บทที่ 8 ตามตัว THE UNCLE

2250 คำ
“โนวา เรื่องที่เราทำกันเมื่อคืนน่ะ เออ...”จะพูดยังไงดีเนี่ย... “ข้าเข้าใจ เจ้ายังไม่จริงจังกับข้า ข้าเป็นคนขอให้เจ้าช่วยเอง พวกเราก็เลย...”โนวาเกาแก้มอย่างเขินๆ “ขอบคุณที่เข้าใจนะ เฮ้อ โล่งอก”นึกว่าจะมีเรื่องวุ่นๆเข้ามาแล้ว เขายังไม่พร้อมจะรักใคร ทั้งโลกเก่าทั้งโลกนี้ด้วย แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันค่อยว่าไปอย่าง มันฝังใจน่ะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าฝังใจอะไร แต่เขารู้สึกไม่ไว้ใจในความรักเท่าไหร่... โนวายิ้มบาง ‘ข้าหลงรักเจ้าตั้งแต่สวนดอกไม้วันนั้นแล้วต่างหาก แต่หากเจ้ายังไม่พร้อมจะรักข้า ข้าจะรอ ข้ารอได้เสมอนั่นแหละ” หลังจากจบเรื่องวุ่นๆในช่วงเช้า เขาก็ต้องถ่อสังขารไปหาเมดิสันในช่วงบ่าย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องอะไร งานวิจัยพี่แกไงล่ะ พ่อหัวเขียวเขาบ่นตั้งแต่ต้นเกมยังท้ายเกมว่าจะต้องสร้างศูนย์วิจัยขึ้นมาให้ได้ ทีนี้ไปต้องบ่นแล้ว ทำมันให้สำเร็จไปเลยล่ะกัน!! และแน่นอนว่าที่ๆเมดิสันจะอยู่ก็มีแค่ที่เดียวคือห้องสมุดเล็ก ราวกับ NPC ของแท้เลย ที่ตัวโปรแกรมจะกำหนดที่ประจำให้ไม่กี่ที่หรอก เขาเชื่อว่าเจ้าตัวคงอ่านหนังสือในห้องสมุดนั่นหมดแล้วแหงๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ ความฝันของหมอนั่นคือผลิตยาช่วยคนนิ ไม่งั้นเขาคงไม่เอาเงินที่อุตส่าห์หามาให้หมอนี่หรอก พูดถึงไม่ทันไรเขาก็เห็นหัวเขียวๆนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างซะแล้ว หนุ่มแว่นนี่ก็หล่อดีเหมือนแหะ รู้สึกเหมือนอยู่ในเกมจีบหนุ่มแบบ VR ยังไงยังงั้น แค่ก! เอาเป็นว่าเลิกพูดนอกเรื่องแล้วเดินไปหาดีกว่า “ไม่เจอกันนานเลยนะเมดิสัน”เอวาลินทัก เมดิสันดันแว่นเบาๆ “แค่ 2 วันเองครับ แต่สำหรับท่านอาจจะเรียกว่านานก็ได้ มีธุระอะไรเหรอครับ” “ยังมีนิสัยไม่น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ อะแฮ่ม!”เอวาลินยืดอก “ก่อนอื่นต้องบอกว่าข้าสามารถหาเงินมาช่วยงานวิจัยเจ้าได้แล้วแหละ”เขายิ้มอย่างภูมิใจ ถ้าเป็นรูปในการ์ตุนป่านนี้จมูกคงยาวเป็นซูเนโอะแล้วแน่ๆ เมดิสันชะงักก่อนจะละสายตาจากหนังสือมาตั้งใจฟังเอวาลินดีๆ “จริงเหรอ” ดวงตาเป็นประกายของเมดิสันทำเอาเขาแกล้งเจ้าตัวไม่ลง...เมื่อกี้กะจะแกล้งบอกว่าล้อเล่นน่ะ แหะๆ “จริงสิ! ข้าหาเงินมาได้ 80 ล้าน ทีนี้งานวิจัยของเจ้าก็คงเป็นไปได้แล้วใช่ไหมล่ะ”เอวาลินจำได้ว่ามันมีฉากหนึ่งในเกมที่เกิดโรคระบาดขึ้น นางเอกขอร้องให้เมดิสันช่วยหายามารักษาประชาชน แต่เมดิสันยังไม่เริ่มอะไรเลย เขาไม่มีทั้งศูนย์วิจัยและงานวิจัยยาสักชิ้น ทั้งคู่ตั้งใจพัฒนาด้วยกันอยู่นานจนในที่สุดก็ผลิตยาได้สำเร็จและช่วยประชาชนไว้ได้ ถึงในเกมจะบอกว่าประชาชนตายไปเกินครึ่งแล้วก็เถอะ แต่ตอนนี้เมดิสันได้ผลิตยาก่อนเกิดโรคระบาด คนตายก็น่าจะน้อยลงใช่ไหมล่ะ เมดิสันถามอย่างอึ้งๆ เจ้าหาเงิน 80 ล้านมาได้ใน 2 วันเหรอ “ท่านคงไม่ได้...”เมดิสันเลื่อนสายตาดูสภาพเอวาลินที่มีรอยเขียวช้ำตามตัว “...ขโมยใช่ไหม”บางทีรอยพวกนี้อาจจะโดนเจ้าหนี้ฟาด... “นี่! คนอุตส่าห์หาเงินมาให้ เจ้ายังหาว่าข้าขโมยอีกเหรอ!!” “มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากถ้าจะบอกว่าท่านสามารถหาเงินมากขนาดนั้นในเวลา 2 วัน ท่านทำได้ยังไงกัน?” “ข้าเอารูปที่วาดไปประมูลน่ะ เจ้ารู้รายละเอียดแค่นี้ก็พอแล้ว เอาเป็นว่าข้าทำตามข้อเสนอได้แล้วก็พอใช่ไหมล่ะ” เมดิสันพยักหน้าอย่างอึ้ง ‘ต้องเป็นรูปแบบไหนถึงประมูลได้ราคาสูงขนาดนั้นกัน’ แต่ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริงใช่ไหม? เมดิสันเคยนึกภาพศูนย์วิจัยของตัวเองไว้ในหัวหลายแบบ วันนี้ในที่สุดภาพความฝันเหล่านั้นกำลังจะเป็นจริง “ข้าจะเริ่มสร้างศูนย์วิจัยเล็กๆก่อนน่ะแล้วค่อยรับคนเข้ามาช่วยงานวิจัยเพิ่มจากนั้นก็...” เอวาลินมองคนตรงหน้าพรรณนาศูนย์วิจัยของตัวเองด้วยตาเป็นประกาย นี่สินะเวลาทำตามความฝันสำเร็จมันคงมีความสุขแบบนี้เอง หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้วเขากับเมดิสันก็พากันไปคุยกับช่างก่อสร้างเพื่ออธิบายสถานที่ แน่นอนว่าเขาใส่หน้ากาก THE UNCLE ไปด้วย ทำไงได้ล่ะ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าคนที่ช่วยสร้างศูนย์วิจัยนี่เป็นเขา นอกจะโดนจักรพรรดิเล่นงานแล้ว เขายังโดนเหล่าประชาชนที่เกลียดเอวาลินรุมยำศูนย์วิจัยแหงๆ เมดิสันมองคนงานจำนวนมากที่ขนกันมาสร้างศูนย์วิจัยอย่างอึ้งๆ “ข้าจำได้ว่าเราจะทำศูนย์วิจัยขนาดเล็กไม่ใช่เหรอ”ทำไมคนงานมันเยอะขนาดนี้... “จะทำศูนย์วิจัยทั้งที