บทที่1 แรกเจอ 70%

1189 คำ
ธนดลจอดรถริมประตูรั้วหน้าบ้านหลังใหญ่ด้านหน้าเป็นสนามหญ้า มีต้นไม้รกครึ้มด้วยไม่มีคนอยู่มานาน จนบิดาของเขากลัวว่ามันจะทรุดโทรมจนพังลงมาเสียก่อน จึงอยากให้เขามาอยู่เพื่อดูแลให้สภาพดีขึ้น ชายหนุ่มมองลอดรั้วบ้านด้วยใจระทึก มือถือกุญแจค้างไว้ ก่อนจะตัดสินใจไขประตูรั้วบานเล็กแล้วเดินเข้าไป ผ่านประตูรั้วมาได้ก็รู้สึกถึงความเย็นเยือกที่สัมผัสผิวขาวละเอียดจนขนอ่อนลุกชัน หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อเดินเข้าไปถึงประตูบ้าน ซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่เขาเคยเห็นตอนไปเที่ยวภูเก็ต หน้าบ้านมีใบไม้แห้งร่วงกราว ไหนจะกิ่งไม้ผุที่หักมาขวางทางไว้ เขากวาดตามองบันไดที่ยกสูงก่อนจะเป็นระเบียงยื่นออกมาแล้วมีประตูโค้งบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ราวระเบียงเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นจับเขลอะ “ไหนป๊าบอกว่ามีคนมาอยู่เมื่อสองปีก่อน แค่ไม่อยู่สองปีมันโทรมขนาดนี้เลยเหรอ” พึมพำอยู่คนเดียว ใจก็ลังเลว่าจะข้ามกิ่งไม้ที่ขวางทางอยู่แล้วไขประตูเปิดเข้าไปดูดีหรือไม่ “ป๊อดไปได้น่า...กลางวันแสก ๆ” ยืนลังเลและเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจได้ “กลับไปตั้งหลักก่อนดีกว่า” ว่าแล้วก็เดินถอยหลังออกมา พอหลุดออกจากประตูรั้วได้ก็ออกไปยืนหอบแฮ่ก ๆ อยู่ข้างรถ ราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งแข่งระยะไกลมา “ทำยังไงดี” คนไม่กล้าเข้าบ้านพึมพำถามตัวเอง พลางพิงรถยนต์ยุโรปสีบรอนซ์เงิน แหงนหน้ามองบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในรั้วทึมทึบนั่น “ใช่ ต้องหาคนมาทำความสะอาดก่อน ถ้าทำความสะอาดแล้วคงไม่น่ากลัวแบบนี้” ว่าแล้วก็เดินไปเปิดกระโปรงรถ รื้อหากระดาษกับปากกาซึ่งจำได้ว่าพอมีติดรถอยู่บ้าง เมื่อเจอแล้วก็เอาปากกาเมจิกเขียนตัวใหญ่ ๆ ลงกระดาษเอสี่ “รับสมัครแม่บ้าน เงินเดือนดี ติดต่อ โทร. ....” เขียนไปก็พึมพำไป ก่อนจะใช้ปากกาเจาะรูอย่างหยาบ ๆ ค้นหาเชือกในรถมาร้อยแล้วแขวนไว้ที่ประตูบ้าน “ทำชั่วคราวไปก่อน...เผื่อวันนี้ฟลุ๊กได้คนงานเลย ถ้าไม่ได้ไว้พรุ่งนี้ค่อยทำป้ายใหม่มาแขวน” แขวนป้ายไปก็พึมพำไป ก่อนจะได้ยินเสียงรถขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านฝั่งซ้ายมือ ซึ่งซอยนี้สามารถเข้าได้ทั้งสองทาง ชายหนุ่มหันไปตามเสียง เห็นร่างบอบบางลงจากรถ ผมสีอ่อนยาวสลวยเป็นมันเงา ผิวพรรณขาวละเอียดเปล่งประกายราวกับมีรัศมีรอบตัว สวมแว่นกันแดดเห็นเพียงจมูกปากจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เดาจากสายตาว่าอายุของเธอน่าจะราวยี่สิบปลาย ๆ หญิงสาวคนนั้นรับกระเป๋าเดินทางใบเขื่องที่คนขับแท็กซี่ยกมาวางให้ก่อนที่จะตวัดสายตามองมาที่เขา สวย...