ผมกลับมาถึงโรงแรมควอซ์ตั้งแต่ตอนสายหลังผ่านมรสุมจากเมื่อคืน โทรบอกคิงส์ไปว่าจะไม่เข้าสถานีและนอนดูข่าวจนถึงตอนนี้ ผมได้ยินจากวิทยุสื่อสารว่ามีเหตุฆาตกรรมที่โบสถ์แถวเซาท์บีช การที่ติดต่อสตีลไม่ได้ทำให้ผมร้อนใจมากกว่าเดิม ผมรู้ว่าเธอจะไม่เป็นอะไร แต่การตายของบาทหลวงในนั้นคงสร้างบาดแผลทางใจให้เธออย่างมาก ผมรีบลุกจากเตียงหลังได้ยินเสียงเคาะประตูหน้า เดินออกมาเปิดประตูรับสตีลหรืออาจจะเป็นใครก็ตามที่มาหา และเธอก็มาจริงๆ
"เธอโอเคใช่มั้ย?"
ผมมองมือทั้งสองข้างที่เปื้อนเลือด ชุดเดรสสีดำที่ผมเป็นคนถอดเองกับมือเขรอะไปด้วยเลือด สตีลไม่พูดอะไรก่อนจะเดินเข้ามาโดยไม่พูดอะไร ทิ้งตัวลงบนโซฟาช้าๆ ดวงตาคู่นั้นบอกเรื่องราวที่เธอพบเจอมา เจ็บปวด...และโกรธแค้น
"ฉันรู้แล้วนะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง" ผมเดินไปนั่งข้างสตีล ยื่นมือผมไปกุมมือเธอไว้
"ไอ้ลูกหมาพวกนั้น...มันฆ่าเขา ฆ่าคนที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้" สตีลออกแรงบีบจนมือผมเริ่มชา "คนที่ช่วยฉันไว้"
ผมกลืนน้ำลาย ไม่รู้จะรับมือกับความรู้สึกของเธอยังไง เกิดผมไปพูดอะไรสะเทือนความรู้สึกเธอเข้าล่ะ? ดวงตาสีเทาคู่นั้นมองที่ผม เธอเขยิบตัวไปเล็กน้อยเพื่อให้ผมสามารถนั่งได้กว้างขึ้น
"เล่าให้ฟังได้มั้ย?" ผมเปลี่ยนเสียงให้ดูสุขุมลง พร้อมที่จะรับฟังเธอ
"ตอนที่เข้าไปช่วยนายน่ะ คนในองค์กรเข้าใจว่าฉันเรียกเอฟบีไอมาถล่มนัฆ่าพวกนั้น"
"เธอเลยถูกองค์กรหมายหัว?"
"และเมื่อเช้า ฉันไปที่โบสถ์ พวกมันยิงบาทหลวงที่ช่วยฉันไว้..."
แววตาของสตีลเปลี่ยนไปทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ผมรับรู้ถึงความแค้นที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ สตีลในตอนนี้เหมือนปรมาณูที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ผมรู้ว่าการปลอบใจเธอด้วยขนมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก การใช้ลูกปืนระบายอารมณ์คงจะช่วยได้มากที่สุด
"ได้ข่าวมาว่าที่นี่มีที่ซ้อมยิงปืนนี่ คงดีนะถ้าเราสองคนไปลองฝีมือกัน"
"ฉันรู้ว่านายอยากช่วยนะนีโอ" สตีลคลายมือออก เธอเงยหน้าขึ้นและยิ้ม "แต่นายคงไม่อยากเห็นหัวฉันหลุดออกจากบ่าใช่มั้ยล่ะ? พวกนั้นคงแห่มาลากฉันไปยิงนอกโรงแรมอยู่แล้ว"
"งั้นไปสถานีตำรวจกัน" สตีลดูจะไม่เห็นด้วยนัก "ฉันไม่จับเธอเข้าคุกหรอกน่ะ"
"ฉันเชื่อใจนายได้ใช่มั้ย?" เธอมองที่ผมและตัดสินถามออกมาอย่างนั้น ถามแทงใจดำชะมัด "ขอโทษที่ถามแบบนั้นนะ ฉันแค่...เจอเรื่องหลายอย่างน่ะ"
"เชื่อใจได้สิ บอกแล้วไงว่าฉันจะไม่มีทางทำร้ายเธอ"
สตีลพยักหน้า จากนั้นผมและเธอก็ใช้เวลาอาบน้ำร่วมกันโดยที่ผมอยากจะช่วยเธอ ผมมองสตีลที่เริ่มถอดเสื้อเดรส รองเท้าบู๊ต สิ่งปดปิดร่างกายเธอออกทีละชิ้นจนผมได้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แผ่นหลังขาวเนียนที่ผมไม่เคยได้เห็นในตอนเรามีเซ็กส์กันเต็มไปด้วยแผลเป็นจากแส้...กระสุนปืน และรอยสักสั้นๆ ที่เป็นรหัสมาร์ตินี่ตรงสะโพก
"นี่มัน...ให้ตายเถอะสตีล"
ผมจินตนาการถึงสิ่งที่สตีลเคยเผชิญไม่ออก จนเมื่อสตีลหันมา แผลเป็นด้านหน้าของเธอมีไม่มากนัก เป็นแค่แผลกระสุนและรอยข่วนที่เธอเพิ่งจะไปได้มาไม่นาน สตีลคว้ามือผมไว้
"นายอยากช่วยฉันอาบน้ำนี่ ใช่มั้ย? มีสติหน่อยสิ"
ผมพยักหน้าและพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น สตีลก้าวลงไปในอ่างน้ำและมองผมที่ยังยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก ผมไม่อยากจะจำภาพแผลเป็นพวกนั้นและรีบกลับมาตั้งสติ ผมคุกเข่าลง เปิดน้ำจากก๊อกและเริ่มถูแผ่นหลังที่เขรอะไปด้วยเลือดที่แห้งแล้ว
"น่าตลกดีนะ ทั้งๆ ที่ฉันอยากจะฆ่านายแท้ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาจบแบบนี้"
"แล้วไม่ดีหรอ?"
"ฉันแค่ไม่อยากให้คนที่ฉันรักตกอยู่ในอันตราย ไม่อยากให้นายจบเหมือนอีธาน"
เป็นผมเองก็คงไม่อยากให้ใครมาอยู่ในชีวิตแบบนี้ อาจเป็นคำสาปที่เธอพรากชีวิตคนไปมากจนโชคชะตาเป็นฝ่ายพรากคนที่เธอรักไป ถึงแม้ผมจะเกลียดสิ่งที่สตีลเคยเป็นมากขนาดไหน แต่เธอเองก็ไม่สมควรเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ผมล้างคราบฟองสบู่ออก จ้องมองรอยแผลเป็นที่ใหญ่สุดกลางหลังและถามออกไปด้วยความสงสัย
"เธอได้แผลแส้นี่มาจากไหนน่ะ?"
ผมถูกพามาที่องค์กรอีกครั้ง ตั้งแต่ที่วิกโก้รู้ว่าสตีลจะตามฆ่าเขา ที่อยู่ ที่กบดานของทุกคนในฝ่ายตะวันตกถูกย้ายเปลี่ยนใหมทั้งหมด และทุกๆ ครั้งที่ผมจะเข้ามาที่นี่คนของวิกโก้จะปิดตาผมและพาเข้ามาทุกครั้ง เป็นการบอกนัยๆ ว่าวิกโก้คงเริ่มไม่ไว้ใจผมตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในหอศิลป์
ผมที่ยังสะลึมสะลืออยู่ถูกดึงผ้าปิดตาออก ยูกะเปิดประตูรถก่อนจะดึงคอเสื้อผมออกมา และผมก็เซไปตามแรงกระชาก
"ฉันไม่หนีไปไหนหรอกน่า ไม่เห็นต้องรุนแรงเลย"
"นายไม่รู้หรอกว่าฉันรอนายมานานขนาดไหน" ผมยักคิ้วแปลกใจ "รอ? รออะไร"
"หมายถึงวิกโก้น่ะ"
ยูกะยิ้ม เธอลากผมเข้าไปด้านในอาคารมาจนถึงห้องหนึ่ง เธอเปิดไฟ ผมจำห้องนี้ได้ดี มันเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสโล่งๆ ที่อาจดูไม่มีอะไร แต่ผมได้เห็นหลายอย่างที่เกิดขึ้นในห้องนี้มา ถึงจะไม่เคยโดนกับตัวเองก็ตาม แต่มันก็เป็นภาพที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม
ผมมองสตีลที่มือทั้งสองข้างถูกล่ามกับเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ ถูกบังคับให้ยืนดูเธอถูกเฆี่ยนพร้อมกับวิกโก้ซึ่งดูไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับวิธีนี้นัก แต่สตีลดันก่อเรื่องกับคนที่ตำแหน่งสูงกว่าวิกโก้มาก ผมว่าโชคดีแล้วล่ะที่เธอแค่ถูกเฆี่ยนเป็นการลงโทษเท่านั้น
"พอแล้ว!"
วิกโก้ตะโกนขอร้อง คีปเปอร์รุ่นเก่าที่พาดเสื้อสูทขาวนอกไว้และพับแขนเสื้อเชิ้ตสีดำขึ้น รองเท้าแบบอ๊อซ์ฟอร์ดที่ดำเงานั้นไม่เข้ากับแส้ม้าที่เขาถืออยู่เลยสักนิด ผู้ดูแลที่สั่งลงโทษสตีลพยักหน้ากับคีปเปอร์ เขาวางแส้บนโต๊ะและคว้าเสื้อสูทเดินออกจากห้อง
"ครั้งนี้สาวน้อยคนนี้โชคดีนะ" ชายผู้ดูแลกล่าวกับวิกโก้โดยไม่หันมามอง "จำไว้ว่าอย่าตั้งคำถามกับพวกเราอีก"
ผมมองสตีลซึ่งหมดสติไปแล้ว รอยแผลที่เป็นทางยาวและลึกไปจนถึงกล้ามเนื้อ เลือดส่วนนึงหยุดไหล ผมแทบคลื่นไส้เมื่อเห็นภาพแบบนี้เป็นครั้งแรก จนเมื่อผู้ดูแลเดินออกไปพร้อมกับคีปเปอร์ ผมเข้าไปช่วยวิกโก้แก้กุญแจมือออกก่อนจะพาสตีลไปที่ห้องปฐมพยาบาลที่อยู่ชั้นสิบสองของตึกนี้ รอยเลือดหยดเป็นทางยาวจนผมกลัวว่าสตีลจะเสียเลือดตายซะก่อน
"หมอ..หมอหลอง! เปิดประตู!!" วิกโก้แทบจะพังประตูเข้าไปเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ
'รอแป๊บนึงสิ นายก็รู้ว่าฉันแก่แล้ววิกโก้'
หมอชาวจีนสูงอายุคนหนึ่งเปิดประตูและเงยหน้ามองเราสองคน ดูแล้วเขาน่าจะอายุแปดสิบกว่า และลูกชายเขาที่เป็นหมอเหมือนกันก็เข้ามารับช่วงพยุงสตีลที่หมดสติไปยังเตียง เขาหยิบขวดน้ำที่วางอยู่และเปิดฝาออก
"นั่นแอลกอฮอล์หรอครับ?"
"ไม่...แค่น้ำอุ่นน่ะ เธอไม่ได้โดนเชื้อโรคอะไรมาใช่มั้ย" หนุ่มตาตี่หันมาถามผม
"ไม่ครับ ผมคิดว่าไม่"
"งั้นช่วยกดเธอไว้ที เพราะมันจะเจ็บมากเลยล่ะ"
ผมพยักหน้าและจัดการยกมือทั้งสองข้างของสตีลมาไว้บนหัวเตียงเพื่อจะได้ล็อกมือเธอสะดวก หมอหนุ่มพยักหน้าก่อนที่จะเทน้ำลงกลางหลังสตีล เธอสะดุ้งตัวขึ้นจนผมตกใจก่อนจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
"จับเธอไว้แน่นๆ" เขาพูดก่อนจะเทน้ำอุ่นลงมามากกว่าเดิม สตีลดิ้นพล่าน น้ำเสียงขาดช่วงก่อนที่เธอจะหมดสติไปอีกครั้ง
"...เธอจะไม่เป็นไรใช่มั้ย?"
"ไม่หรอก แต่แผลหนักแบบนี้คงต้องเย็บแบบเร่งด่วนเลย เธอสองคนออกไปก่อนจนกว่าจะออกไปเรียก"
ผมพยักหน้า หมอหนุ่มและคนพ่อรูดผ้าม่านไม่ให้เราเห็นการรักษาแผล ผมมองวิกโก้ที่ทิ้งตัวรออยู่ตรงโซฟาห้องนั่งเล่น ผมเห็นภาพพ่อที่ห่วงลูกสาว สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคำว่าครอบครัว ที่นี่เราอยู่กันแบบนี้ และผมคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิกโก้ดูอ่อนแอในสายตาขององค์กรและทำให้เขาไม่ได้เป็นผู้ดูแลซะที ทั้งๆ ที่คุณสมบัติความเป็นผู้นำของวิกโก้มีครบทุกอย่าง
"สตีลจะไม่เป็นอะไร" ผมพูดปลอบใจและเข้าไปนั่งที่โซฟาข้างวิกโก้ "คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะ
"ฉันรู้ แค่คิดว่า...เราไม่ควรเป็นแบบนี้ องค์กรเรามันชักจะป่าเถื่อนขึ้นทุกที เหมือนพวกเรากลายเป็นปีศาจที่สนุกกับการทำแบบนี้แล้ว"
ผมเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ทุกอย่างที่นี่มันเริ่มจะเน่าเฟะลงไปทุกที นอกจากเรื่องการเฆี่ยนต่อหน้าคนในองค์กรก็มีอีกมาก ทั้งเรื่องที่ให้พวกคีปเปอร์เป็นคนเค้นข้อมูลก่อนที่เราจะมีหน่วยดูแลพิเศษในภายหลัง ซึ่งวิธีที่คนพวกนั้นทำมันเกินมนุษย์จริงๆ
"คุณก็สู้เขาสิวิกโก้ ถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย...ทุกอย่างจะพังลงและแย่กว่านี้"
"ฉันทำได้...คาร์ล แต่ฉันไม่อยากทิ้งพวกเธอ นายกับสตีลเป็นเหมือนลูกแท้ๆ ของฉัน และฉันไม่อยากเสียพวกเธอไป...ลองมองที่สตีลสิ นายคิดว่าเธอควรจะมาอยู่ในชีวิตแบบนี้มั้ย?"
"ไม่ครับ" ผมตอบกลับสั้นๆ วิกโก้ถอนหายใจและจ้องมองเงาที่ทะลุผ่านผ้าม่านและกล่าว
"ฉันเคยคิดอยากให้สตีลหนีไปจากที่นี่ เตรียมเงิน ที่อยู่ งาน เตรียมทุกอย่างให้เธอออกไปใช้ชีวอตแบบปกติ รู้มั้ยเธอพูดว่าอะไร 'คุณช่วยชีวิตหนูไว้แล้ว คุณเป็นคนต้องการหนู คุณปล่อยหนูออกไปก็ไม่ต่างกับการทิ้งให้หนูตายหรอก' และเธอก็ดื้ออยู่ต่อจนฉันยอมรับเธอ ฉันถึงถูกชะตากับเธอมากกว่าคนอื่นไง"
ผมพอเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมวิกโก้ถึงรักสตีลมากขนาดนี้ หมายถึงผมเคยอิจฉาสตีลที่ได้อิสระมากกว่าผม เธอได้ออกไปข้างนอก ได้ไปเที่ยวและใช้ชีวิตแบบปกติบ้าง แต่คงเพราะสตีลนั้นดูแลตัวเองได้แล้ววิกโก้จึงปล่อยให้เธอออกไป
"...คุณก็แค่ปล่อยพวกเราไป มันคงถึงเวลาแล้วครับวิกโก้ เชื่อผมสิ"
วิกโก้ฝืนยิ้มก่อนจะพยักหน้ากับผม จนเมื่อหมอหนุ่มเปิดผ้าม่านและเรียกเราสองคนไปดูสตีล ผมไม่รู้ว่าวิกโก้รู้สึกยังไงกับคำพูดของผม แค่หวังว่าอะไรหลายๆ อย่างคงจะขึ้นหากเขาออกมาทำอะไรซักอย่าง และเขาก็มาถึงวันนั้นจริงๆ วันที่เขากลายมาเป็นผู้ดูแลที่น่าเกรงขามที่สุดคนหนึ่งในองค์กร
"ฉันหวังว่านายจะฟังฉันอยู่นะคาร์ล"
วิกโก้พูดขึ้น สติผมกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าวิกโก้โดยมียูกะยืนคุมอยู่ด้านหลัง และคีปเปอร์อีกคนที่ยืนเงียบไม่พูดอะไรตั้งแต่ที่ผมเข้ามา บรรยากาศในห้องสีขาวซึ่งเคยคลุ้งกลิ่นเลือดเริ่มอบอวลไปด้วยความน่ากลัว
"เอาล่ะคาร์ล ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะ นายคุยอะไรกับสตีลบ้าง?"