เจ้าก็ทำใหญ่ๆไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ แบบเล็กๆมันจะไปพออะไร อนาคตเจ้าจะรับสมัครคนเข้ามาช่วยงานเพิ่มนิ มันต้องใช้พื้นที่เยอะนะ ไหนจะอุปกรณ์วิจัยนู้นนั่นนี่อีก” เมดิสันรู้สึกน้ำตาคลอเบ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “ทำไมล่ะ แค่คำสัญญาเอง ทั้งๆที่เจ้าเป็นเจ้าชายแท้ๆจะลืมมันไปก็ได้ หรือทำแบบส่งๆไปก็ได้ ทำไมต้องทุ่มเทเพื่อข้าขนาดนี้ล่ะ ฮึก ข้าไม่เข้าใจเลย แต่...ขอบคุณมากนะ” จริงๆคำถามนี้เมดิสันได้คำตอบนานแล้ว แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดี... “ใช่ ข้าเป็นเจ้าชาย เจ้าชายที่ไม่มีอำนาจอะไรเลยน่ะแม้แต่การทำงานในฐานะเจ้าชายข้ายังไม่ได้รับอนุญาติให้ทำ ความฝันของเจ้ายังช่วยคนได้อีกมาก ถ้าข้าทำได้ข้าก็อยากทำเองด้วยซ้ำ แต่มันเป็นไปไม่ได้ แบบนั้นข้าคงถูกสั่งเก็บแน่ๆ ฮะๆ เจ้าก็ช่วยทำแทนข้าหน่อยนะ”เอวาลินยิ้มภายใต้หน้ากาก เมดิสันเริ่มร้องไห้ไม่หยุด “ข้าขอโทษที่เคยเข้าใจท่านผิด ขอโทษที่เคยต่อว่าท่าน ฮึก วันนั้น หลังจากที่เราคุยกัน ข้ารู้สึกสงสัยในคำพูดของท่าน ข้าเลยไปถามหัวหน้าพ่อบ้าน คนที่ซื่อตรงที่สุดในปราสาทหลังนี้ เขาบอกความจริงข้ากับทุกอย่าง ข้าผิดเองที่ดูไม่ออก ข้าอยากขอโทษท่านมาตลอด แต่ข้าก็ทำใจเดินไปหาท่านไม่ได้ ข้ามันคนปากแข็ง แต่คนที่ข้ารู้สึกผิดและอยากขอโทษดันมาบอกว่าสามารถทำความฝันของข้าให้เป็นจริงได้แล้ว ขะ ข้ายิ่งละอายใจและรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ ขอโทษจริงๆนะ” เอวาลินเอามือลูบหลังเมดิสันเบาๆ “ข้าไม่โกรธเจ้าแล้ว เรื่องที่ทำให้คนเกลียดข้าเป็นแผนของจักรพรรดิ เจ้าเป็นหนึ่งในหมากบนกระดานของเขา ข้าโกรธเจ้าไม่ได้นานหรอก ข้าหายโกรธตั้งแต่ขอโทษคำแรกแล้ว เจ้าเลิกร้องไห้เถอะ...คนงานเริ่มมองแล้วนะ ข้าเขิน” อันนี้ไม่ได้พูดเล่น เขาพูดจริงๆนะ คนงานเริ่มมองแล้ว แถมจู่ๆมาขอโทษกันขนาดนี้เขาก็อดเขินไม่ได้ ใครจะคิดว่าหมอนี่จะร้องไห้กันล่ะ!!! เมดิสันเอามือปาดน้ำตาแล้วเอาแขนเสื้อปิดหน้า “เรื่องนี้อย่าบอกใครนะครับ” “ฮะๆ ได้ๆไม่บอกใครหรอกน่า”  “ว่าแต่ที่เจ้าต้องใส่หน้ากากนั่นก็เพราะเรื่องจักรพรรดิด้วยใช่ไหม”ตอนออกมาข้างนอกก็ปีนกำแพงออกมา... เอวาลินพูดให้เบาลงจนเหมือนกระซิบ “ใช่ ถ้าข้าทำอะไรก็ตามที่เป็นการเพิ่มชื่อเสียงให้ตัวเองต้องโดนสั่งเก็บแน่ เผลอๆอาจจะโดนเล่นข่าวปลอมใส่ร้ายอีก” “ทำไมเขาถึงเกลียดเจ้าขนาดนั้นกันล่ะ..อ้ะ ขอโทษที่ถามแบบนี้นะ”เมดิสันเสียงหงอย เอวาลินส่ายหน้า “เรื่องมันซับซ้อนน่ะ เอาเป็นว่าเขาเกลียดข้ากับท่านแม่ด้วยเหตุผลไร้สาระนั่นแหละ”ที่หญิงคนรักของจักรพรรดิหายตัวไปยังไม่ได้ยืนยันเลยว่าเป็นฝีมือของจักรพรรดินี แต่เขาก็ปักใจเชื่อไปแล้ว ช่างเป็นคนโง่เง่าซะจริง ยังดีที่ตระกูลแอสเธอร์ของท่านแม่เป็นตระกูลใหญ่ผูกขาดการค้าและธุรกิจเกือบครึ่งของอาณาจักร เรียกได้ว่าตระกูลก็ต้องเกรงกลัวและเกรงใจ มีคนกล่าวกันว่าตระกูลแอสเธอร์ของจักรพรรดินีสามารถยึดบัลลังก์มาเป็นของตนเองได้ด้วยซ้ำแต่พวกเขาไม่ทำเพราะผลลัพธ์ของการยึดอำนาจนั่นน่ากลัวกว่าที่คิด ประชาชนจะต่อต้านทุกทางโดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ เพราะฉะนั้นการเลือกผู้สืบทอดราชบัลลังก์รอบนี้จึงสำคัญมาก เนื้อเรื่องภายในเกม พวกขุนนางกังวลมากเพราะตัวเลือกมีแค่เอวาลิน เจ้าชายไร้ประโยชน์ แต่พอมีนางเอกเข้ามาร่วมเกมการเมืองนี้ด้วยพวกขุนนางก็เปลี่ยนทิศทันทีทันใด นางเป็นทั้งคนโปรดของจักรพรรดิและดูเก่งกาจกว่าเอวาลินเป็นไหนๆ ถึงความจริงเอวาลินจะถูกสั่งห้ามทำอะไรก็เถอะ แต่ไม่มีขุนนางคนไหนรู้นิ และตัวเขาในตอนนี้ก็จะไม่อยากให้ใครรู้ด้วย ถ้าดันทุลังเป็นจักรพรรดิเหมือนเดิมจุดจบต้องย่ำแย่แน่ ความเกลียดชังในใจผู้คนต่อเอวาลินฝังลึกเกินไป ถึงจะเฉลยว่าความจริงเอวาลินเป็นผู้บริสูทธิ์ จักรพรรดิเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง แต่การปลุกฝังความเชื่อว่าเอวาลินเป็นคนเลวถูกทำมามากว่า 10 ปี ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดคนได้ง่ายๆแน่ ก็อย่างที่เห็น แม้แต่นามสกุลของจักรพรรดิเขายังไม่ได้ใช้เลย ปัจจุบันเอวาลินใช้นามสกุลของแม่เพราะจักรพรรดิไม่อยากนับเขาเป็นลูก แต่ก็อ้างสิทธิ์เป็นพ่อในการทำอะไรกับเอวาลินก็ได้ โดยคนในตระกูลแอสเธอร์ห้ามช่วย ชีวิตช่างบัดสบนัก หลังจากที่ดูโครงสร้างของศูนย์วิจัยกันไปเรียบร้อยที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนงานล่ะนะ ระหว่างทางเดินกลับปราสาทเอวาลินก็ได้ยินเรื่องราวคุ้นๆหูดังมาตลอดทาง... “นี่ๆได้ยินรึเปล่าว่าช่วงนี้มีบุคคลปริศนาสามารถใช้ผสมเวทมนตร์ลงในภาพวาดได้ล่ะ” “เห็นว่าเขาเป็นนักเวทลึกลับมาจากต่างเมือง!!” “ได้ยินว่าเขายังไม่ได้ทำใบอนุญาต