พูดได้คำเดียวว่า ‘สวย’ อย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยซึ้งตรึงใจได้เท่านี้มาก่อน ถึงแม้บ้านจะน่ากลัวแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เลวร้ายนักเพราะยังมีเพื่อนบ้านหน้าตาน่ารักมาอยู่เป็นเพื่อน ถือว่าโลกนี้ยังไม่โหดร้ายกับเขาสักเท่าไหร่ ขณะครุ่นคิด สายตาที่จ้องมองผ่านแว่นกันแดด ทำให้เขาได้สติ จึงส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรแล้วโค้งให้น้อย ๆ ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถแล้วขับออกไป “อะไรน่ะ” เบญจาก้าวเท้าเร็ว ๆ มายังหน้าบ้านหลังใหญ่ซึ่งอดีตเธอเคยเป็นเจ้าของมันมาก่อน แล้วมายืนมองป้ายประกาศที่ผู้ชายคนนั้นติดไว้ “รับสมัครแม่บ้าน” หญิงสาวเบิกตากว้าง เมื่อเห็นป้ายประกาศ ที่นี่กำลังจะมีคนเข้ามาอยู่ใหม่ และผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นก็คงเป็นเจ้าของบ้านคนใหม่กระมัง “โธ่...จะมีคนมาอยู่แล้วหรือนี่” เบญจาโอดครวญ เพราะเหตุผลที่เธอไปหาพี่สาวก็เพื่อปรึกษาว่าจะหาเงินจากไหนมาซื้อบ้านหลังนี้กลับคืนมา เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านมาหลายปีแล้วแต่ไม่มีใครมาอยู่ที่นี่อย่างจริงจังสักที มีเพียงสองปีก่อนที่มีคนเข้ามาอยู่เพียงไม่นานก็ย้ายออกไป เธออยากได้บ้านหลังนี้กลับคืนมา และคิดว่าเมื่อไม่มีคนอยู่เจ้าของบ้านก็คงตัดสินใจขายได้ง่ายขึ้นถ้าเธอเสนอจำนวนเงินที่น่าพอใจ แต่สุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็กำลังจะเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ในขณะที่เธอยังหาเงินไม่ได้ ซึ่งบ้านและที่ดินแปลงนี้ สนนราคาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาทเลยทีเดียว เธอเห็นว่าพี่สาวอยู่ต่างประเทศมานาน และสามีใหม่ก็เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ เพียงขวัญน่าจะสามารถหาเงินที่ยืมบ้านเธอไปจำนองกลับมาคืนให้ได้แล้ว แต่สุดท้ายคำตอบของเพียงขวัญก็คือ ‘พี่ขอเวลาหน่อยนะยายเบญ คริสต์เขาคงไม่ยอมให้พี่เอาเงินมากขนาดนั้นออกมาง่าย ๆ’ คำตอบนั้นทำให้เธอต้องพกความผิดหวังกลับมาบ้าน แต่ก็ไม่คิดว่าจะไร้ความหวังเกินไปนัก เพราะพี่สาวของเธอเพียงแค่ขอเวลาคุยกับสามีเท่านั้น เบญจากระชากป้ายประกาศนั่นติดมือมา ก่อนที่ใครจะมาเห็นแล้วโทร. ไปสมัครงานตามเบอร์ที่ให้ไว้ ตอนนี้เธอยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี แต่ทุกทางที่จะทำให้ต้องสูญเสียบ้าน...เธอต้องตัดไฟไว้แต่ต้นลม คิดแล้วก็ลากกระเป๋าเข้าบ้านหลังเล็กของตัวเองซึ่งตั้งบนที่ดินมรดกชิ้นสุดท้ายของผู้เป็นบิดา อยู่ติดกับตึกหลังใหญ่ที่เธอเคยอยู่เคยวิ่งเล่นที่นั่นมาแต่อ้อนแต่ออก ซึ่งตอนนี้มีกำแพงหนาทึบที่เจ้าของบ้านคนใหม่ก่อกั้นกลางเอาไว้ หลังจากเก็บข้าวของและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เบญจาเดินออกมานั่งที่ซุ้มนั่งเล่นหน้าบ้านซึ่งเธอปลูกต้นแก้วมุกดาให้เลื้อยขึ้นคลุมด้านบนส่งกลิ่นหอมระรื่น “เอายังไงดีนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง หลังจากทบทวนอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าเธอจะไปสมัครเป็นแม่บ้านที่นั่น แม้ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร และเขาอาจจะมีภรรยาและลูกอีกหลายคนให้เธอต้องรับมือ เพราะดูแล้วชายหนุ่มรุ่นนั้นน่าจะมีครอบครัวแล้วเป็นแน่ แต่ยังไงก็ขอลองดูสักตั้ง อย่างน้อยแค่เข้าบ้านหลังนั้นได้อย่างอิสระเธอก็ดีใจแล้ว หญิงสาวตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่แจ้งไว้ทันที
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม