม้สั่น เหลือบตามองคานโลแวบหนึ่งในจังหวะที่เดินไปถึง ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาไม่กล้าสบตาเธอแล้ว แต่เลือกที่จะก้มศีรษะลงแล้วถอยร่นออกจากห้องอาหารไปแทน เหลือแค่เธอกับเขาสองคน “ปกติ คุณชอบกินอะไร” ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถามขึ้น ความกลัวที่มีแต่จะเพิ่มพูนถูกกักกั้นไม่ให้โผล่ล้นพ้นออกมามากไปกว่านี้ จนปลายเท้าที่จิกอยู่ในรองเท้าแบบไม่รู้ตัวเริ่มเจ็บ หญิงสาวขมวดคิ้วกลั้นหายใจ เธอไม่ชอบตัวเองในตอนนี้เลย หลังความมั่นใจ หายไปตอนถูกเขาบีบคอตอนนั้นนั่นเอง หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ชำเลืองมองเขาเล็กน้อย พลางหลุบตาต่ำ “อาหารไทยค่ะ” “เมนู?” ภาพบรรยากาศที่เงียบสงบ ไฟทางเดินที่ไม่ได้สว่างมากนัก ตรงโต๊ะนี้อยู่ได้เพราะเชิงเทียนโลหะสีทอง อาหารหลายอย่างอยู่ตรงหน้า และทุกอย่างมีแต่ของที่เธอเคยกินแล้ว แต่ไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องกลืนยากลำบากอย่างเช่นวันนี้มาก่อน “ฉู่ฉี่ปลากะพงค่ะ” มือใหญ่ชะงักในจังหวะใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเก็ตตี้ขึ้นมา พลางแค่นหัวเราะ ท่าทางนั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าเธอ หากแต่เข้าใจผิดคิดว่าเขาดูแคลนเมนูที่เธอโปรด ทว่าเปล่า ที่แค่นหัวเราะเพราะทึ่งในคำตอบก็เท่านั้น เขาชอบเหมือนเธอ เธอกับเขาชอบเมนูเดียวกัน โชคดีที่เธอไม่สนใจที่จะถามกลับ เพราะถึงถามกลับเขาก็คงไม่พูดความจริงหรอก “กินสิครับ จะได้มีแรงทำอย่างอื่นต่อ” อย่างอื่นที่เขาว่าเธอไม่รู้มันคืออะไร แต่แค่ได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้เธอควรสวมบทบาทคนหูหนวก ไม่ก็เป็นใบ้กิน หรือไม่ก็สมองตาย ตอบสนองช้าไปเลย น่าจะดีที่สุด ลลิสานั่งทานอาหารอย่างเงียบๆ ถึงใจจะกลัวมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่ร่างกายไม่เคยทรยศความรู้สึกที่มี หิวก็บอกว่าหิว เจ็บก็บอกว่าเจ็บ และเกลียดก็บอกว่าเกลียดเธอชัดเจนตลอด สามารถแยกแยะได้อย่างเก่งกาจ และเมื่อทานจนอิ่มเธอก็รวบช้อน ตามด้วยกระดกน้ำสะอาดตามจนหมดแก้ว เรียกเจ้าของสายตาเย็นชาที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการหั่นเนื้อในจานของตัวเองเหลือบขึ้นมามอง ทว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่กลับทานต่อด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ จนกระทั่ง “พรุ่งนี้ไปที่หนึ่งกับผมหน่อย” เขาโพล่งออกมาทำลายความเงียบ พลางดึงผ้าขึ้นมาเช็ดปาก “ไปไหนคะ” “ไปจดทะเบียน” เกร้ง! มือบางหลุดปัดโดนส้อมบนจานหล่นราวกับหลุดจากรันเวย์ นาทีที่ได้ยินประโยคนั้น “ทะ ทะเบียนอะไรคะ” เธอรู้มันเป็นคำถามที่ดูโง่ เขาถึงได้เหลือบตาขึ้นมาอย่างนั้น แต่เธอก็อยากจะถามให้แน่ใจ เพราะไม่ยอมรับความจริงที่ได้ยิน “สมรสสิครับ ทำไมต้องถามคำถามที่รู้อยู่แล้ว” ก็นั่นน่ะสิ เขาพูดออกมาหน้าตาเฉย ทั้งที่มันคือเรื่องใหญ่มากๆ หากจดทะเบียนสมรสก็เท่ากับเธอและเขาจะกลายเป็นคนคนเดียวกัน “อินเวร์โน” ชื่อของเขาถูกเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่จริงจัง ทำคนที่กำลังสนใจอย่างอื่นลากสายตากลับมามอง พลางเลิกคิ้ว “คุณต้องการทำอะไรกันแน่ ถ้ารู้ว่าพ่อของสาเป็นใครก็ควรจะหยุด..ไม่ใช่เหรอคะ” ดูเหมือนว่าเขาจะชะงักไปเล็กน้อย เปลี่ยนใจจากที่ไม่เอาอะไรเพิ่มแล้ว เป็นหยิบแก้วเปล่าเพื่อมารินไวน์ “พ่อคุณใหญ่ผมรู้ แต่ผมก็ใช่ย่อยนะ” ลลิสาเม้มปากแน่นอีกครั้ง รู้สึกลมหายใจติดขัด จังหวะที่เขาจ้องมองมาด้วยสายตาคมกริบ ไวน์แดงหมักอย่างดีถูกเทลงแก้วอย่างใส่ใจมากกว่าการตอบคำถามของเธอ ก่อนจะถูกยกกระดกจิบอย่างค่อยๆ “ดื่มด้วยกันไหมครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ” “ดื่มหน่อยก็ดีนะครับ คุณจะได้กล้าขึ้น” ถึงเธอจะไม่ประสีประสากับเรื่องอย่างว่า แต่เธอก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะไม่รู้อะไรเลย เขาพูดสองแง่สองง่ามแบบนี้เพราะต้องการเผด็จศึกกันคืนนี้หรือไม่ใช่ “ไหนๆก็จะจดทะเบียนกันพรุ่งนี้แล้ว เรื่องนั้น..ขอเป็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอคะ” เขากำลังควงของเหลวในแก้วอย่างเบามือ ไม่ได้แสดงอารมณ์หรือทีท่าอะไรออกมา ดวงตาของเขาหรี่ต่ำ มองไวน์สีสวยนั้นราวกับมองสิ่งที่น่าสนใจและโปรดปราน หารู้ไม่ว่าในใจของเขานั้นกำลังคุกรุ่น เธอมีสิทธิ์อะไรมาต่อรอง “ไม่ยักจะรู้ว่าคนอย่างคุณจะเคร่งครัดความถูกต้อง” เสียงหัวเราะในลำคอดังออกมาหลังพูดจบ ก่อนไวน์ในแก้วนั้นจะถูกยกกระดกรวดเดียวหมด และวางบนโต๊ะข้างจานเสียงดัง “เปล่า..” เธอส่ายหน้า ทว่าก้มงุดไม่กล้าสบตา “สาก็แค่อยากขอเวลา..ทำใจสักหน่อย” เหมันต์นิ่งไปชั่วขณะ อันที่จริงเรื่องที่เธอขอมานั้นมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลย ถ้าวางความเป็นอัตตาสูงที่เขามีลง เปลี่ยนเป็นการมองข้ามแทน มันก็จะเป็นแค่คำขอคำหนึ่ง ที่โคตรจะเล็ก ทว่าเขาอยากแกล้งเธอ “เวลาของผมมีค่ามากครับ ถ้าคุณจะเอาไป คุณต้องสำคัญระดับนึง” คำตอบของเขาที่มาจากเสียงที่เรียบเฉย ไม่นึกเลยว่าจะมีอิทธิพลกับเธอถึงขั้นสะอึก