หอเวทมนตร์ตามหาตัวเขากันให้ขวักเลย” “เขาหน้าตาเป็นยังไงเหรอ” “ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาเขาหรอก เพราะเขาสวมหน้ากากลุงหน้าตาแปลกๆน่ะ” “ลุงหน้าตาแปลกๆ เอ้ะ ใช่คนนั้นรึเปล่า”หนึ่งในกลุ่มชาวเมืองชี้มาที่เอวาลินเต็มๆ ทุกคนที่อยู่แถวนั้นมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ก่อนจะรีบพุ่งมาอย่างรวดเร็ว                “จับเร็ว!!!”                “เราต้องให้เขาวาดภาพให้เราให้ได้!”                “ถ้าไปประมูลเองต้องได้ราคาแพงแน่ เราจะซื้อจากเขาโดยตรง!!!”                “ฉันอยากสัมภาษณ์เขาลงหนังสือพิมพ์!”                           เอวาลินหันไปจับมือเมดิสันแล้ววิ่งหนีอย่างไวแต่ก็หวิดจะโดนตามทันอยู่ดี เหล่าชาวเมืองใกล้เข้าเรื่อยๆ...ขอโทษที่ขาสั้นล่ะกัน วิ่งไม่ทันโว้ย!!!  เมดิสันที่พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆแล้วจึงเปลี่ยนมาจับมือเอวาลินแล้วดึงเข้าไปแอบในตรอกแคบๆ พวกเราตัวแนบชิดกันมาก แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม หัวของเขาแทบจะจมมิดอกเมดิสันอยู่แล้ว ให้ตายเถอะ ทำไมตัวเล็กแล้วยังเตี้ยอีกนะ รู้สึกเหมือนเดจาวูเลย “เขาหายไปแล้ว” “ให้ตายเถอะ เราไม่ได้หา THE UNCLE กันได้ง่ายๆนะ” เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของฝูงคนมหึมาค่อยๆเงียบลงไปแล้ว เอวาลินถึงได้วางใจเดินออกมาจากที่ซ่อน “ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็น THE UNCLE ที่เขาลือกัน” “อะไรกัน เจ้าก็รู้จักเหรอ ข้าพึ่งเอารูปไปขายเมื่อวานเองนะ ทำไมข่าวมันแพร่เร็วแบบนี้ล่ะ” เมดิสันยักไหล่ “เวทมนตร์ส่งข่าวสารที่ผลิตขึ้นโดยหอเวทมนตร์มีประสิทธิภาพมากนะ เรื่องเกิดไม่ถึง 1 ชม.ก็มีข่าวลงแล้ว” เอวาลินขมวดคิ้ว “ข่าวลงที่ไหนล่ะ” เมดิสันยื่นแผ่นเหล็กบางๆขนาดเท่าฝ่ามือมาให้เอวาลินดู “ถ้ามีข่าวอะไรเกิดขึ้นในอาณาจักรนี้ มันจะฉายลงบนแผ่นเหล็กนี่น่ะ นี่เป็นสินค้าใหม่ที่หอเวทมนตร์พึ่งผลิตได้ น่าเสียดายที่ข่าวต่างๆจะฉายอยู่บนแผ่นเหล็กนี่ได้แค่ 24 ชั่วโมง”                เอวาลินคิ้วกระตุก ‘นี่มันโทรศัพท์ยุคพันปีก่อนรึไง’ 
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม