“กกผัวอยู่คอนโด ขาไม่ถ่างไม่เลิก แค่นี้ล่ะ บาย” ติ่ด!
อินก็ยังเป็นอินที่นิสัยไม่ต่างกับฉันแค่มันเป็นเกย์และติดดอ สงสัยแฟนมันเพิ่งบินมากรุงเทพแน่ๆ ถึงได้บอกว่าอยู่คอนโด ส่วนฉันน่ะเหรอ จริงๆ แล้วในอดีตเคยมีแฟนอยู่คนหนึ่งสมัยเรียนอยู่ปีสี่แต่ก็นั่นล่ะค่ะ ความรักในวัยนั้นมันแค่ความรักฉาบฉวยไม่จริงจังอะไร ถามว่าตัวฉันบริสุทธิ์ผุดผ่องมั้ย…555 ไม่หรอกค่ะ เคยมีอะไรกับแฟนเก่าอยู่สองสามครั้งซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป มีรักมีเลิกมีหลง ก็อยู่ที่ว่าพอเลิกกันแล้วจะมูฟออนได้มั้ยมันก็แค่นั้น...ฉันน่ะเหรอคะ มูฟไปตั้งแต่เลิกกันได้ห้าวันแล้ว หลายคนบอกว่าฉันดูเหมือนเป็นคนชอบอ่อยผู้ชายเพื่อเอาไปงาบแต่จริงๆ ไม่ใช่เลย อินทัชกับเพื่อนที่สนิทๆ กัน ชอบด่าว่าฉัน หน้าแร่ด 555 ไม่รู้สิคะ ^^ หน้าให้แต่ใจไม่รักเท่าไหร่ พอดีเบื่อๆ กับการมีแฟนด้วยล่ะ ก็เลยอยู่คนเดียวมาตลอดตั้งแต่เลิกกับคนนั้นเมื่อสมัยเรียน พูดถึงเรื่องครอบครัวของฉัน คุณพ่อกับคุณแม่ท่านเสียไปเมื่อห้าปีก่อนแล้วค่ะ ส่วนคุณยายที่อยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เด็กก็เสียไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา ตอนนี้ฉัน…อยู่คนเดียว เหงานะคะว่ามั้ย
“ปริม”
ขวับ! “คะ?” ฉันหลุดออกจากความทรงจำเก่าๆ แล้วเดินไปหาเขา ‘ผู้เป็นเจ้าของบ้าน’ “ว่าไง” ^^ เหมือนสนิทกับคนง่ายนะคะ นิสัยจริงๆ ก็แบบนี้ล่ะค่ะ
เหนือตะวันหันหน้าหนีไปอีกทางกับภาพสาวสวย หุ่นดี ที่ยิ้มหวานเดินเข้ามา จะว่าอีกฝ่าย อ่อย ก็คงไม่ผิด ‘ดูหล่อนสิ ทำหน้ายั่วซะขนาดนั้น’ แล้วไอ้คำพูดเหมือนสนิทกันมานาน คืออะไร? ไม่่ใช่ว่าเพิ่งรู้จักกันเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเหรอวะ “แค่จะถามว่าสามีเธอโทรมาใช่รึเปล่า”
“ไม่ชะ อ่อ ค่ะ” จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้สินะ ในเมื่อฉันสวมชุดแต่งงานมาที่นี่ บอกว่าไม่มีสามีคงไม่ได้ “เขาแก้ปัญหาไปแล้ว”
เหนือตะวันไม่ได้ปักใจเชื่อผู้หญิงแปลกหน้าที่ลูกน้องโง่ไปรับมา แต่มันไม่ใช่เรื่องของเขา จึงเลิกให้ความสนใจ นอกจากบอกอีกฝ่ายว่า “ก็ดี ตามสบายนะ อีกสองชั่วโมงฉันจะกลับมารับ”
เขาจะไปไหนคงไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะถาม ยกเว้นเรื่องสำคัญนี่ “คุณมีห้องพักแขกรึเปล่าคะ คือถ้าคุณจะไปที่อื่นก่อน ฉันว่าฉันจะขอนอนสักงีบ”
