ถึงเวลาเรียนหนุ่มๆทั้งห้าพากันเดินไปส่งเด็กสาวทั้งสองก่อน แล้วค่อยไปเข้าห้องเรียนของตัวเอง
“สรุปมึงกับน้องรหัสนี่ยังไงวะ?” ก้นหย่อนลงเก้าอี้ปั๊บการินก็ตั้งคำถาม ในขณะที่เพื่อนๆต่างก็หันมาสนใจ
“อะไร? ยังไง?” ตีสีหน้าไม่เข้าใจ แต่เพื่อนทุกคนเห็นกันหมดว่ามันน่ะจ้องหน้าเด็กแว่นบ่อยครั้ง บางครั้งมองแล้วอมยิ้มก็มี ประหลาดสุดคือสายตาของมัน อบอุ่น อ่อนโยน เหมือนไอ้คนมีเมียแถวนี้ แต่แค่ไม่มีใครพูด
“อย่ามาโกหกพวกกู” อาเธอร์เสริม หรี่ตาจับผิด
“โดยเฉพาะคนมีประสบการณ์อย่างกู” อคิณดัก “มึงอย่าแถ ไม่งั้นกูจะงัดปากมึงด้วยส้นตีน”
เพทายไม่พูดแต่เพ่งมองหน้าเพื่อนทะลุไปถึงเครื่องใน อาการนี้เขามองออก ไหนจะสร้อยข้อมือที่ซื้อให้เด็กนั่นอีก พิรุธเต็มไปหมด
“แล้วพวกมึงจะมาเค้นอะไรกู” คาดคั้นกันแบบนี้มันอึดอัดนะเว้ย ไอ้พวกเวร!
“ไม่อยากให้พวกกูเสือก มึงมีปากก็รีบๆพูดมา อย่าแถเหมือนไอ้เหี้ยคิณ!” การินเร่งเร้า แต่ประโยคหลังแอบแวะบ้านคนหน้าดุ เพราะก่อนหน้าที่มันจะลงเอยกับเด็กข้างบ้านอย่างปลาทู แม่งก็แถแล้วแถอีก จนเมียเด็กของมันต้องเก็บกระเป๋า จะหนี
“เข้าบ้านกูเฉย ไอ้เหี้ย!” หันไปค้อนคนหน้าโหดก็กลับมาทาบแขน เคาะโต๊ะคนหน้าหวานเป็นจังหวะกดดัน “ยังไงมึง? สรุปชอบน้องมัน?”
“อื้ม แต่กูชอบแบบน้องสาว”
“อะไรของมึงไอ้วิน” อาเธอร์ขมวดคิ้วมุ่น “ชอบ แต่ชอบแบบน้องสาว ใช่เหรอวะ?”
“แล้วทำไมจะไม่ใช่?” ถามกลับอย่างไม่เข้าใจ เขาชอบน้องมันจริง อยากได้มาเป็นน้องมันแปลกตรงไหน
“เกินเบอร์ขนาดนั้น ใครเชื่อก็ควายล่ะ” การินเสริม
“เกินเบอร์เหี้ยไรก่อน?” ขมวดคิ้วเริ่มไม่เข้าใจว่าพวกแม่งต้องการอะไรจากกู “ที่กูสนิทกับน้องมันก็เพราะเด็กนั่นดูเงียบๆ ซื่อๆ เชื่อคนง่าย กูก็กลัวว่าน้องมันจะโดนหลอกจนเสียคนเลยเป็นห่วง ที่พาไปนั่นนี่ก็เพื่อให้รู้จักเข้าสังคมแค่นั้น” อธิบายยาวเหยียดแต่ทุกคนกลับเชื่อไม่ลง มาวินจึงเปลี่ยนประเด็น หันไปตบไหล่ประธานรุ่น “แล้วมึงล่ะ ไหนว่าจะเป็นเบ้ไอ้เบบี๋แค่เดือนเดียว นี่เดือนกว่าแล้วมึงยังตามมันต้อยๆ”
ได้ยินแบบนั้นหัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนทิศไปที่อาเธอร์แทน ซึ่งแต่ละคนก็เค้นถามถึงความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะใช่แค่พี่น้อง แต่คำตอบที่ได้ก็ไม่ต่างจากเพื่อนหน้าหวานเท่าไหร่
“กูกับมันเป็นแค่พี่น้อง”
@บ้านปันปัน
เนื่องจากขับรถไม่เป็น ปันปันจึงเรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่หน้าบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังใหญ่ มือน้อยควักเงินจ่ายก่อนจะลงจากรถแล้วเข้าไปในบ้าน
บรรยากาศก็เหมือนเดิมในทุกๆวันที่กลับบ้าน ทว่าวันนี้กลับแปลกไปเมื่อเห็นรถBMW สีเทาที่ไม่คุ้นตาจอดอยู่ข้างๆรถของมารดา
“ดีจริงๆเลย เด็กสองคนจะได้กลับมาสนิทกันเหมือนเดิม”
เท้ายังไม่ทันจะได้ก้าวเข้าบ้าน เสียงหัวเราะจากข้างในก็เล็ดออกมาให้ได้ยิน เดาว่าคุณแม่คงมีแขก และก็เป็นจริงดังนั้น
“ปันปัน มานี่สิลูก” ปรีญา ผู้เป็นแม่เห็นลูกสาวเดินเข้ามาก็กวักมือเรียก ด้วยความที่ท่านมีแขกเจ้าของชื่อจำต้องเดินเข้าไปนั่งข้างๆอย่างเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับยกมือไหว้ รวมไปถึงแขกอีกสองคนที่...นานแล้วไม่ได้เจอ
“หนูปันปันใช่ไหมลูก โตจนป้าจำแทบไม่ได้เลย”
“นั่นป้ากิ่งแก้วไงลูก เพื่อนแม่ ที่เมื่อก่อนเราไปเที่ยวหาบ่อยๆ ไงจำได้ไหม?” เห็นลูกสาวยังคงนิ่งงัน จึงอธิบายเพิ่มเติม มือน้อยก็ยกขึ้นไหว้อีกครั้ง “นั่นก็พี่กฤต ลูกชายป้ากิ่งแก้วจ๊ะ พี่เขาพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ ปันจำได้ไหมลูก?”
ปันปันอึดอัด ขนแขนลุกไม่หยุดกับสรรพนามเรียกที่มารดาใช้เรียกตัวเอง มันช่างอ่อนหวานฟังดูผิดหูจนแอบคิดว่านี่ใช่คุณหญิงปรีญาแม่ของเธอจริงๆหรือเปล่า
“น้องน่าจะลืมผมแล้วล่ะครับน้าญา” กฤต ยิ้มๆ ใบหน้าคมคาย แต่งตัวสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ “ตอนนั้นเรายังตัวเล็กนิดเดียวอยู่เลย” พลางยกมือประมาณความสูงของเด็กสาวในวัยสิบขวบที่พอจะจำได้
“เห็นกฤตบอกว่าจำบ้านน้าไม่ได้แล้ว” ปรีญาฉีกยิ้มกว้าง สายตาแพรวพราวจนลูกสาวมองออก “ปันปันช่วยพาพี่เขาไปเดินดูหน่อยนะลูก”
“แต่ว่า...”
“ไปสิปัน” ปรีญากัดฟันพูดเสียงต่ำ แล้วคนเป็นลูกจะทำอะไรได้ ดวงหน้าเล็กยิ้มน้อยๆ คีพมารยาทของเจ้าบ้านที่ดี
“เชิญค่ะ”
“ลูกสาวเธอนี่หน้าตาเจี๋ยมเจี้ยมดีจริง น่ารักน่าเอ็นดู” กิ่งแก้ว ฉีกยิ้มขณะชะเง้อคอมองตามหนุ่มสาวไป
“กลัวแต่ลูกชายเธอจะไม่ชอบใจ ลูกสาวฉันคนนี้เหมือนคุณ ปภัท เขา พูดน้อยโลกส่วนตัวก็สูง จนบางทีฉันก็ปีนไม่ไหว แก่แล้ว” ปรีญาพูดไปขำไป ลูกสาวคนนี้นับวันยิ่งโตยิ่งได้นิสัยหัวรั้นของสามี ที่หากตอนนี้ยังอยู่คงให้ท้ายกันจนเหนื่อยใจ
“ไม่ชอบใจอะไรกันล่ะ ตากฤตน่ะพูดเก่ง เอาใจใส่ก็เก่ง นี่ตั้งแต่กลับจากอังกฤษก็ทำแต่งาน พออะไรๆเข้าที่ก็เร่งให้ฉันพามาเจอหนูปัน คงคิดถึงว่าที่คู่หมั่นคู่หมายเขานั้นแหละ”
สองเพื่อนรักมองหน้ากันแล้วหัวเราะชอบใจ มองเห็นถึงอนาคตอันสวยงามระหว่างสองครอบครัวที่กำลังจะใกล้เข้ามาในเร็ววัน แต่สำหรับปันปันกลับรู้สึกร้อนไปทั้งตัว เหมือนอยู่ในนรกยังไงก็ไม่รู้
“คุณอยากจะเดินดูตรงส่วนไหนก่อนดีคะ?” หลังจากที่พ้นสายตาของผู้ใหญ่ คนตัวเล็กก็หันกลับไปถามคนที่เดินตามมา
“ทำไมเราเรียกพี่ห่างเหินจัง” ย่อตัวให้ใบหน้าเสมอกันกับเธอ จงใจใช้สายตาอ่อยเหยื่อ “ไหนลองเรียกพี่กฤตเหมือนเมื่อก่อนสิคะ”
มีคะมีขา เห็นเป็นเด็กเมื่อวานซืนหรือไง?
เท้าเล็กก้าวถอยอัตโนมัติ ขณะจ้องใบหน้าอีกฝ่ายด้วยความเรียบเฉย แม้ในใจจะกระอักกระอ่วนไปหมด
“บ้านปันมีสวนดอกไม้ค่ะ” ว่าแล้วก็เดินนำไปทางหลังบ้าน
สวนดอกไม้ที่ว่าเป็นสวนที่คุณพ่อรักมาก ท่านจะคอยดูแลรดน้ำพรวนดินด้วยมือทุกวัน ถึงตอนนี้ท่านจะเสียและจากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อสามปีก่อน แต่วันนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเพราะลูกสาวคนนี้เป็นคนดูแลมันต่อเป็นอย่างดี
“พี่จำได้ว่าเมื่อก่อนเรามาวิ่งเล่นกันที่นี่บ่อยๆ” ชายหนุ่มว่าน้ำเสียงอบอุ่น หวังจะฟื้นความทรงจำด้านดีๆระหว่างเรา
ซึ่งมันได้ผล เธอจำได้แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีระหว่างเรา
“และเป็นที่ที่คุณทำร้ายจิตใจปันด้วยค่ะ” ปากบางขยับพูดโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้าเขา แต่เดินแยกไปนั่งย่องๆข้างแปลงดอกกุหลาบ ใช้มือเกลี่ยดินอย่างไม่กลัวเปื้อน
ที่เงียบมาตลอด ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้แต่แค่ไม่อยากจะรื้อฟื้นว่าครั้งหนึ่งผู้ชายคนนี้เคยใจร้ายกับเธอมากแค่ไหน
ใช่ ปันปันเคยชอบเขา ถึงขนาดที่บอกกับทุกคนว่า ‘ปันชอบพี่กฤต โตไปปันจะแต่งงานกับพี่กฤตค่ะ’
ตลกชะมัด!
แน่นอนว่าที่กล้าพูดแบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเอาแต่พูดปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่าเราเป็นคู่ชีวิตที่โตมาต้องแต่งงาน อยู่กันไปจนแก่เฒ่า ทว่า...
‘ฉันไม่วันแต่งงานกับเด็กอัปลักษณ์อย่างเธอหรอก ยัยแว่นน่ารังเกียจ!’
กฤตในวัยสิบห้าได้ผลักเด็กสาวและชี้หน้าประกาศกร้าวต่อหน้าใครหลายคนในรั้วโรงเรียน
ประโยคนี้กลายเป็นปมของปันปัน และที่แย่ที่สุดคือเขาไม่ได้เพียงปฏิเสธเธออย่างเดียว แต่ทุกครั้งที่เจอหน้า อีกฝ่ายมักจะพูดจาเสียดสี กลั่นแกล้งจนเป็นที่น่าขบขันของทั้งโรงเรียน
และที่มันบ้ากว่านั้น คือทุกคนก็พร้อมใจทำเหมือนเธอเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง
‘มึงดูยัยเด็กหน้าไม่อายสิวะ มาบอกชอบกูแต่ไม่ดูหน้าตัวเองเลย’
‘ฮาฮ่าๆ ไหนดูสิวะ หน้าตาเฉิ่มอย่างกับผีจูออนแบบนี้ต้องล้างด้วยน้ำแกง’
‘น้ำแกงไม่พอเว้ย ต้องน้ำยาล้างจานด้วย’
ทุกประโยคและทุกการกระทำแย่ๆที่ทุกคนสาดใส่ ปันปันจำไม่เคยลืม แม้หลังจากนั้นจะย้ายที่เรียนใหม่ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเธอก็พูดกับใครไม่ได้ มันเหมือนฝังใจไปแล้ว ลบออกไปไม่ด้วย
เพราะงี้มั้ง เธอถึงได้เป็นคนแบบทุกวันนี้
“ถ้าน้องปันยังเคืองพี่เรื่องเมื่อตอนนั้น พี่ขอโทษ” ลงไปนั่งคุกเข่าแล้วทำแบบเดียวกันกับเธอ “ตอนนั้นพี่ยังเด็ก พี่...ขอโทษ”
“ช่างมันเถอะค่ะ มันนานมาแล้ว ปันไม่ได้ติดใจแต่ปันแค่ไม่เข้าใจ” หันไปมองหน้าชายหนุ่ม “คุณกลับมาทำไมอีกคะ? คุณต้องการอะไร?”
กฤตวางมือลงบนมือเล็กแล้วกระชับไว้แน่น สายตาที่สื่อมันทั้งรู้สึกผิดและเจือไปด้วยความหนักแน่น
“พี่อยากจะแก้ไขและแก้ตัวในสิ่งที่พี่ทำผิด น้องปันให้โอกาสพี่ได้ไหมคะ?” ลำคอน้อยตีบตัน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากเป็นตอนนั้นแล้วอีกฝ่ายกล้าที่จะมาขอโทษกัน ปันปันคงดีใจไม่น้อย แต่นี่...
“เราเข้าข้างในกันเถอะค่ะ” ชักมือกลับ ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่คิดที่จะรออีกฝ่าย
กฤตมองตามด้วยรอยยิ้ม เขารู้จักเด็กสาวดี อาการชอบเดินหนีแบบนี้มันแสดงว่าคนโกรธเริ่มใจอ่อนให้เขาแล้ว
“น้องปันรอพี่ด้วย”