“โนวา เรื่องที่เราทำกันเมื่อคืนน่ะ เออ...”จะพูดยังไงดีเนี่ย...
“ข้าเข้าใจ เจ้ายังไม่จริงจังกับข้า ข้าเป็นคนขอให้เจ้าช่วยเอง พวกเราก็เลย...”โนวาเกาแก้มอย่างเขินๆ
“ขอบคุณที่เข้าใจนะ เฮ้อ โล่งอก”นึกว่าจะมีเรื่องวุ่นๆเข้ามาแล้ว เขายังไม่พร้อมจะรักใคร ทั้งโลกเก่าทั้งโลกนี้ด้วย แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันค่อยว่าไปอย่าง มันฝังใจน่ะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าฝังใจอะไร แต่เขารู้สึกไม่ไว้ใจในความรักเท่าไหร่...
โนวายิ้มบาง ‘ข้าหลงรักเจ้าตั้งแต่สวนดอกไม้วันนั้นแล้วต่างหาก แต่หากเจ้ายังไม่พร้อมจะรักข้า ข้าจะรอ ข้ารอได้เสมอนั่นแหละ”
หลังจากจบเรื่องวุ่นๆในช่วงเช้า เขาก็ต้องถ่อสังขารไปหาเมดิสันในช่วงบ่าย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องอะไร งานวิจัยพี่แกไงล่ะ พ่อหัวเขียวเขาบ่นตั้งแต่ต้นเกมยังท้ายเกมว่าจะต้องสร้างศูนย์วิจัยขึ้นมาให้ได้ ทีนี้ไปต้องบ่นแล้ว ทำมันให้สำเร็จไปเลยล่ะกัน!!
และแน่นอนว่าที่ๆเมดิสันจะอยู่ก็มีแค่ที่เดียวคือห้องสมุดเล็ก ราวกับ NPC ของแท้เลย ที่ตัวโปรแกรมจะกำหนดที่ประจำให้ไม่กี่ที่หรอก เขาเชื่อว่าเจ้าตัวคงอ่านหนังสือในห้องสมุดนั่นหมดแล้วแหงๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ ความฝันของหมอนั่นคือผลิตยาช่วยคนนิ ไม่งั้นเขาคงไม่เอาเงินที่อุตส่าห์หามาให้หมอนี่หรอก
พูดถึงไม่ทันไรเขาก็เห็นหัวเขียวๆนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างซะแล้ว หนุ่มแว่นนี่ก็หล่อดีเหมือนแหะ รู้สึกเหมือนอยู่ในเกมจีบหนุ่มแบบ VR ยังไงยังงั้น แค่ก! เอาเป็นว่าเลิกพูดนอกเรื่องแล้วเดินไปหาดีกว่า
“ไม่เจอกันนานเลยนะเมดิสัน”เอวาลินทัก
เมดิสันดันแว่นเบาๆ “แค่ 2 วันเองครับ แต่สำหรับท่านอาจจะเรียกว่านานก็ได้ มีธุระอะไรเหรอครับ”
“ยังมีนิสัยไม่น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ อะแฮ่ม!”เอวาลินยืดอก “ก่อนอื่นต้องบอกว่าข้าสามารถหาเงินมาช่วยงานวิจัยเจ้าได้แล้วแหละ”เขายิ้มอย่างภูมิใจ ถ้าเป็นรูปในการ์ตุนป่านนี้จมูกคงยาวเป็นซูเนโอะแล้วแน่ๆ
เมดิสันชะงักก่อนจะละสายตาจากหนังสือมาตั้งใจฟังเอวาลินดีๆ “จริงเหรอ”
ดวงตาเป็นประกายของเมดิสันทำเอาเขาแกล้งเจ้าตัวไม่ลง...เมื่อกี้กะจะแกล้งบอกว่าล้อเล่นน่ะ แหะๆ