‘ผู้หญิงในเมืองใหญ่ เค้าไม่กลัวอะไรกันเลยสินะ’ เหนือตะวันแค่คิด แต่มันก็ควรจะเป็นอย่างที่หล่อนว่านั่นล่ะ สองชั่วโมงที่ว่างอยู่ตอนนี้ ใครจะถ่างตารอเวลาเฉยๆ อยู่ในบ้านคนอื่น “ติดกับห้องครัว มีห้องว่างที่ไม่ได้ล็อคกุญแจ เธอใช้ได้เลยเป็นห้องหนังสือของฉันเองมีที่นอนให้ด้วย”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันเดินไปตามทางที่เขาชี้โดยไม่หันกลับไปมองเจ้าของบ้านอีก ในหัวเฝ้าคิดถึงความซวยไม่จบไม่สิ้น ก็หวังว่าหลังจากที่ฉันเช่าโรงแรมได้แล้วมันคงไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรตามมาอีกนะคะ
เหนือตะวันเกาหัวตัวเอง ‘ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!’ ก่อนคนร่างใหญ่จะลุกออกจากที่นั่งแล้วก้มลงหยิบชุดเจ้าสาวที่ถูกทิ้งอยู่ตรงหน้าห้องน้ำติดมือไปด้วย ไม่ใช่อะไร แค่จะเอาไปซักให้ยัยเจ้าสาวนั่นก็แค่นั้น รับแขกน่ะ รับแขก!! รู้จักกันมั้ย??
&&&&
สองชั่วโมงต่อมา
ฉันยืนถือกระเป๋าใบเล็กและถุงใส่ของ (มงกุฎเล็ก รองเท้าส้นสูง เครื่องสำอาง) รอคุณเจ้าของบ้านที่กำลังถอยรถออกมารับ เขาบอกว่าใส่รองเท้าแตะของเขาไปก่อนแล้วค่อยไปหาซื้อเอาเองทีหลังและเขายังบอกอีกว่า ด้านหน้าของโรงแรมมีตู้กดเงินซึ่งอีกฝ่ายพูดประชดฉันว่า กดเงินไม่ใช้บัตรเป็นใช่มั้ย?? ‘ตาบ้า’ ช่างเถอะค่ะ อะไรไม่สำคัญเท่าฉันจะต้องไปนอนอยู่ในโรงแรมอีกกี่วันไม่รู้นะสิคะ...เบื่อแย่เลยสิทีนี้ “โรงแรมอยู่ไกลมั้ยคะ”
“ถามทำไม จะหลับอีกเหรอ”
‘ฮึ่ย! เขาประชดเก่งจังนะ’ ฉันหันหน้าหนีไปทางอื่นทันทีอย่างไม่อยากจะเสวนาด้วยสักเท่าไหร่ ปากแบบนี้ถ้าให้ฉันเดา เขาคงไม่มีแฟนแน่ๆ หรือมี...ก็ไม่รู้สิคะ ในระหว่างที่ฉันกับเขาต่างคนต่างเงียบ บังเอิญว่าเสียงโทรศัพท์เกิดดังขึ้นมา จำได้ว่าไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ของฉันหรอกค่ะ
ตรู๊ดๆๆๆ เหนือตะวันละจากถนนมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองก่อนจะขมวดคิ้ว เขารอจนเสียงนั้นเงียบลง ก่อนจะขับรถไปจอดอยู่ข้างถนน เขานั่งอยู่อย่างนั้นราวกับชั่งใจ “เฮ้อ” แล้วกดต่อสายเพื่อโทรกลับ “ว่าไงริน” เขารอฟังอีกฝ่ายพูดอยู่นานเกือบห้านาทีก่อนจะวางสาย มือหนาเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยคล้ายกับกำลังครุ่นคิด ‘ภรรยาเก่ามาที่นี่พร้อมกับลูก’ ใช่แล้วเขามีลูก...ตัวลูกน่ะเขาอยากได้มาเลี้ยงเอง ส่วนเมียเก่า ลาขาด เขาขับรถไปคิดไป ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางไปหาคู่สายเมื่อครู่ ตาคมมองถนนสลับกับมองสาวสวยข้างกาย หากหล่อนพูดง่ายมันคงดีหรือหากพูดยากก็ค่อยคิดหาหนทางกันใหม่ ยี่สิบนาทีผ่านไปรถของเขาก็จอดลงตรงหน้าชานชาลาและไม่ไกลจากจุดที่รถจอด เขาเห็นผู้หญิงที่เคยหลอกเขากำลังอุ้มลูกสาววัยกำลังน่ารักอยู่ตรงนั้น เหนือตะวันหันไปหาคนข้างๆ “ฉันมีข้อเสนอใหม่ให้เธอ” ข้อเสนอที่ว่านี้ เขาไม่ได้คาดหวังว่าเปรมิกาจะตกลงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็อยากเสี่ยงที่จะเสนอ
“ฉันมีข้อเสนอใหม่ให้เธอ”
ฉันมองเขาอย่างแปลกใจเห็นได้ชัดว่าที่นี่คือท่ารถโดยสาร แม้จะอยากถามว่าทางตรงไหนขาด ฉันก็ไม่ได้ถามเพราะถึงเขาจะบอกว่าเป็นถนนสายไหนฉันก็ไม่รู้จักอยู่ดี “ข้อเสนออะไรคะ แล้วโรงแรมอยู่ตรงไหนล่ะ” นี่คือสิ่งที่อยากรู้มากกว่า
“ช่วยแกล้งเป็นแฟนฉันแค่ชั่วคราวและอยู่บ้านด้วยกันไปก่อนโดยที่ฉันจะอำนวยความสะดวกให้เธอทุกอย่างจนกว่ากรมทางหลวงจะมาซ่อมถนนเสร็จ” มองตรงไปยังอดีตเมียเก่าที่ยังคงหันซ้ายหันขวา “ช่วยฉันหน่อย”
ฉันแอบตกใจเล็กน้อยแต่ก็มองตามสายตาของเขาไป ฉันเห็นผู้หญิงกำลังยืนอุ้มลูกอยู่ตรงนั้น เหมือนจะเข้าใจได้รางๆ ว่านั่นคงเป็นเมียกับลูกและทั้งคู่อาจจะเลิกกันแล้ว รึเปล่า? มันจึงเป็นหนึ่งเหตุลที่เขาขอความช่วยเหลือ “ฉันแต่งงานแล้วนะคะ” ‘หมายถึงการแต่งงานปลอมๆ กับอินทัชนั่นล่ะ’
เหนือตะวันถอนหายใจดังพรืด “ฉันรู้และไม่ได้อยากจะเป็นชู้กับเธอ เราแค่เป็นแฟนกันหลอกๆ หลอกเมียเก่าฉันนอกรถนั่นน่ะ”
‘อ่า กระจ่างชัดค่ะ’ ที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้ติดขัดอะไรกับข้อเสนอของเขานะคะ ในทางกลับกันฉันยังรู้สึกสนุกมากกว่าที่จะได้ทำอะไรแก้เซ็งในช่วงที่ตัวเองติดอยู่ในเขาในดอยแบบนี้ ถามว่ากลัวเขามั้ย…ไม่หรอกค่ะ ในเมื่อเขาก็รู้ว่าฉันแต่งงานแล้ว เขาย่อมไม่ทำอะไรฉันแน่ แต่หลักๆ ของงานนี้ฉันต้องถามรายละเอียดก่อนนะ “คุณไม่รักเธอเหรอคะ” ‘ไม่ใช่ว่ายังรักแต่ต้องการไม้กันหมา ซึ่งฉันจะไม่โอเค’ ฉันถามและมองเขาขับรถเข้าไปจอดเทียบเมียเก่า
“ในอดีตเคยหลง จนรู้ว่าตัวเองถูกหลอก แม่นั่นหอบเงินสิบล้านของฉันหนีเข้ากรุงไปกับชู้ เท่านั้นไม่พอยังไม่ยอมคืนลูกให้ฉันอีก มาเถอะ” ยื่นมือไปลูบผมเจ้าสาวของคนอื่นแล้วย้ำ “แสดงให้สมบทบาทแล้วฉันจะบริการเธออย่างเต็มที่เลย ปริม”
^^ คริคริ รู้สึกสนุกขึ้นมาเลยค่ะ “ค่ะ พี่เหนือ” ฉันแอบเห็นเขาชะงักไปนิดแต่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรนอกจากลดมือลงแล้วเปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับเมียเก่าที่กำลังอุ้มลูกอยู่ ส่วนฉันก็ไม่รอช้า…เปิดประตูรถตามลงไปสิคะ!!
