พันธะกลืนใจ
บทนำ
***
อารยา อภิวันทน์ณารา เคยเป็นหญิงสาวที่เติบโตมาอย่างอบอุ่นด้วยความรักของครอบครัว อภิวันทน์ณารา จนเมื่อสามปีที่ผ่านมานี้ เธอกลับต้องกลายเป็นเสาหลักครอบครัวให้กับน้องชายที่เป็นดั่งหัวใจของเธอ
คนในครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวอย่าง นาราริน อภิวันทน์ณารา
สามปีก่อน...ในคืนวันเกิดของเธอ คือวันที่พรากชีวิตบิดาและมารดาไปตลอดกาล พวกท่านรีบขับรถกลับมาหาเธออย่างเร่งรีบในคืนที่ฝนห่าพายุถล่มตกลงมาอย่างหนัก... อารยาเพียงแค่คิด... ถ้าหากวันนั้นเธอไม่โทรเร่งบุพการีมากไปนัก พวกท่านก็คงไม่รีบขับรถมาจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ... มีเพียงน้องชายที่อายุห่างจากเธอสามปีคอยกอดและปลอบใจเธอที่แตกสลายไม่เหลือซาก... อารยาต้องนับหนึ่งใหม่ เธอตั้งสติ เลิกโทษตัวเอง... นับแต่นั้น อารยาตั้งมั่นเอาไว้ว่าชีวิตของเธอมีอยู่เพื่อดูแล นาราริน หรือ ‘เจ้าน่าน’ ไม่เคยทำให้น้องชายต้องรู้สึกขาดเหลืออะไรสักอย่าง
และนารารินวัยสิบเก้าปี ในวันนั้นเติบโตมาจนอายุยี่สิบสองปีเสียแล้ว
เธอกับน้องมีใบหน้าที่เรียกได้ว่าค่อนข้างคล้ายคลึงกันอยู่ เพียงแค่อารยาในปัจจุบันนี้เธอตัวเล็กกว่าน้องชายมากโข ตามประสาวัยรุ่นผู้ชายที่กำลังเติบใหญ่...
ส่วนเธอมีรูปร่างผอมเพรียว เอวเล็ก ส่วนสูงนั้นอยู่ในฐานที่เรียกได้ว่าต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากอารยานั้นสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบสองเซนติเมตรเท่านั้น ส่วนนารารินสูงเกือบร้อยแปดสิบเลย
อารยามีชื่อเล่นว่า ‘เจ้าเอย’ หน้าตาของอารยา... เรียกได้ว่าไปทางน่ารักเสียมากกว่าสวย... ที่บอกว่าน่ารักก็เพราะว่าคนสวยนั้น มักจะมีจุดเด่นบนใบหน้าที่ผู้คนมองมาแล้วตราตรึงใจในวินาทีแรก...
แต่สำหรับอารยานั้นไม่เลย
องค์ประกอบใบหน้าเธอเหมือน ๆ กับผู้หญิงทั่วไป คือ ใบหน้ารูปไข่ จมูกเธอมีเล็กน้อย ไม่ถึงกับโด่งมากแต่นับว่ามี... เธอไม่ได้มีดวงตากลมโตนักเพียงแค่โชคดีที่มารดามอบตาสองชั้นให้เธอมาด้วยนั่นเลยทำให้ดวงตาเธอดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นยามสบตากับผู้คนอื่น ๆ ผิวแก้มของเธอมันมักจะมีสีแดงเรื่อนิด ๆ ตามธรรมชาติของผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้ใช้เครื่องสำอาง นอกจากครีมกันแดดและครีมบำรุงผิวที่อารยามักจะใช้ประจำทุกวันก็เท่านั้น
เอาง่าย ๆ ว่าอารยาเป็นผู้หญิงบ้าน ๆ หน้าตาพื้นเพที่มองดูแล้วเจ้าหล่อนกลับมีเสน่ห์ขึ้นมาดื้อ ๆ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปทางสวยเฉี่ยวเปรี้ยวคม เธอแค่มีนิสัยที่น่ารัก เข้ากับคนอื่นค่อนข้างง่าย อีกอย่างคือเธอยังจิตใจงามเสียด้วย
เกือบเจ็ดโมงเช้าเข้าไปทุกนาทีแล้ว... เมื่อไม่เห็นน้องชายเดินลงมา อารยาก็คิดว่าควรจะขึ้นไปปลุกสักหน่อย ไม่อย่างนั้นทั้งเธอกับน้องต่างคนก็ต่างจะไปเรียน ไปทำงานสายเอาได้
“น่าน... ตื่นรึยัง?” หญิงสาวเปิดประตู ชะโงกหน้าเข้าไปในห้องนอนของน้องชายที่อายุห่างจากตัวเองสามปี แต่ว่าตอนนี้เจ้าน่านตัวสูงกว่าเธอมาก นารารินหันมาเจอเธอ เด็กคนนั้นก็ตกใจจนหน้าเหวอ
“เฮ้ย!” นารารินแทบจะหาอะไรมาปิดร่างกายตัวเองไม่ทัน เนื่องจากพี่สาวโผล่พรวดเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โชคดีที่วันนี้นึกครึ้มอยากจะพันผ้าขนหนูปิด เจ้าน่านน้อย เอาไว้ ตามปกตินารารินจะเดินโล่งโทงเทงออกมาเลย เพราะมันสบายกว่าน่ะสิ แล้วนี่มันคือ ห้องนอนส่วนตัว!
“อะไร... น่านจะอายพี่ทำไม พี่อาบน้ำให้น่านมาตั้งแต่นานตัวเล็กเท่า...ว้าย!” เด็กหนุ่มแก้มแดงลามไปถึงใบหู นารารินปาสิ่งของที่วางอยู่ใกล้มือที่สุด รัว ๆ ใส่พี่สาวที่ยืนอยู่หน้าห้อง
ยายบ้าอารยา ไม่รู้จักอับจักอาย!
“ออกไปเลย ยัยเตี้ยนี่!” เจ้าน่านถลึงตาใส่เจ้าเอยอีกรอบ
เธอถึงได้รู้ว่าตอนนี้น่ะ... น้องชายเธอคงโตมากแล้วจริง ๆ นั่นแหละ...
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา... ผู้ชายขี้วีนขี้เหวี่ยงก็เดินตึงตังลงมาข้างล่าง ใบหน้าหล่อเหลาบูดบึ้ง นิสัยของเจ้าน่านเหมือนจะสลับกับนิสัยของเจ้าเอยอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าเอย! มานี่เลย นั่งลง...!” เจ้าน่านหมุนวาล์วเตาแก๊สพร้อมกับจับจูงพี่สาวมานั่งที่เก้าอี้ของโต๊ะอาหาร ตามปกติที่น้องชายจะไม่เรียกเธอว่าพี่อยู่แล้ว ส่วนอารยาก็ไม่ได้ถือสาอะไร เนื่องจากว่ามีกันอยู่แค่สองคนแล้วพวกเราก็สนิทกันมาก
เจ้าเอยกะพริบตาปริบ ๆ มองดูน้องชายตัวเองที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม เจ้าน่านใช้นิ้วจิ้มไปที่แผงอกของตัวเองแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก
“เอยฟังนะ... น่านโตแล้ว นั่นแปลว่าไม่ใช่จู่ ๆ เอยจะพรวดพราดเข้าไปในห้องนอนของน่านได้”
“ทำไมล่ะ... พี่น่ะ โตกว่าน่านตั้งสามปีเลยนะ?”
“โอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้นดิ” เจ้าน่านตบหน้าผากตัวเอง
“แล้วแบบไหน” เธอทำหน้าฉงนงุนงง จนเจ้าน่านต้องถอนหายใจ น้องชายสุดหล่อเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้น สีหน้าไม่สบอารมณ์ ตอนนี้จนใจที่จะอธิบายให้พี่สาวฟังว่าทำไมถึงไม่อยากให้อารยาทำแบบนั้น!
“คือ... ก็แบบว่าโตแล้วอ่ะ บางทีเดินออกมาจากห้องน้ำก็ไม่ได้ใส่อะไรออกมาไง เจ้าเอย”
“อ้อ... อ่าฮะ”
“น่านแค่จะบอกว่า...”
“อายพี่สินะ”
“ฮ้ะ?! ไม่ใช่ น่านไม่ได้อาย!” นารารินไม่ได้อาย... ถึงแม้ว่าพวกเราจะสายเลือดเดียวกันก็เถอะ แต่การให้พี่สาวแท้ ๆ มาเห็นปิกาจู้ตัวเองนี่มันก็เกินไปหน่อยนะเฮ้ย!
ของแบบนี้มันมีไว้โชว์แฟนตัวเองเท่านั้นสิ!
“เอาหน่า ๆ อายก็บอกว่าอายซิ โอเค ๆ ก็ได้ ๆ จากนี้ไปพี่จะเคาะประตูห้องก่อน โอเคมั้ย?” อารยาหัวเราะคิกคักตามประสา เธอขยับตัวลุกขึ้นไปคนข้าวในหม้อโจ๊กต่อ ปล่อยให้น้องชายปวดหัวจนกุมขมับอยู่อย่างนั้น
แม้อารยาจะใสซื่อจนน่าหงุดหงิด แต่เพราะใบหน้าน่ารักสุดแสนมุ้งมิ้งของพี่สาวที่รักทำให้น้องชายอย่างเขาดุไม่ลง...
ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... เมื่อไหร่เจ้าเอยจะยอมรับว่าเขาโตแล้วเนี่ย!
มื้อเช้าเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยโจ๊กหมูสับ ปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้... นารารินอยู่ในช่วงวัยรุ่น น้องชายเธอกำลังเรียนปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย ช่วงนี้เขาอาจจะทานเยอะมากกว่าปกติ อารยาเลยเตรียมซุปเห็ดของโปรดนารารินพร้อมขนมปังทาเนยสองแผ่นไว้ให้น้องชายด้วย หลังทานมื้อเช้ากันเสร็จสรรพ ทั้งสองคนก็ต่างแยกไปเตรียมตัว อารยาเป็นพนักงานร้านดอกไม้ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยของนารารินเพียงแค่สองซอยเท่านั้น ดังนั้นสองพี่น้องเลยมักจะออกจากบ้านพร้อมกันเพื่อประหยัดค่าเดินทางด้วย
เธอซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายหนึ่งคันเป็นของขวัญวันเกิดตอนที่เจ้าน่านอายุครบยี่สิบปี...แม้ว่ามันจะเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นธรรมดา ๆ ราคาไม่แพงมากนัก แต่นารารินก็ดีใจจนพุ่งเข้ามากอดเธอเชียว ดังนั้นรถจักรยานยนต์จึงกลายเป็นยานพาหนะที่เราสองพี่น้องใช้เดินทางทุกวี่ทุกวัน... สภาพมันค่อนข้างแย่แล้วเพราะใช้งานผ่านมาหลายปี แต่เจ้าน่านก็ไม่เคยปริปากขอคันใหม่... แม้ว่าเจ้าเอยจะถามว่าควรซื้ออีกสักคันดีไหมก็ตาม
ช่วงนี้เจ้าน่านคิดเรื่องหางานที่ได้ ‘เงินเยอะ ๆ’ หรืออะไรก็ตามที่สามารถช่วยพี่สาวได้ จุนเจือครอบครัวของเราสองพี่น้องได้ เจ้าน่านคิดว่าเขาโตมากพอแล้วและไม่อยากจะมีหน้าที่แค่เรียนไปวัน ๆ รอให้พี่สาวหาเงินเข้าบ้านเพียงลำพังเท่านั้น
เจ้าเอยเหนื่อยมามากกว่าจะเลี้ยงน้องชายอย่างเขาให้โตมาได้จนถึงทุกวันนี้... ดังนั้นมีอะไรที่ช่วยพี่สาวได้ เจ้าน่านก็คิดว่าเขาจะทำทั้งหมด
“น่าน วันนี้ไปส่งที่พี่สถานีรถไฟฟ้าหน้าหมู่บ้านนะ... พอดีพี่จะไปตลาดดอกไม้ หาซื้อกระดาษห่อดอกไม้แล้วก็พวกของตกแต่งเข้าร้านให้พี่ช่อก่อนน่ะ”
“ไปคนเดียวน่ะเหรอ... จะหอบของพะรุงพะรังไหวหรือไง เดี๋ยวน่าน...”
“ไม่ได้ วันนี้น่านมีเรียนเก้าโมงเช้าก็ไปเรียนซะ ทำหน้าที่ของน่านให้ดีก็พอส่วนเรื่องของพี่น่ะ... พี่จะจัดการเอง”
“แต่...”
“แค่น่านตั้งใจเรียนเหมือนอย่างทุกวันนี้พี่ก็ดีใจแล้ว... ชีวิตนี้พี่ไม่ขออะไรมากมายแค่อนาคตน่านได้เรียนสูง ๆ ได้ทำงานดี ๆ มีคนมากมายที่รักและเอ็นดูน่านก็พอ”
นารารินนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้าก้าวขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ พอเห็นอารยานั่งซ้อนหลังเรียบร้อยแล้วเจ้าตัวก็ขับออกไปส่งพี่สาวที่สถานีรถไฟฟ้าทันที
***
นารารินมาถึงมหาวิทยาลัยเวลาแปดโมงครึ่ง... บอกตามตรงว่าอารมณ์ของเช้าวันนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เขาไม่ชอบเลยเวลาที่พี่สาวจะต้องทำงานหนักเพียงลำพังมากจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นคำพูดของอารยาก็ถือว่าเป็นอะไรที่นารารินต้องเชื่อฟังเพราะว่านอกจากพี่สาว เขาก็ไม่มีใครแล้วน่ะสิ...
ร่างสูงเดินเข้ามาในแคนทีนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้วยความที่นารารินเรียนปีสี่ ถือว่าเป็นรุ่นที่ทุกคนต้องเคารพมากที่สุด พอเขาเดินเข้ามา พวกรุ่นน้องก็ต่างพาทักทายตลอดทาง รู้แหละว่ามีทั้งคนที่ชอบเขาและไม่ชอบ แต่นารารินไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ กระทั่งเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อน ๆ กลุ่มตัวเองนั่งอยู่ พอนั่งลงนารารินก็ถอนหายใจออกมาทันที เพื่อนในกลุ่มที่สนิทมาก ๆ ก็มีแค่สามคน
คนแรก ‘ฟรังค์’ เพื่อนในกลุ่มที่เป็นลูกครึ่งไทย - ฝรั่งเศส เขาเป็นหนุ่มฮอตที่ไม่ว่าสาว ๆ คนไหนเข้ามาก็คว้าเอาไว้ ได้แล้วค่อยปล่อยไปประมาณนั้น เป็นนิสัยที่เจ้าน่านไม่สนับสนุนเท่าไหร่ แต่ก็เรียกได้ว่ามันคือความชอบส่วนตัวของฟรังค์และเจ้าน่านไม่มีสิทธิ์ไปบอกใครทำตัวแบบไหนอยู่แล้วน่ะนะ
คนที่สอง ‘พีท’ คนคนนี้ค่อนข้างติดเที่ยว ชอบปาร์ตี้ ชอบดื่ม...ก็มีบ้างบางค่ำคืนที่เจ้าน่านไปด้วย แต่นาน ๆ สักครั้งเท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ค่อยชอบให้เจ้าเอยอยู่บ้านคนเดียวเท่าไหร่ ส่วนคนสุดท้าย ‘ซีเฉิน’ มันเพิ่งจะย้ายมาเรียนตอนปีสอง หนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน (ฮ่องกง) ซีเฉินเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใคร ขนาดกลุ่มเพื่อนที่มีอยู่แค่สามคน มันยังไม่อยากจะพูดด้วยเลย!
ซีเฉินเป็นคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในกลุ่มของพวกเขา เพราะไอ้คนที่เพิ่งย้ายมาเรียนตอนปีสองวันแรกก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับรุ่นพี่ปีสี่เลยอย่างซีเฉินนั้น มันทำให้พวกเขาสามคนซวยไปด้วยเพราะไอ้รุ่นพี่ปีสี่ (ตอนนั้น) มันปาถาดข้าวมาโดดหัวเจ้าน่านพอดิบพอดี พวกเจ้าน่านเลยเข้าไปตะลุมบอนกับซีเฉินด้วย หลังจากไปห้องปกครองด้วยกันมาเลยกลายเป็นสนิทกันไปโดยปริยาย แต่เรื่องนี้เจ้าเอยไม่รู้หรอกนะ เจ้าน่านยอมโดนลงทัณฑ์บนแทน ส่วนเอกสารเชิญผู้ปกครองอะไรนั่น เขาก็เป็นคนทำลายมันทิ้งเรียบร้อยก่อนจะถึงมืออารยาด้วย
พูดถึง ‘หวัง ซีเฉิน’ ไอ้หมอนั่นก็เดินหน้าตาซังกะตายมาพอดี
ซีเฉินนับได้ว่าเป็นสมบัติของคณะวิศวะได้เลย ด้วยรูปร่างที่สูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสองเซนติเมตร ใบหน้าหล่อเหลาคล้อยไปทางหนุ่มตี๋หนุ่มจีนผิวขาว ดวงตาสีสนิมมักจะจ้องมองไปที่คนอื่น ๆ อย่างดุดัน จมูกโด่งเป็นสันสวยรับกับริมฝีปากหยักสีคล้ำเนื่องจากสูบบุหรี่จัด
นอกจากนั้น... ซีเฉินยังเป็นนักศึกษาเพียงคนเดียวในคณะวิศวะที่ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยยอมให้มีรอยสักมากที่สุด แขนขวาข้างหนึ่งของเขาเต็มไปด้วยรอยสักลายมังกรยิ่งใหญ่พาดยาวมาจนเกือบถึงข้อมือ บวกด้วยลุคของซีเฉินค่อนข้างจะเรียกได้ว่า ‘ผีเข้าผีออก’ เลยทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของเขาดูน่าเกรงขาม ไม่มีใครกล้าเข้าหา มันไม่อะไรกับใคร แล้วก็ไม่มีใครอยากจะมาอะไรกับมันด้วย
ไม่ต้องพูดถึงมนุษยสัมพันธ์ เพราะติดลบ!
“ไอ้เฉินทำหน้าเหมือนไม่ได้ขะ...”
“หุบปากเน่า ๆ ของมึงไปเลยไอ้ฟรังค์ กูแดกข้าวอยู่...” พีทรู้ดีว่าฟรังค์จะพูดอะไรเลยรีบเบรกเอาไว้ก่อนที่ข้าวมันไก่ที่เพิ่งกลืนลงท้องไปจะพุ่งออกมาจากปากอีกรอบ!
“มึงก็ดูหน้าไอ้เฉินดิ ทำเอากูหมดอารมณ์ดูหนังโป๊หมด แม่ง!” ฟรังค์ว่าแล้วรีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อนักศึกษา
“...” ซีเฉินตวัดหางตาไปมองฟรังค์ก่อนจะชูนิ้วกลางส่งให้เพื่อนแบบไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ตามประสาผู้ชายประหยัดคำพูด
“คืนนี้กูว่าจะไปคลับไอ้อาร์ตหน่อยว่ะ พวกมึงไปกับกูมั้ย” พีทพูดต่อ มีแค่ฟรังค์ที่ตกลงแทบจะทันที ส่วนซีเฉินปฏิเสธตามเคย
“แล้วมึงล่ะ ไอ้น่าน... หรือต้องรีบไปรับพี่เจ้าเอยของกู”
“พี่สาวกูไปเป็นของมึงเมื่อไหร่! เดี๋ยวกูลั่นกะโหลกแตก!” นารารินพูดพร้อมทำท่าจะตบเพื่อนจริง ๆ สักที พีทหลบแทบไม่ทัน
“เอ้า ไอ้นี่... มึงหวงพี่สาวขนาดนี้ ไม่คิดจะให้พี่เจ้าเอยมีฟง มีแฟนอะไรกับเค้าเลยรึไงวะ”
“มีน่ะมีได้ แต่ต้องผ่านการคัดกรองจากกูไปก่อนโว้ย!”
“ทำเป็นเข้มไปเถอะ เดี๋ยวพี่มึงมีแฟนเมื่อไหร่ อย่ามาร้องให้กูเห็นแล้วกัน”