“นึกว่านายจะยุ่งอยู่ที่โน่นเสียอีก”
“ที่แวะมาได้ก็ละจากงานได้ไม่นานเหมือนกัน..ได้ข่าวว่านายเครียดหนักก็เลยอยากมาคุยด้วยหน่อย”
"อืม...ผู้ใหญ่ที่นี่ไม่สนใจสิ่งที่ฉันเสนออะไรเลยสักนิดท่าทางจะไม่เชื่อใจฉันเพราะเห็นว่าเด็กกว่าคนอื่น"
โนแอลเปรยเสียงอ่อนก่อนจะยกขวดไวน์ขึ้นดื่มอึกใหญ่
"แล้วที่อาเปี่ยมศักดิ์เสนอนายล่ะ...ฉันเห็นว่ามันก็เป็นทางเลือกที่ดีนะเมื่อคุณพ่อกลับมาทำงานได้ทุกอย่างก็จบ"
นาดีลยกขวดไวน์ในถึงขึ้นมาเปิดใหม่ก่อนจะเริ่มถามพี่ชายตนเรื่องข้อเสนอของเปี่ยมศักดิ์ที่เขารู้มาจากชลัตหมาดๆว่าเปี่ยมศักดิ์นั้นเสนอให้โนแอลหมั้นกับปาริดาลูกสาวคนเล็กของตนเพื่อที่ทุกคนจะได้มั่นใจว่าความคิดวิสัยทัศน์ในการทำงานของโนแอลที่เสนอล้วนว่าผ่านมาจากการกลั่นกรองของเปี่ยมศักดิ์แล้ว
และเมื่อทุกคนเห็นว่าโนแอลคือว่าที่ลูกเขยของเปี่ยมศักดิ์ทุกคนจะได้ไม่กล้าค้านอะไรในตอนที่โนแอลเสนอแผนงานในอนาคตเพราะทุกคนต่างก็เคารพเปี่ยมศักดิ์มากที่สุดในตอนนี้ และหลังจากที่ภูริชพ่อของพวกเขาหายป่วยดีวันนั้นค่อยทำทีเป็นถอนหมั้นทีหลัง
"นายคิดงั้นหรอ"
โนแอลนั่งนิ่งคราแรกที่เขาได้ยินข้อเสนอนี้ของเปี่ยมศักดิ์ก็ตกใจอยู่ไม่น้อยและไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้วิธีนี้แต่เมื่อเขาทำดีอย่างไรเหล่าผู้ใหญ่ที่เป็นหุ้นส่วนก็ไม่เคยจะมองเห็นศักยภาพเห็นทีเขาจะต้องทำตามที่เปี่ยมศักดิ์เสนอแล้ว
"อืม..ก็แค่หมั้นกับลูกสาวของคุณอาเปี่ยมศักดิ์ตบตาคนอื่นเพราะธุรกิจเป็นฉันจะไม่คิดอะไรมากเลย..หรือถ้าเธอกับนายเกิดจุดไฟรักกันติดกันขึ้นมาจริงๆก็ดีไม่ใช่หรือไง"
นาดีลพูดด้วยท่าทีขบขันไม่เข้าใจว่าพี่ชายของเขาจะคิดมากอะไรนักหนากับเรื่องการหมั้นกับผู้หญิง
"คิดอะไรไม่เข้าเรื่อง"
โนแอลส่ายหัวที่นาดีลพูดเรื่องไฟรักอะไรนั่นเพราะเขาไม่ใช่คนที่จะสนใจใครง่ายๆขนาดนั้นหากผู้หญิงคนนั้นไม่สะดุดตาเขาจริงๆ
"แค่ออกความเห็นเท่านั้น...ฉันจะกลับพรุ่งนี้แล้วทางนี้นายก็สู้ต่อแล้วกัน"
"อืม.."
หลังจากคุยเรื่องปัญหากันจบสองพี่น้องก็นั่งดื่มกันอีกพักใหญ่กว่าจะแยกย้ายกันได้และแล้วความคิดที่โนแอลจะไม่ทำตามที่เปี่ยมศักดิ์เสนอเห็นทีพรุ่งนี้เขาต้องเข้าไปคุยกับเปี่ยมศักดิ์ใหม่เสียแล้ว
วันต่อมา
ณ ร้านดอกไม้ในตึกแถวสองคูหาย่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครตอนนี้ที่ร้านช่วงค่ำไม่ค่อยยุ่งอะไรมากนักเด็กในร้านก็กลับกันไปหมดแล้วมีเพียงไออุ่นเท่านั้นที่ยังคงนั่งทำงานอยู่ที่นี่เพื่อทำบัญชีวันต่อวันและดูดอกไม้ว่าอะไรขาดบ้างพรุ่งนี้จะได้ออเดอร์มาถูก
“อุ่น..โทรเรียกฉันมากะทันหันมีอะไรหรอ”
ทิชาสาวแว่นหน้าตาจิ้มลิ้มผมลอนฟาร่ายาวประบ่าร่างเล็กหัวหน้าเซลในบริษัทออแกไนซ์ชื่อดังเพื่อนรักเพื่อนสนิทของไออุ่นเธอเดินเข้ามาในร้านของเพื่อนสาวในท่าทีเหนื่อยอ่อนเพราะกว่าจะขับรถฝ่ารถที่ติดออกจากบริษัทมาหาเพื่อนที่ร้านดอกไม้ก็ปาไปร่วมชั่วโมงทั้งที่บริษัทของเธอกับร้านของไออุ่นอยู่ไม่ได้ไกลกันเท่าไรนัก
“แกมาช้านะทิ..”
“โอ้ย..แกก็รู้ช่วงหัวค่ำรถติดหนักโคตรเลย...แล้วตอนนี้ก็หิวมากด้วย...”
ทิชาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงหน้าเพื่อนสาวก่อนจะบ่นอุกด้วยน้ำเสียงอู้อี้ยกมือลูบท้องรัวๆ
“..สั่งอาหารไว้ให้แล้วไปในครัวกัน”
สาวร่างสูงในชุดเดรสแม็กซี่สีชมพูลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินดุ่มนำหน้าเพื่อนของเธอไปที่ครัวหลังร้าน
“ฮั่นแน่..รู้ใจ”
ทิชาฉีกยิ้มร่าผุดลุกพรวดสาวเท้าตามก้นไออุ่นไปติดๆเมื่อเข้ามาในครัวได้อาหารทะเลจากร้านดังที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหารก็ทำเอาทิชาน้ำลายสอเธอไม่รีรอที่จะเข้าไปหาอะไรทาน
"ฉันต้องการให้แกช่วยอะไรหน่อย"
หลังจากนั่งทานอาหารกันมาพักใหญ่จนไออุ่นเห็นว่าทิชาเริ่มจะอิ่มแล้วเธอจึงเข้าเรื่องที่เรียกเพื่อนมาคุยในวันนี้
“ว่ามาสิ..”
ทิชาที่กำลังแกะปูนึ่งพยักหน้าเชิงให้เพื่อนพูดก่อนจะหันสายตามามองปูในมือต่อ
“ฉันจะเอาคืนครอบครัวปริญ”
“ผู้ชายห่วยแตกที่ทิ้งน้องแกหรอ”
ทิชาเริ่มขมวดคิ้วไม่รู้ว่าทำไมไออุ่นถึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดทั้งที่ก็ผ่านงานศพของอิ่มรักมาเป็นเดือนๆแล้ว
“ใช่”
"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรนะอุ่น..ใครทำอะไรมันก็ต้องได้อย่างนั้น..ถึงกฎหมายทำอะไรไม่ได้กฎแห่งกรรมก็ต้องทำงานอยู่ดี"
“แกฟังฉันดีๆนะ..คนที่ขับรถชนอิ่มจนเจ็บหนักคือคนของปิยะพี่ชายปริญ..พี่อาทเป็นคนบอกกับฉันว่าปิยะเป็นคนมาประกันตัวผู้ชายคนนั้น”
ไออุ่นเริ่มมีท่าทีขึงขังเธอรู้เรื่องการจัดฉากอุบัติเหตุนี้มาจากหมวดอติรุจเพื่อนรุ่นพี่ของเธอที่เป็นตำรวจแต่อำนาจของครอบครัวคนชั่วพวกนั้นมากเกินไปจึงทำให้เธอยังกระโตกกระตากอะไรตอนนี้ไม่ได้เธอรู้ว่าทิชาคงไม่รู้เบื้องลึกอย่างที่เธอรู้ไม่อย่างนั้นคงไม่บอกให้เธอปล่อยให้คนชั่วอยู่ตามเวรตามกรรม