หญิงสาวหน้าชาไปทั้งแถบ ริมฝีปากสั่นระริก สิ้นสุดประโยคนั้นเธอก็เงียบไป จนกระทั่งเขาลุกขึ้นยืนและเดินนำกลับไปข้างบน โดยไม่ลืมที่จะพยักพเยิดหน้าเชิญชวนเธอด้วย ขาเดินมาก็ว่าประหม่าเกรงกลัวเขามากแล้ว ขากลับยังมีความรู้สึกคงเดิมอยู่ ต่างกันแค่มันถึงไวกว่าจนน่าใจหาย ประตูห้องนอนถูกเปิดออกไปโดยเขา และเธอที่เดินตามหลังไปติดๆ กลายเป็นต้องเดินผ่านเสี้ยวหน้าด้านข้าง เพราะเขาเป็นฝ่ายหยุดให้เธอ พลันประตูนั้นจะถูกปิดลงพร้อมกับเสียงล็อค แน่นอนว่าประหนึ่งค้อนตอกกลางอกของเธอด้วย หน้าร้อนวูบวาบ ทั้งประหม่า ทั้งตื่นเต้น ทว่าแทนที่เขาจะคุยกับเธอกลับเดินไปยังระเบียงเพื่อสูบบุหรี่ซะงั้น ไม่พอยังปิดประตูและล็อคให้อีก สรุปเธออยู่ในห้องตามลำพัง ส่วนเขาขังตัวเองอยู่ตรงระเบียง แล้วยังไงต่อ หมายถึงเธอ ต้องทำยังไงต่อ นอนเลยได้ไหม เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง คนตัวเล็กยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ร่างสูงที่ยืนอยู่ที่ระเบียง กำลังคุยอะไรอยู่กับคนบางคนผ่านโทรศัพท์ ส่วนริมฝีปากก็พ่นควันโขมงล้อมรอบตัวเอง โชคดีที่ควันมือสองนั้นไม่ได้โชยมาหาเธอ ถึงได้เข้าใจเรื่องที่เขาปิดประตูระเบียงให้ แต่กระนั้นเธอยังหงุดหงิด ความดีอันน้อยนิดนี้จะไม่นับ เพราะเขาปล่อยให้เธอนั่งอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมง จะให้เธอทำอะไรล่ะ โทรศัพท์ก็ไม่มี “น่าเบื่อชะมัด” เธอบ่นพึมพำ พ่นลมหายใจหนักๆออกมาเป็นครั้งที่ร้อย จนกระทั่ง.. แกร็ก เสียงสลักประตูถูกสะเดาะ เธอที่ดวงตาเริ่มปรือแล้วเหลือบขึ้นมามอง ก่อนจะหาววอดอย่างลืมตัว ร่างสูงที่มองอยู่นั้นถึงกับชะงัก นึกไม่ถึงว่าเธอจะกล้าปล่อยมุมนี้ต่อหน้าเขา ไม่ต่างกับเด็กน้อยที่กำลังง่วงนอน แต่ต้องขออนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อน “ง่วงแล้วทำไมไม่นอน” ลลิสาเกือบตาสว่าง ดวงตาที่ปรือก่อนหน้าขึงกว้างขึ้น จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ทว่าอีกฝ่ายจ้องกลับมานิ่งจนเธอต้องหลบตา “สาก็รอคุณไง” มองตามร่างสูงที่เดินห่างจากประตูพร้อมกับถอดเสื้อนอกออก เหลือแต่เสื้อแขนยาวข้างในหากแต่ยังหนาอยู่ เสื้อที่ลำลองแสนธรรมดานั้น หากอยู่บนตัวผู้ชายคนอื่นสาวเจ้าอาจไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก ทว่าเมื่ออยู่บนตัวผู้ชายคนนี้กลับค้นพบว่า เขาคือผู้ชายที่น่ามองมากๆคนหนึ่ง “หรือว่าจะเปลี่ยนใจ” “คะ?” “ก็เห็นมองตาไม่กะพริบ นึกว่าคำขอนั้นจะยกเลิกเปลี่ยนเป็นเอากันคืนนี้ซะอีก” ลลิสากะพริบตาสองที เอียงหน้าเล็กน้อย ขณะยังจ้องมองเขานิ่ง หมายความว่าไง เรื่องที่เธอขอเขาโอเคอย่างนั้นเหรอ “คุณหมายถึง..” “ขอให้ทำพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ หลังจดทะเบียน” “..........” ลลิสาอ้าปากค้าง กัดฟันกรอด รู้สึกฉุนกึกจนหน้าแดง ส่วนเขากลับยักไหล่อย่างไม่แยแสแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำซะงั้น ก็แล้วทำไมไม่บอก จะได้นอน ไม่ต้องมานั่งถ่างตารอแบบนี้!! เช้าวันต่อมา ร่างบางลุกขึ้นจากที่นอนซึ่งอยู่บนล่างพื้น เก็บพับอย่างดีเหมือนทุกครั้ง หากแต่คราวนี้กลับเจอเขา ที่เพิ่งโผล่ออกมาจากห้องน้ำ หญิงสาวรู้หากเผชิญหน้ากันตอนที่เปลือยท่อนบนแบบนี้จะต้องประหม่าเป็นแน่ เลยเปลี่ยนเป็นหันหลังกะทันหันแทน ส่วนเขาที่ไม่ทันตั้งตัว ประโยคทักทายกำลังจะหลุดพ้นออกมาจากปากกลายเป็นว่าต้องกลืนลงไปใหม่ พลางขมวดคิ้วสูง “เตรียมตัวออกไปข้างนอกกับผม” “ทำไมถึงไม่ให้เขามาที่นี่เองคะ” จากที่ไม่สนใจการพับผ้าห่มของเธอ กลับต้องยืนมองนิ่ง เนื่องจากคำถามนั้นเขาจะต้องตอบ “ผมไม่ชอบให้คนนอกมาเหยียบพื้นที่ส่วนตัว เว้นก็แต่เหยื่อที่จะพามาฆ่าเท่านั้น” มือบางกำลังพับผ้าขั้นตอนสุดท้ายชะงัก จู่ๆ ก็รู้สึกปวดหนึบตรงกลางอกขึ้นมา เผลอย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นาน ตอนเขาถือดาบจ้วงคนตรงหน้า และนานแค่ไหนไม่รู้ทีมือบางนั้นเปลี่ยนเป็นบีบเนื้อผ้าจนสั่น รู้ตัวอีกทีก็ตอนรู้สึกเจ็บ ทนไม่ไหวจนต้องปล่อย น่าแปลกที่จังหวะนั้นเหมือนมีความรู้สึกหนึ่งแทรกเข้ามา หากว่าเธอไม่ดิ้นรนที่จะหนีในตอนนี้ ไม่รนหาที่ตายทั้งที่ไม่มีปัญญา แต่เก็บความเจ็บปวดนี้เอาไว้แบบทีละนิด ทีละนิด เพื่อเอาคืนเขาทีเดียว จะดีกว่าหรือเปล่า ถึงตอนนั้นหากยังมีชีวิตอยู่ ก็คงไม่เลว อย่างน้อยก็ช่วยครอบครัวไม่ให้มาเฟียที่ยืนมองอยู่ข้างหลังในตอนนี้ทำเรื่องไม่เข้าท่า สร้างความเดือดร้อนให้พวกเขาได้ พ่อแม่ของเธอ และคิดว่าถ้ายังมีชีวิต ความหวังสุดท้ายก็อยากจะเปลี่ยนความคิดเขาด้วย แม้ว่าจะยาก หรือเป็นไปได้เลยก็ตาม อยากรู้ว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ก่อนหน้านี้มีอาจไม่มีคำถามใดๆที่นึกสงสัย แต่พอมีเรื่องพ่อของเธอมาเกี่ยวข้อง เริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่าทั้งคนอื่นๆ และพ่อของเธอไปทำอะไรให้ ถึงเขาจะไม่ใช่คนดีมาก แต่เขาก็ไม่น่าจะทำเรื่องเลวร้ายถึงขนาดที่ใครบางคนต้องมาตัดสินให้ตาย เขาเข้าใจผิดอะไรอยู่หรือเปล่า
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม