ปึง!
แอร์บัสลากฉันเข้ามาภายในบันไดหนีไฟที่ค่อนข้างคับแคบ แม้ภายนอกจะยังสว่างอยู่แต่ไม่รู้ทำไมในนี้ถึงได้ดูมืดแปลก ๆ ฉันสะบัดมือออกจากการจับกุมของเขาแล้วรีบถอยหลังตั้งหลักทันที
“เฮียจะทำอะไร อยู่ ๆ พาฉันเข้ามาตรงนี้ทำไมคะ”
“ก็ไม่มีอะไร แค่จะหาทางชิ่งจากผู้หญิงคนนั้นเฉย ๆ” แอร์บัสยืนพิงประตู สองมือล้วงกระเป๋า ท่าทางเขาไม่เหมือนกับที่พูดสักนิด ไอ้แววตาพราว ๆ กับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นคืออะไร?
“ชิ่งเหรอคะ? เฮียจะชิ่งเธอทำไมก็เฮียมาที่นี่กับเธอไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ แต่ตอนนี้เฮียเปลี่ยนใจแล้วไง” เขาตอบหน้าตาย
แบบนี้ก็ได้เหรอ?? เขาทิ้งผู้หญิงคนนั้นเพียงเพราะเปลี่ยนใจเนี่ยนะ? คนคนนี้เป็นผู้ชายแบบไหนกันนะ ก็พอรู้อยู่หรอกว่าแอร์บัสมีนิสัยเจ้าชู้ แต่ไม่คิดว่าจะทิ้งผู้หญิงง่าย ๆ แบบนี้ เขาใจร้ายเกินไปหรือเปล่าเนี่ย
“ทำหน้าแบบนั้นกำลังด่าเฮียในใจใช่มะ”
“หะ รู้ได้ไงอ่ะ” ฉันมองเขาตาปริบ ๆ หน้าฉันมันฟ้องขนาดนั้นเลยเหรอ?
“เหอะ เธอนี่มันซื่อจริง ๆ เลยนะลิลลา” เขาส่ายหน้ายิ้ม ๆ ขณะที่ฉันยังงงอยู่ “แล้วนี่อะไร บทพากย์เหรอ”
แอร์บัสถือวิสาสะดึงบทในมือฉันไปเปิดอ่านหน้าตาเฉย ฉันรีบแย่งกลับมาทันที
“เอาคืนมานะเฮีย!”
“ทำเป็นหวงไปได้ ไม่อยากให้เฮียสอนแล้วเหรอ?”
สอนเหรอ…
ฉันนิ่งคิดตามคำพูดของแอร์บัส นั่นสินะ… จริง ๆ เขามาได้ถูกที่ถูกเวลาเลยนะ ฉันกำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่พอดี แต่ว่ามันจะดีเหรอ แอร์บัสสอนแต่ละที… เอ่อ…
“อ้าวว่าไง จะให้เฮียช่วยไหม นี่กำลังว่างเลยนะ ว่าแต่เธอเถอะ มาทำอะไรที่นี่ แถมยังเดินถือไอ้บทนี่เพ่นพ่านไปทั่วอีก”
“อ้อ สตูดิโอที่ฉันทำงานอยู่ที่นี่น่ะค่ะ”
“สตูดิโอในคอนโดเนี่ยนะ?” คิ้วเข้มขมวด
“อื้อ อยู่ห้อง 904 น่ะ เจ้านายฉันดัดแปลงเป็นห้องอัดเสียงน่ะสิ”
ก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องมายืนอธิบายเรื่องพวกนี้ให้แอร์บัสฟังด้วย ทั้งที่กำลังยุ่งอยู่แท้ ๆ มันคงเป็นเพราะนิสัยขี้เกรงใจของฉันละมั้ง เฮ้อ!
“อ้อ กำลังอัดเสียงอยู่นี่เอง” แต่แอร์บัสก็ดูจะเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย ๆ เขามองมาที่ฉัน สายตามีเลศนัยแปลก ๆ “แล้วที่เดินออกมานี่คือพักเบรกเหรอ”
“ก็ไม่เชิงค่ะ ฉันแค่…”
เฮ้อ! คิดถึงตรงนี้แล้วเหนื่อยใจชะมัดเลย!
“ทำเสียงสยิวไม่ได้สินะ”
“เฮ้ย! เฮียรู้ได้ไงอ่ะ” ฉันว่าเขาต้องเป็นพ่อมดแน่ ๆ ทำไมถึงรู้ไปซะทุกเรื่องแบบนี้ล่ะ ราวกับอ่านใจฉันออกงั้นแหละ
“ก็บทที่เธอเปิดค้างไว้นั่นไง มันถึงฉากนั้นพอดี” เขาชี้มาที่บทในมือฉัน เห็นอย่างนั้นหน้าฉันร้อนวูบขึ้นมาเลย ลืมไปสนิทว่าเปิดหน้านั้นค้างเอาไว้
“ฉันไม่น่ารับงานนี้เลยจริง ๆ” ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะต้องตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้ชายตรงหน้า “ฮะ เฮียเป็นอะไรคะ?”
สองเท้าของฉันก้าวถอยหลังหนีร่างสูงที่จู่ ๆ เดินย่างสามขุมเข้ามาหา แอร์บัสไล่ต้อนฉันจนแผ่นหลังชิดผนัง มือหนาทาบบนผนังตั้งฉากกับพื้นราวกับกักกันฉันเอาไว้ใต้อาณัติของเขา
“เธอน่ารักจังเลยนะลิลลา…” น้ำเสียงนุ่มละมุนก้มกระซิบ ริมฝีปากเราอยู่ห่างกันเพียงคืบเหมือนเขาจงใจ หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน มือไม้ชาไปหมด ดวงตาพราวระยับของแอร์บัสสะกดฉันไว้ราวกับร่างกายกำลังถูกตรึง ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
“เฮียจะทำอะไร… อ๊ะ อื้อ” เสียงของฉันขาดหายไปพร้อมกับลมหายใจที่ถูกพราก ริมฝีปากกรุ่นร้อนทาบทับลงมาแนบแน่น ความนุ่มละมุนของรสสัมผัสทำให้ฉันเผยอริมฝีปากออกโดยไม่รู้ตัว
เขาจูบ… จูบฉันอีกแล้ว!
เรียวลิ้นกรุ่นร้อนสอดแทรกเข้ามาดูดดึงสติฉันจนพร่ามัวไปหมด แอร์บัสจู่โจมจูบฉันจากหวานละมุนแปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน ฉันแทบลืมหายใจ ลืมทุกสิ่งอย่าง ปล่อยให้ร่างกายคล้อยตามเขาไปอย่างไร้เดียงสา ความรู้สึกวูบวาบแล่นระอุไปทั่วทั้งร่างกาย
“อื้อ…” เสียงครางฮือในลำคอเปล่งออกมาตามความรู้สึก มันเป็นฟิลลิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาตามสัญชาตญาณโดยแท้ เสียงที่ฉันพยายามทำมาตลอดระยะเวลาหลายวัน ตอนนี้ฉันสามารถเปล่งมันออกมาได้โดยไม่รู้ตัว
Rrr…
และก่อนที่ทุกอย่างจะถลำลึกไปมากกว่านี้ เสียงบางอย่างจากกระเป๋ากระโปรงของฉันก็ดังขึ้นราวกับเสียงระฆังจากพระเจ้า
ขอบคุณสวรรค์…
Rrr…
“อื้อ ๆ” ฉันประท้วงในลำคอพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นดันอกแอร์บัสเบา ๆ เป็นเชิงเตือน นี่เขาไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของฉันจริง ๆ หรือแกล้งไม่ได้ยินกันแน่ถึงได้ไม่ยอมผละจูบออกจากฉันเสียที
“ขัดจังหวะจริง ๆ” เสียงทุ้มบ่นเบา ๆ อย่างหัวเสีย เขาปล่อยฉันเป็นอิสระแล้ว แต่เหมือนเรี่ยวแรงฉันจะยังไม่กลับมา ฉันพิงตัวเองกับผนังชั่วครู่ สองตาหลุบต่ำไม่กล้าเงยหน้ามองร่างสูงเลยสักนิด ขณะเสียงเรียกเข้ายังคงดังอย่างต่อเนื่อง “ถ้าไม่รับ งั้นต่อเลยนะ”