“จริงสิ! ข้าหาเงินมาได้ 80 ล้าน ทีนี้งานวิจัยของเจ้าก็คงเป็นไปได้แล้วใช่ไหมล่ะ”เอวาลินจำได้ว่ามันมีฉากหนึ่งในเกมที่เกิดโรคระบาดขึ้น นางเอกขอร้องให้เมดิสันช่วยหายามารักษาประชาชน แต่เมดิสันยังไม่เริ่มอะไรเลย เขาไม่มีทั้งศูนย์วิจัยและงานวิจัยยาสักชิ้น
ทั้งคู่ตั้งใจพัฒนาด้วยกันอยู่นานจนในที่สุดก็ผลิตยาได้สำเร็จและช่วยประชาชนไว้ได้ ถึงในเกมจะบอกว่าประชาชนตายไปเกินครึ่งแล้วก็เถอะ แต่ตอนนี้เมดิสันได้ผลิตยาก่อนเกิดโรคระบาด คนตายก็น่าจะน้อยลงใช่ไหมล่ะ
เมดิสันถามอย่างอึ้งๆ เจ้าหาเงิน 80 ล้านมาได้ใน 2 วันเหรอ “ท่านคงไม่ได้...”เมดิสันเลื่อนสายตาดูสภาพเอวาลินที่มีรอยเขียวช้ำตามตัว “...ขโมยใช่ไหม”บางทีรอยพวกนี้อาจจะโดนเจ้าหนี้ฟาด...
“นี่! คนอุตส่าห์หาเงินมาให้ เจ้ายังหาว่าข้าขโมยอีกเหรอ!!”
“มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากถ้าจะบอกว่าท่านสามารถหาเงินมากขนาดนั้นในเวลา 2 วัน ท่านทำได้ยังไงกัน?”
“ข้าเอารูปที่วาดไปประมูลน่ะ เจ้ารู้รายละเอียดแค่นี้ก็พอแล้ว เอาเป็นว่าข้าทำตามข้อเสนอได้แล้วก็พอใช่ไหมล่ะ”
เมดิสันพยักหน้าอย่างอึ้ง ‘ต้องเป็นรูปแบบไหนถึงประมูลได้ราคาสูงขนาดนั้นกัน’
แต่ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริงใช่ไหม?
เมดิสันเคยนึกภาพศูนย์วิจัยของตัวเองไว้ในหัวหลายแบบ วันนี้ในที่สุดภาพความฝันเหล่านั้นกำลังจะเป็นจริง “ข้าจะเริ่มสร้างศูนย์วิจัยเล็กๆก่อนน่ะแล้วค่อยรับคนเข้ามาช่วยงานวิจัยเพิ่มจากนั้นก็...”
เอวาลินมองคนตรงหน้าพรรณนาศูนย์วิจัยของตัวเองด้วยตาเป็นประกาย นี่สินะเวลาทำตามความฝันสำเร็จมันคงมีความสุขแบบนี้เอง
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้วเขากับเมดิสันก็พากันไปคุยกับช่างก่อสร้างเพื่ออธิบายสถานที่ แน่นอนว่าเขาใส่หน้ากาก THE UNCLE ไปด้วย ทำไงได้ล่ะ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าคนที่ช่วยสร้างศูนย์วิจัยนี่เป็นเขา นอกจะโดนจักรพรรดิเล่นงานแล้ว เขายังโดนเหล่าประชาชนที่เกลียดเอวาลินรุมยำศูนย์วิจัยแหงๆ
เมดิสันมองคนงานจำนวนมากที่ขนกันมาสร้างศูนย์วิจัยอย่างอึ้งๆ “ข้าจำได้ว่าเราจะทำศูนย์วิจัยขนาดเล็กไม่ใช่เหรอ”ทำไมคนงานมันเยอะขนาดนี้...
“จะทำศูนย์วิจัยทั้งที เจ้าก็ทำใหญ่ๆไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ แบบเล็กๆมันจะไปพออะไร อนาคตเจ้าจะรับสมัครคนเข้ามาช่วยงานเพิ่มนิ มันต้องใช้พื้นที่เยอะนะ ไหนจะอุปกรณ์วิจัยนู้นนั่นนี่อีก”
เมดิสันรู้สึกน้ำตาคลอเบ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ “ทำไมล่ะ แค่คำสัญญาเอง ทั้งๆที่เจ้าเป็นเจ้าชายแท้ๆจะลืมมันไปก็ได้ หรือทำแบบส่งๆไปก็ได้ ทำไมต้องทุ่มเทเพื่อข้าขนาดนี้ล่ะ ฮึก ข้าไม่เข้าใจเลย แต่...ขอบคุณมากนะ”
จริงๆคำถามนี้เมดิสันได้คำตอบนานแล้ว แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดี...
“ใช่ ข้าเป็นเจ้าชาย เจ้าชายที่ไม่มีอำนาจอะไรเลยน่ะแม้แต่การทำงานในฐานะเจ้าชายข้ายังไม่ได้รับอนุญาติให้ทำ ความฝันของเจ้ายังช่วยคนได้อีกมาก ถ้าข้าทำได้ข้าก็อยากทำเองด้วยซ้ำ แต่มันเป็นไปไม่ได้ แบบนั้นข้าคงถูกสั่งเก็บแน่ๆ ฮะๆ เจ้าก็ช่วยทำแทนข้าหน่อยนะ”เอวาลินยิ้มภายใต้หน้ากาก
เมดิสันเริ่มร้องไห้ไม่หยุด “ข้าขอโทษที่เคยเข้าใจท่านผิด ขอโทษที่เคยต่อว่าท่าน ฮึก วันนั้น หลังจากที่เราคุยกัน ข้ารู้สึกสงสัยในคำพูดของท่าน ข้าเลยไปถามหัวหน้าพ่อบ้าน คนที่ซื่อตรงที่สุดในปราสาทหลังนี้ เขาบอกความจริงข้ากับทุกอย่าง ข้าผิดเองที่ดูไม่ออก ข้าอยากขอโทษท่านมาตลอด
แต่ข้าก็ทำใจเดินไปหาท่านไม่ได้ ข้ามันคนปากแข็ง แต่คนที่ข้ารู้สึกผิดและอยากขอโทษดันมาบอกว่าสามารถทำความฝันของข้าให้เป็นจริงได้แล้ว ขะ ข้ายิ่งละอายใจและรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ ขอโทษจริงๆนะ”
เอวาลินเอามือลูบหลังเมดิสันเบาๆ “ข้าไม่โกรธเจ้าแล้ว เรื่องที่ทำให้คนเกลียดข้าเป็นแผนของจักรพรรดิ เจ้าเป็นหนึ่งในหมากบนกระดานของเขา ข้าโกรธเจ้าไม่ได้นานหรอก ข้าหายโกรธตั้งแต่ขอโทษคำแรกแล้ว เจ้าเลิกร้องไห้เถอะ...คนงานเริ่มมองแล้วนะ ข้าเขิน”
อันนี้ไม่ได้พูดเล่น เขาพูดจริงๆนะ คนงานเริ่มมองแล้ว แถมจู่ๆมาขอโทษกันขนาดนี้เขาก็อดเขินไม่ได้ ใครจะคิดว่าหมอนี่จะร้องไห้กันล่ะ!!!
เมดิสันเอามือปาดน้ำตาแล้วเอาแขนเสื้อปิดหน้า “เรื่องนี้อย่าบอกใครนะครับ”
“ฮะๆ ได้ๆไม่บอกใครหรอกน่า”
“ว่าแต่ที่เจ้าต้องใส่หน้ากากนั่นก็เพราะเรื่องจักรพรรดิด้วยใช่ไหม”ตอนออกมาข้างนอกก็ปีนกำแพงออกมา...
เอวาลินพูดให้เบาลงจนเหมือนกระซิบ “ใช่ ถ้าข้าทำอะไรก็ตามที่เป็นการเพิ่มชื่อเสียงให้ตัวเองต้องโดนสั่งเก็บแน่ เผลอๆอาจจะโดนเล่นข่าวปลอมใส่ร้ายอีก”
“ทำไมเขาถึงเกลียดเจ้าขนาดนั้นกันล่ะ..อ้ะ ขอโทษที่ถามแบบนี้นะ”เมดิสันเสียงหงอย
เอวาลินส่ายหน้า “เรื่องมันซับซ้อนน่ะ เอาเป็นว่าเขาเกลียดข้ากับท่านแม่ด้วยเหตุผลไร้สาระนั่นแหละ”ที่หญิงคนรักของจักรพรรดิหายตัวไปยังไม่ได้ยืนยันเลยว่าเป็นฝีมือของจักรพรรดินี แต่เขาก็ปักใจเชื่อไปแล้ว ช่างเป็นคนโง่เง่าซะจริง
ยังดีที่ตระกูลแอสเธอร์ของท่านแม่เป็นตระกูลใหญ่ผูกขาดการค้าและธุรกิจเกือบครึ่งของอาณาจักร เรียกได้ว่าตระกูลก็ต้องเกรงกลัวและเกรงใจ
มีคนกล่าวกันว่าตระกูลแอสเธอร์ของจักรพรรดินีสามารถยึดบัลลังก์มาเป็นของตนเองได้ด้วยซ้ำแต่พวกเขาไม่ทำเพราะผลลัพธ์ของการยึดอำนาจนั่นน่ากลัวกว่าที่คิด ประชาชนจะต่อต้านทุกทางโดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ เพราะฉะนั้นการเลือกผู้สืบทอดราชบัลลังก์รอบนี้จึงสำคัญมาก
เนื้อเรื่องภายในเกม พวกขุนนางกังวลมากเพราะตัวเลือกมีแค่เอวาลิน เจ้าชายไร้ประโยชน์ แต่พอมีนางเอกเข้ามาร่วมเกมการเมืองนี้ด้วยพวกขุนนางก็เปลี่ยนทิศทันทีทันใด นางเป็นทั้งคนโปรดของจักรพรรดิและดูเก่งกาจกว่าเอวาลินเป็นไหนๆ
ถึงความจริงเอวาลินจะถูกสั่งห้ามทำอะไรก็เถอะ แต่ไม่มีขุนนางคนไหนรู้นิ และตัวเขาในตอนนี้ก็จะไม่อยากให้ใครรู้ด้วย ถ้าดันทุลังเป็นจักรพรรดิเหมือนเดิมจุดจบต้องย่ำแย่แน่ ความเกลียดชังในใจผู้คนต่อเอวาลินฝังลึกเกินไป ถึงจะเฉลยว่าความจริงเอวาลินเป็นผู้บริสูทธิ์ จักรพรรดิเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง แต่การปลุกฝังความเชื่อว่าเอวาลินเป็นคนเลวถูกทำมามากว่า 10 ปี ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดคนได้ง่ายๆแน่
ก็อย่างที่เห็น แม้แต่นามสกุลของจักรพรรดิเขายังไม่ได้ใช้เลย ปัจจุบันเอวาลินใช้นามสกุลของแม่เพราะจักรพรรดิไม่อยากนับเขาเป็นลูก แต่ก็อ้างสิทธิ์เป็นพ่อในการทำอะไรกับเอวาลินก็ได้ โดยคนในตระกูลแอสเธอร์ห้ามช่วย ชีวิตช่างบัดสบนัก
หลังจากที่ดูโครงสร้างของศูนย์วิจัยกันไปเรียบร้อยที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนงานล่ะนะ
ระหว่างทางเดินกลับปราสาทเอวาลินก็ได้ยินเรื่องราวคุ้นๆหูดังมาตลอดทาง...
“นี่ๆได้ยินรึเปล่าว่าช่วงนี้มีบุคคลปริศนาสามารถใช้ผสมเวทมนตร์ลงในภาพวาดได้ล่ะ”
“เห็นว่าเขาเป็นนักเวทลึกลับมาจากต่างเมือง!!”
“ได้ยินว่าเขายังไม่ได้ทำใบอนุญาต หอเวทมนตร์ตามหาตัวเขากันให้ขวักเลย”
“เขาหน้าตาเป็นยังไงเหรอ”
“ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาเขาหรอก เพราะเขาสวมหน้ากากลุงหน้าตาแปลกๆน่ะ”
“ลุงหน้าตาแปลกๆ เอ้ะ ใช่คนนั้นรึเปล่า”หนึ่งในกลุ่มชาวเมืองชี้มาที่เอวาลินเต็มๆ ทุกคนที่อยู่แถวนั้นมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ก่อนจะรีบพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
“จับเร็ว!!!”
“เราต้องให้เขาวาดภาพให้เราให้ได้!”
“ถ้าไปประมูลเองต้องได้ราคาแพงแน่ เราจะซื้อจากเขาโดยตรง!!!”
“ฉันอยากสัมภาษณ์เขาลงหนังสือพิมพ์!”
เอวาลินหันไปจับมือเมดิสันแล้ววิ่งหนีอย่างไวแต่ก็หวิดจะโดนตามทันอยู่ดี เหล่าชาวเมืองใกล้เข้าเรื่อยๆ...ขอโทษที่ขาสั้นล่ะกัน วิ่งไม่ทันโว้ย!!!
เมดิสันที่พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆแล้วจึงเปลี่ยนมาจับมือเอวาลินแล้วดึงเข้าไปแอบในตรอกแคบๆ พวกเราตัวแนบชิดกันมาก แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม หัวของเขาแทบจะจมมิดอกเมดิสันอยู่แล้ว ให้ตายเถอะ ทำไมตัวเล็กแล้วยังเตี้ยอีกนะ รู้สึกเหมือนเดจาวูเลย
“เขาหายไปแล้ว”
“ให้ตายเถอะ เราไม่ได้หา THE UNCLE กันได้ง่ายๆนะ”
เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของฝูงคนมหึมาค่อยๆเงียบลงไปแล้ว เอวาลินถึงได้วางใจเดินออกมาจากที่ซ่อน
“ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็น THE UNCLE ที่เขาลือกัน”
“อะไรกัน เจ้าก็รู้จักเหรอ ข้าพึ่งเอารูปไปขายเมื่อวานเองนะ ทำไมข่าวมันแพร่เร็วแบบนี้ล่ะ”
เมดิสันยักไหล่ “เวทมนตร์ส่งข่าวสารที่ผลิตขึ้นโดยหอเวทมนตร์มีประสิทธิภาพมากนะ เรื่องเกิดไม่ถึง 1 ชม.ก็มีข่าวลงแล้ว”
เอวาลินขมวดคิ้ว “ข่าวลงที่ไหนล่ะ”
เมดิสันยื่นแผ่นเหล็กบางๆขนาดเท่าฝ่ามือมาให้เอวาลินดู “ถ้ามีข่าวอะไรเกิดขึ้นในอาณาจักรนี้ มันจะฉายลงบนแผ่นเหล็กนี่น่ะ นี่เป็นสินค้าใหม่ที่หอเวทมนตร์พึ่งผลิตได้ น่าเสียดายที่ข่าวต่างๆจะฉายอยู่บนแผ่นเหล็กนี่ได้แค่ 24 ชั่วโมง”
เอวาลินคิ้วกระตุก ‘นี่มันโทรศัพท์ยุคพันปีก่อนรึไง’