&&&&
“นี่ใครคะเหนือ” รมิดาถามอดีตสามีที่เธออยากจะกลับมาขอคืนดี
เหนือตะวันหันมองสาวสวยข้างกายในชุดนักฟุตบอลของเขา อกเป็นอกตูมๆ ขาขาวเรียวเล็ก ผมสลวยสีน้ำตาลเป็นลอน ที่สำคัญคือหล่อนกอดแขนเขาจนรู้สึกได้ถึงความนุ่มหยุ่นแนบเนื้อ “นี่ปริม แฟนของฉันเอง เธอมาที่นี่ทำไมริน”
คนอุ้มลูกหน้าเครียดก่อนจะแสร้งบีบน้ำตา “ฉันมาตามบัตรเชิญงานเลี้ยงหลังแต่งงานของน้องสาวคุณ เพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้แต่ติดต่อคุณไม่ได้ ฉันกับลูกเลยไปเช่าห้องพักรายวันอยู่ข้างๆ ท่ารถนี่” เม้มปากก่อนจะก้มมองลูกน้อยวัยสี่ขวบ “สวัสดีพ่อสิมะนาว”
“สวัสดีค่ะพ่อขา อุ้มหนู” ส่งแขนเล็กๆ ไปให้คุณพ่อผู้ใจดี
ซึ่งเหนือตะวันก็ไม่ได้ปฏิเสธ ความจริงจากปากของรมิดามันทำให้เขาสงสารลูกมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ “ง่วงรึเปล่าคะลูก” ก้มมองสาวน้อยในอ้อมกอดที่มีใบหน้าคล้ายเขามากกว่าแปดส่วนพร้อมหอมแก้มดัง ฟอด!! “อยากมาอยู่กับพ่อตลอดไปรึเปล่า” ในคำถามมีความกดดันรมิดาเล็กๆ “แค่ลูก”
ฉันมองสองพ่อลูกกอดกันพร้อมกับยิ้มตาม แต่ไม่ใช่ไม่รู้นะคะว่าฝั่งตรงกันข้ามน่ะมีสายตาฟาดฟันของเมียเก่า หากมันเปลี่ยนเป็นมีดได้ ฉันคงถูกแทงจนพรุนไปแล้วล่ะ ใดใดคือต้องลองดูท่าทีแฟนกำมะลอของฉันก่อนนะคะ ว่าจะเข้าข้างฉันได้จริงในฐานะแฟนรึเปล่า ^^ “พี่เหนือคะ ปริมว่าเราพาลูกกลับไปนอนที่บ้านก่อนดีมั้ย แดดแรงเดี๋ยวน้องจะไม่สบาย”
เหนือตะวันฟังเสียงสาวสวยน่ารักแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “เอาเป็นว่าฉันจะเห็นแก่ลูก ให้เธอไปพักที่บ้านก่อนจนกว่างานเลี้ยงจะเสร็จ หลังจากนั้นเรามาคุยเรื่องลูกกันจริงๆ จังๆ ซะที”
แล้วทั้งหมดจึงพากันขึ้นรถไป โดยสองแม่ลูกนั่งอยู่ทางด้านหลัง เหนือตะวันกับแฟนกำมะลอนั่งคู่กันอยู่ด้านหน้า ตลอดเวลาการเดินทาง เด็กน้อยมะนาวนอนหลับไปโดยไร้เสียงงอแง จะมีเพียงเสียงพูดคุยกะหนุงกะหนิงของคู่รัก? เท่านั้นที่ทำเอารมิดาอยากจะขอให้สามีเก่าจอดรถอยู่เป็นพักๆ
&&&&
ไร่สุขสันต์
“นอนในห้องข้างล่างนี่นะ ถ้าไม่จำเป็น…ไม่ต้องขึ้นไปข้างบนมันไม่ใช่ที่ของเธอ”