ตลอดช่วงกลางวันฉันไม่ค่อยมีกระจิตกระใจเรียนเท่าไหร่ ได้แต่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย พอหมดคาบเรียนสำหรับวันนี้ฉันก็เดินออกมาจากห้อง แล้วเดินลงบันไดมาเหมือนอย่างกับคนไร้เรี่ยวแรง พลังงานของฉันมันหายไปหลังจากที่คิดทบทวนคำพูดของพี่ฝุ่น มันเป็นอะไรที่คิดไม่ตกเลยทีเดียว แต่...คิดๆ ดูแล้วหรือว่าฉันจะลองเผื่อใจไว้บ้าง เลิกกับบอมส์ไปเลยดีไหม?
คืนความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาไปให้หมดเลย
“อ้าวพ้อยท์ วันนี้ไม่เดินเคียงข้างแฟนสุดหล่อของเธอหรอกเหรอจ้ะ” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นมา ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินมาหยุดยืนขวางทางฉันเอาไว้
ผู้หญิงตรงหน้าฉันในตอนนี้ก็คือแอล อย่างที่ฉันบอกว่าเธอเป็นเพื่อนที่เคยสนิทกับฉัน หรือจะให้เรียกง่ายๆ ก็คือเพื่อนเก่า
แต่ก่อนเธอก็เป็นคนดี ดีมากเลยล่ะ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ อาการคันของเธอมันถึงกำเริบจนต้องแอบกินแฟนของเพื่อนตัวเอง จนปัจจุบันนี้เธอก็ยังทำแบบนั้นอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นยังคบกับฉันไม่ไปไหน มันก็ไม่ได้ผิดที่แอลคนเดียว แต่ผิดที่บอมส์ด้วย ฉันไม่เคยคิดว่าจะเจอผู้ชายที่มักมากได้ขนาดนี้ มีแฟนทั้งทีแต่ก็เลี้ยงไม่เชื่อง ฉันนี่มันโชคร้ายซะจริงๆ
เอาตรงๆ นะ เลี้ยงหมามันยังซื่อสัตย์กว่าเขาเลย
โดนสวมเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทนเข้าไปได้ยังไง อย่างที่เขาว่า ‘เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย’
เออ ฉันมันก็ควายจริงๆ นั่นแหละ
อีกเรื่องที่ฉันลืมบอกไปเกี่ยวกับตัวแอลก็คือ เธอเป็นน้องสาวของพี่ฝุ่น ดูสิ พี่ชายแสนดีจะตาย แต่น้องสาวนี่...เหี้ยดีๆ นี่เอง
สิ่งที่แอลทำกับฉันพี่ฝุ่นไม่เคยรับรู้ เพราะฉันก็ไม่ใช่คนขี้ฟ้องอะไรขนาดนั้น พี่ฝุ่นยังงงอยู่เลยว่าทำไมไม่เห็นฉันไปไหนมาไหนกับแอลเหมือนอย่างเมื่อก่อน
ปล่อยให้พี่ฝุ่นไม่รู้นั่นแหละดีแล้ว อย่าให้พี่เขาต้องอกแตกตายเพราะมีน้องสาวร่านๆ แบบนี้เลย
“ไม่ล่ะ ปล่อยให้หมาคาบไปกินเถอะ เล็กๆ น้อยๆ ถือว่าทำบุญทำทาน”
“งั้นก็ขอให้ผลบุญนี้ทำให้เขาที่อยู่บนหัวหายไปเร็วๆ ละกันนะ” แอลพูดกลับมาย่างยอกย้อน ฉันไหวไหล่พลางกระตุกยิ้มขึ้นมุมปาก
“หวังดีกับฉันขนาดนี้งั้นเดี๋ยวซื้อคารามายให้เป็นรางวัลละกันนะ เผื่อว่า...จะหายคัน” ฉันพูดออกมาอย่างเหน็บแนมพร้อมหัวเราะเล็กน้อย ร่างบางตรงหน้ากำหมัดแน่น เธอกำลังโกธรแต่ก็แสร้งระบายยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดนั้น
“...”
“ถ้าไม่มีอะไรจะพล่ามแล้วงั้นฉันขอตัวก่อนนะ คุยกับงูเห่าอย่างเธอมันเปลืองน้ำลาย!” ฉันพูดอย่างเจ็บแสบพลางกระแทกเสียงใส่ ถึงแม้ว่าเธอจะยืนขวางทางฉันเอาไว้แต่ฉันก็ไม่สน ฉันเดินชนไหล่แอลอย่างแรงจนร่างบางของเธอเซไปด้านข้างอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
คิดจะเล่นกับฉันบอกเลยว่ายาก
เมื่อเดินออกมาไกลจากตรงนั้นแล้ว ฉันก็ต้องผ่อนลมหายใจออกมา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและหายจากอาการหัวร้อนเมื่อสักพักนี้
อย่าหาว่าฉันหลงตัวเองเลย ปกติฉันเป็นคนนิสัยดีนะ แต่ก็มีหลายคนที่บังคับให้ฉันต้องร้าย ทั้งคำพูดคำจาถากถางและการกระทำของพวกเขา ทำให้ฉันไม่อาจทนที่จะเป็นคนดีได้อีกต่อไป
สมัยนี้ต้องหัดอยู่ให้เป็น ไม่งั้นก็จะถูกพวกคนเลวๆ ทำไม่ดีใส่แบบที่ฉันโดนนี่แหละ
...
...
...
ฉันกลับมาที่บ้านของตัวเองทันทีหลังจากที่แยกออกมาจากแอล จริงๆ แล้วฉันพักอยู่ที่หอกับเพื่อน เพราะสะดวกต่อการเดินทางมากกว่า แต่เมื่อวันหยุดที่แล้วฉันลืมของเอาไว้ที่บ้านก็เลยจะกลับมาเอา
หลังจากที่เดินเข้ามาในบ้านและมองไปรอบๆ บริเวณ ฉันก็ไม่เห็นใครอยู่เลย สงสัยพ่อกับแม่ยังไม่กลับจากที่ทำงาน ส่วนพี่ชายฉันรายนั้นก็คงจะนอนอยู่บนห้องของตัวเองเหมือนอย่างทุกที
“จะกลับมาบ้านทำไมไม่บอก เดี๋ยวพี่ไปรับ” เสียงทุ้มเข้มดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่เดินลงมาจากบันได
“ไม่เป็นไรค่ะปล่อยให้พ้อยท์กลับบ้านเองบ้างเถอะ เดี๋ยวจำทางกลับบ้านไม่ได้” ฉันพูดติดตลก พี่พอร์ชส่งเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ แล้ววางมือหนาลงบนศีรษะของฉัน ก่อนจะขยี้ผมเบาๆ อย่างที่ชอบทำ
เราสองคนเป็นพี่ชายและน้องสาวที่สนิทกันมาก เรียกได้ว่ามองตาก็รู้ใจกันไปหมด
“แล้วนี่กลับมานอนที่บ้านเหรอ” พี่พอร์ชผละมือออก พลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
“พ้อยท์กลับมาเอาของเฉยๆ น่ะค่ะ”
“ถ้างั้นกินข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิแล้วค่อยกลับ เดี๋ยวอีกสักพักพ่อกับแม่ก็กลับมาแล้ว” พี่พอร์ชหันหน้าไปมองนาฬิกา ก่อนจะหันกลับมาสบตาฉันอีกครั้ง ใจจริงฉันก็อยากอยู่ เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว แต่ว่าฉันมีธุระต้องไปทำนี่สิ แล้วมันก็สำคัญมากด้วย เพราะมันเป็นธุระที่ทำให้ใครบางคน...
หัวร้อน
“ไว้วันหลังนะพี่พอร์ช พอดีพ้อยท์มีธุระต้องไปทำต่อน่ะ” ฉันบอกกลับเสียงแผ่ว พี่พอร์ชเหมือนจะผิดหวัง แต่ก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ก็ได้” เสียงพี่เค้าดูไม่โอเคเลย เล่นซะฉันทำตัวไม่ถูกแล้วตอนนี้
“เดี๋ยวพ้อยท์ขึ้นไปเอาของก่อนนะ” ฉันตัดบทสนทนา หลังจากที่พูดจบก็เดินขึ้นไปบนห้องของตัวเองทันที ภายในห้องนอนของฉันตกแต่งด้วยโทนดำแดง ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบอะไรหวานๆ อาจจะเพราะสนิทกับพี่พอร์ชมากเกินไปเลยได้แต่นิสัยแบบแมนๆ จากพี่เค้ามา ตอนเด็กๆ ฉันเล่นแต่กับกลุ่มผู้ชายจนแม่กับพ่อกลัวว่าฉันจะเบี่ยงเบนด้วยซ้ำ
แต่...ช่างเรื่องในอดีตของฉันเถอะ ตอนนี้ฉันควรจะหาของที่ฉันลืมเอาไว้ก่อนดีกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาไปวางไว้ตรงไหน
ดวงตากลมโตของฉันกวาดมองไปรอบๆ บริเวณห้องนอน ก่อนที่หางตาจะสะดุดเข้ากับสิ่งที่ตามหา
มือบางของฉันเอื้อมไปหยิบสมุดไดอารี่ที่วางอยู่หน้าโต๊ะคอม ฉันบันทึกความทรงจำทุกอย่างเอาไว้ในนี้มากมาย มีทั้งความทรงจำที่ดีและไม่ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือในไอดารี่เล่มนี้มันมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวบอมส์ทุกอย่าง
ฉันได้บันทึกเอาไว้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่ก่อนฉันเขียนมันเอาไว้เพื่อตอกย้ำให้ตัวเองไม่ทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ แต่...ต่อจากนี้ไปอะไรที่เขาไม่ชอบฉันจะทำมันให้หมด ฉันจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ถ้าถามหาเหตุผลก็คงจะเป็นเพราะว่าฉันอยากจะเอาคืนเขาล่ะมั้ง
การกระทำของเขามันทำให้ฉันรู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ่อยครั้ง แล้วทำไมฉันต้องยอมให้เขาทำแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียวด้วย
ในเมื่อเขาไม่แคร์ความรู้สึกของฉัน งั้นฉันก็จะไม่แคร์ความรู้สึกเขาเหมือนกัน
ฉันหยิบสมุดไดอารี่ใส่กระเป๋าตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเดินออกมาจากห้องแล้วเดินลงไปยังชั้นล่าง ซึ่งพี่พอร์ชก็กำลังนั่งดูหนังอยู่หน้าโทรทัศน์ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า พี่พอร์ชก็กันมามองฉันเล็กน้อย
“พ้อยท์กลับแล้วนะ”
“ให้พี่ไปส่งหรือเปล่า” ฉันส่ายหัวปฏิเสธไปมาอย่างช้าๆ ถ้าพี่พอร์ชรู้ว่าฉันจะไปที่ไหนมีหวังโดนลากไปขังบนห้องแน่ๆ
“อ๋อ พี่ฝุ่นบอกว่าจะมาหาพี่พอร์ชตอนดึกๆ นะคะ”
“มันโทรมาบอกพี่แล้วล่ะ” ฉันพยักหน้ารับ จริงๆ พี่ฝุ่นก็โทรบอกพี่พอร์ชเองได้นี่หน่า ให้ฉันให้ฝากบอกทำไมก็ไม่รู้ เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำเมื่อกี้นี้ ดีนะที่นึกขึ้นได้พอดี
ฉันกอดล่ำลากับพี่พอร์ช และพูดคุยกันอีกเล็กน้อยตามประสา ก่อนจะเดินออกจากบ้านมา ขณะกำลังเดินไปรอรถที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยบ้านฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อกดโทรหาใครบางคน ซึ่งคนนั้นก็คือเพื่อนสนิทของฉันเอง เป็นเพื่อนที่เรียนอยู่ต่างคณะ และเป็นเพื่อนที่ไม่เคยสวมเขาให้กับฉันเหมือนอย่างที่แอลทำ
ภาพบนหน้าจอมือถือมันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า บอมส์ไม่เคยเป็นห่วงฉัน มีที่ไหนบ้างล่ะที่คนเป็นแฟนกันจะไม่โทรติดต่อหากันเลย ตั้งแต่เลิกเรียนจนถึงตอนนี้บนหน้าจอมันก็ยังคงว่างเปล่า ไม่มีสายเรียกเข้าที่เป็นเบอร์ของเขาทั้งสิ้น
ตั้งแต่คบกันมาคงจะเป็นฉันมากกว่าที่เป็นฝ่ายโทรหาเขาอยู่ตลอด อาการของฉันเหมือนผู้หญิงที่วิ่งตามผู้ชายแล้วเขาดันไม่สนใจ แค่คิดก็สมเพชตัวเองแล้ว
สมัยนี้เมียน้อยมาเหนือเหรอ? เดี๋ยวจะโค่นให้ดูเป็นขวัญตา
ถ้าเมียหลวงไม่มีสิทธิ์ บางทีเมียน้อยก็ไม่ควรสะเออะ
บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่เคยมีอะไรกับบอมส์ แต่ถึงอย่างนั้นสถานะของฉันก็ใกล้เคียงกับเมียหลวง บันดากิ๊กของเขาก็เปรียบเหมือนเมียน้อยที่จ้องจะงาบของคนอื่นไปกิน
หยุดเรื่องบันดาเมียน้อยของเขาเอาไว้เท่านี้ดีกว่า ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งขึ้น
ฉันปาดนิ้วเลื่อนผ่านเบอร์ของบอมส์อย่างไม่แยแส แล้วจิ้มเบอร์เพื่อนของตัวเองเพื่อโทรออก
(“ว่าไงพ้อยท์”) เสียงเล็กๆ กรอกมาจากปลายสายหลังจากที่เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงไม่นาน
“เธอว่างหรือเปล่าข้าวหอม” ข้าวหอม คือชื่อเพื่อนของฉันเองแหละ เธอเรียนอยู่คณะพยาบาล นิสัยของเธอก็ถือว่าไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แซ่บๆ คนหนึ่งที่ลุยและรุกผู้ชายได้ทุกสถานการณ์ แต่ไม่ว่าจะรุกเก่งแค่ไหนเธอก็ไม่เคยยุ่งวุ่นวายกับคนของเพื่อน
(“ว่างๆ ทำไมเหรอ จะชวนฉันไปเที่ยวหรือไง”)
“เปล่า ว่าจะให้เธอพาไปร้านพี่แบล็คหน่อยน่ะ”
(“ไปทำไม เธอก็รู้ว่าฉันไม่ถูกกับพี่แบล็ค จะให้ฉันไปพังร้านพี่เค้าเหรอ”) ฉันรู้ว่าสองคนนี้ไม่ถูกกัน เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องปะทะฝีปากกันทุกที ตีกันมากๆ แบบนี้ถ้าได้คบกันลูกคงเต็มบ้านแน่ๆ
“ฉันว่าจะไปสักน่ะ” สิ่งๆ นี้แหละที่บอมส์ไม่ชอบมันที่สุด แต่คนรอบตัวเขากลับสักแทบทุกคน ฉันเคยขอบอมส์สักก่อนหน้านี้นานแล้วแต่เขาก็ไม่ยอม ตัวตนจริงๆ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงหวาน ออกจะดาร์กและฺฮาร์ดคอร์ด้วยซ้ำ
แล้วมันผิดอะไรถ้าหากฉันจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
(“เอาจริงดิ บอมส์ไม่ชอบไม่ใช่เหรอ”) ข้าวหอมย้อนถามกลับ เธอเองก็พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างเพราะฉันเคยเล่าให้ฟัง
แต่แล้วไง...ใครแคร์
“นั่นมันก็เรื่องของเขา นี่ตัวฉันจะทำยังไงก็ได้” ฉันไม่ได้จะตอบกวนประสาท แค่พูดตามที่หัวใจมันเรียกร้อง
(“ฉันชอบที่เธอเด็ดขาดแบบนี้นะ มีแผนอยู่ในหัวใช่มั้ยล่ะ”) ข้าวหอมพูดออกมาอย่างรู้ใจ ฉันหัวเราะอยู่ในลำคอเมื่อเห็นว่าไม่สามารถปิดบังอะไรเธอได้อีกแล้ว
“มันผิดหรือไงที่ฉันจะเอาคืนเขาบ้างน่ะ”
(“ไม่ผิดหรอก จัดหนักๆ เลยยิ่งดี ผู้ชายพันธ์นั้นเอาให้สาบสูญไปเลยก็ได้”)
“สรุปเธอจะไปร้านพี่แบล็คกับฉันใช่มั้ย” ฉันถามเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง ข้าวหอมดูจริงจังกับการเอาคืนในครั้งนี้มากกว่าฉันเสียอีก
(“ไปสิ พลาดได้ไง”) เมื่อข้าวหอมตอบรับฉันก็พูดคุยนัดแนะกับเธออีกเล็กน้อย ก่อนจะวางสาย หลังจากนั้นเพียงไม่นานรถโดยสารประจำทางที่ขับผ่านร้านพี่แบล็คก็ขับมาจอดเทียบป้ายฉันถึงได้เดินขึ้นไป เพราะตกลงกับข้าวหอมเอาไว้แล้วว่าให้ไปเจอกันที่นั่นเลย
ฉันยืนรอข้าวหอมที่หน้าปากซอยร้านพี่แบล็คไม่นานเธอก็มา เราสองคนเดินไปที่ร้านของพี่แบล็คที่ตั้งอยู่ไม่ไกลมากนัก
“อ้าวมาได้ไงเนี่ย” พี่แบล็คที่ยังคงสวมชุดนักศึกษาเอ่ยถามขึ้นมา พี่เค้าเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีมาก และก็เถื่อนมากเช่นกัน พี่แบล็คเรียนและเปิดร้านสักไปด้วย ทำเป็นอาชีพเสริมอะไรแบบนี้ล่ะมั้ง ดูภายนอกพี่แบล็คก็ดูเหมือนไม่มีอะไรแหละ เป็นผู้ชายผิวขาวสะอาดสะอ้าน แต่ลองให้พี่เค้าเปิดเสื้อให้ดูแผ่นหลังสิ แล้วจะเห็นศิลปะอาร์ตๆ จากการสักเต็มแผ่นหลังกว้างไปหมด
ที่ฉันรู้ดีแบบนี้ก็เพราะเคยเห็นมันมาแล้ว พี่แบล็คเป็นคนประเภทที่เมาแล้วชอบแก้ผ้า หมายถึงแก้แค่ช่วงบนน่ะ มันก็เลยไม่แปลกที่ฉันจะได้เห็นรอยสักบนแผ่นหลังนั้น
เพราะชอบมาปรึกษาปัญหาความรักกับพี่เค้าบ่อยๆ และทุกครั้งมันก็จะจบลงด้วยการที่พี่เค้าชวนกินเหล้าย้อมใจ
สถานะระหว่างฉันกับพี่แบล็คก็เป็นแค่พี่น้องเท่านั้นไม่มีอะไร อีกอย่างพี่แบล็คก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับพี่พอร์ชด้วย ถึงแม้จะหน้าม่อไปหน่อยแต่พี่แบล็คก็ไม่เคยยุ่งกับน้องของเพื่อนตัวเอง
“นั่งรถเมล์มาไงถามได้” เสียงพึมพำเบาๆ ราวกับกระซิบของข้าวหอมดังขึ้นข้างหู
“พอดีพ้อยท์จะมาสักน่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าพี่แบล็คเริ่มตวัดสายตาคมไปมองที่ข้าวหอมฉันถึงได้พูดแทรกขึ้น
“อ๋อ สักคนเดียวหรือไง แล้วข้าวหอมล่ะไม่สักด้วยคนเหรอ สำหรับข้าวหอมแล้วพี่สักให้ฟรีนะ แต่...” พี่แบล็คมองข้าวหอมด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ดวงตาคมดุดันมองจ้องไปที่หน้าอกของเธออย่างแพรวพราว
“ต้องสักที่นมเท่านั้น”
“ไอ้พี่แบล็ค!! ทะลึ่งแล้วมึง!” มือบางยกขึ้นปิดหน้าอกตัวเองเอาไว้ พร้อมกับโวยออกมาดังลั่น
“อะไร พูดมึงกับใคร ปากดีแบบนี้อย่าเผลอนะ เดี๋ยวจะล่อให้เหยื่อพรหมจรรย์ขาดเลย”
“ไอ้!!...”
“พอๆ รักกันไว้เถอะคนไทยด้วยกัน” เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มจะไปกันใหญ่ฉันถึงได้รีบห้ามออกมา