"ผมแค่...บอกเธอไปว่าคุณอยากจะฆ่าเธอ"
ผมบอกความจริงบางส่วนออกไปและไม่กล้าพูดต่อ หวังว่าวิกโก้จะเชื่อว่ามีแค่นั้นจริงๆ แต่เขาถอนหายใจเหมือนผิดหวังกับคำตอบที่ผมให้ไป คีปเปอร์หนุ่มผมบลอนด์มองผมเหมือนอยากจะคว้านหัวใจด้วยสายตาแบบนั้น
"ฉันรู้มาว่านายเป็นคนช่วยสตีลที่หอศิลป์ แล้วฉันยังไม่นับเรื่องที่นายไปขวางนักฆ่าที่จะจัดการเธอด้วยนะ ยอมรับซะเถอะคาร์ล โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา"
ผมมองหน้าวิกโก้ รู้ว่าคราวนี้เขาคงเอาจริงและไม่ปล่อยผมไว้ แต่ผมยังคิดเข้าข้างสตีล ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้วหากยอมรับที่จะหันหลังให้กับองค์กรนี้ หรือวิกโก้ก็ตาม
"คุณรู้ว่าสตีลเป็นคนยังไง ถึงคุณจะส่งคนไปหมดองค์กร ตราบใดที่ลูคัสยังไม่ตายเธอจะไม่ยอมหยุด เชื่อผมเถอะว่ามันเป็นโชคชะตาของคุณ และคุณก็รู้ว่าทั้งหมดมันเป็นความผิดของใคร ใช่รึเปล่า?"
ผมสังเกตเห็นได้เลยว่าสีหน้าวิกโก้ในตอนนี้เปลี่ยนไป...เขารู้ดีว่ามันเป็นเพราะใคร วิกโก้ลุกเดินออกจากห้อง ผมที่ไม่ได้ระวังตัวถูกยูกะใช้ยาสลบฉีดเข้าที่คอ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ไม่ถูกรับรู้อีกต่อไป
ฉันถูกนีโอจูงมือมาเข้ามาในสถานีโดยไม่เต็มใจนัก ภายในสถานีนั้นเล็กมากและมีอยู่เพียงชั้นเดียว ดูเหมือนสถานีเนเปิลคงจะไม่ได้เป็นสถานีหลักของเมืองเท่าไหร่
"เธอคงไม่ถูกกับที่แบบนี้สินะ" นีโอกระซิบ
"ไม่คิดอยากจะเข้ามาด้วยซ้ำ" ฉันพึมพำกับตัวเอง นีโอเดินไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และซักพักเขาก็เดินกลับมาพร้อมบัตรเยี่ยมชม นีโอติดเข็มกลัดให้บนหน้าอกของฉัน
"ไปกันเถอะ"
"ไปไหน?" ฉันถามแต่ก็ถูกนีโอดึงตัวเข้าไป
"ตามมาเถอะน่า"
เขาพาฉันมาถึงห้องซ้อมยิงปืนขนาดย่อม ไม่มีใครที่นี่นอกจากเรา นีโอไม่พูดอะไรมากนักก่อนจะเดินไปหยิบที่ครอบหูสองอันออกมาจากชั้น ปืนกล็อกสิบเก้าที่วางอยู่ในตู้นิรภัยและกระสุนเก้าม.ม.อีกหนึ่งกล่อง
"ฉันคงไม่ต้องสอนยิงปืนใช่มั้ย" นีโอพูดหยอก
"ขอบใจที่ประชดกันนะ"
ฉันปลดแม็กกาซีนออกมาและยัดกระสุนเข้าไปจนครบสิบห้านัด เลื่อนสไลด์และวางปืนไว้บนโต๊ะ นีโอสวมที่ครอบหูรอ แต่ของแบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับฉัน
"...ลืมไปว่าเธอชินแล้ว"
ฉันพยักหน้า เขาเดินไปเก็บที่ครอบหูไว้ในชั้นก่อนจะเดินกลับมา ฉันถือปืนเตรียมพร้อม จนเมื่อเป้ารูปคนอันแรกปรากฎขึ้น ฉันยิงไปทันทีโดยไม่ลังเล ดูจากระยะห่างคงจะแค่หนึ่งร้อยเมตร แน่นอนว่ากระสุนเข้ากลางหัวทุกนัด ฉันมองที่นีโอเป็นการถามความพึงพอใจจากเขา แต่นีโอดูเหมือนจะรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
"ทำไมหรอ?"
"เปล่า แค่ไม่ชินน่ะ...ปกติฉันไม่ยิงคนร้ายแบบนั้น"
ฉันวางปืนลง ลำกล้องร้อนเป็นไฟจนอาจไหม้ข้างในได้ มันไม่ควรร้อนขนาดนี้ ฉันตัดสินใจคว้าเก้าอี้ที่อยู่ริมประตูมานั่งและเริ่มถอดชิ้นส่วนด้านในออก พอถอดสไลด์ออกถึงได้เจอสนิมเขรอะอยู่ข้างใน มิน่ายิงนัดแรกแล้วมันถึงร้อนเร็วเกินไป
"สนิมนี่" นีโอยื่นหน้ามาดูใกล้ๆ
"ขอชุดทำความสะอาดหน่อยสิ แล้วก็เอาปืนมาให้หมดทั้งชั้นเลย เดี๋ยวฉันจัดการให้"
นีโอเดินออกไปจากห้อง และหลังจากนั้นเขาก็กลับมาพร้อมชุดทำความสะอาดปืน ฉันหยิบดอกแส้ออกมาขัดด้านในลำกล้องให้สนิมหลุดออก ซึ่งมันค่อนข้างยากพอสมควร นีโอวางปืนกล็อกอีกประมาณห้ากระบอกบนโต๊ะและช่วยฉันแกะชิ้นส่วนออก ฉันทำความสะอาดลำกล้องเสร็จ จัดการหยอดน้ำมันลงไปและสวมสปริงดีด ส่วนไกปืนและแม็กกาซีนไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก
เราสองคนนั่งจัดการปืนในห้องนั้นอยู่นาน นานพอจนคนในสถานีกะเช้าแยกย้ายกลับบ้านกันหมด และในที่สุดก็จัดการทำความสะอาดทุกชิ้นส่วนเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้ประกอบชิ้นส่วนกลับไปเหมือนเดิม
"เยอะชะมัด ให้ตายสิ" นีโอพูดพลางถอนหายใจโล่งอก
"อยากลองเล่นเกมรึเปล่า?"
"เอาสิ"
"ห้ามเปลี่ยนใจนะ"
นีโอหัวเราะก่อนจะทำหน้าท้าทาย ฉันหยิบชิ้นส่วนปืนที่วางไว้ทั้งหมดสองกระบอกและแยกไปวางตรงหน้าเขาหนึ่ง ส่วนของฉันอีกหนึ่งส่วน จากนั้นฉันก็หยิบกระสุนเก้าม.ม.ส่งไปให้เขา นีโอเลิกคิ้วแปลกใจ
"รัสเซียนรูเล็ตรึไง?"
สติฉันดับวูบไปครู่นึงเมื่อได้ยินคำนั้น หลุดเข้ามาความทรงจำแย่ๆ ที่ฉันไม่อยากจะคิดถึงมันด้วยซ้ำ ได้โปรด...
'เรามาเล่นเสี่ยงดวงกันดีกว่า มาร์ตินี่'
ฉันนั่งอยู่ตรงหน้านักฆ่าหนุ่มคนหนึ่งในองค์กร คีปเปอร์วางปืนลูกโม่บนโต๊ะและกระสุนหนึ่งนัด ชายหนุ่มคนนั้นหยิบปืนและใส่กระสุนเข้าไป เขาหมุนลูกโม่เร็วมากจนฉันมองแทบไม่ทันก่อนจะตบลูกโม่กลับเข้าไปในปืน แล้วเขาก็เอาปืนจ่อขมับตัวเอง มองที่ฉันด้วยความหวาดกลัว
แช๊ะ! เสียงนั้นทำเอาสติฉันกระเจิง แต่อย่างน้อยเขาก็รอดไปแล้ว คราวนี้ถึงตาฉัน คีปเปอร์ตรวจสอบความเรียบร้อยของปืนก่อนจะส่งกลับมา
"ทำไมถึงทำแบบนี้กับฉัน?" ฉันร้องไห้ก่อนจะมองหน้าคีปเปอร์ คนเดียวกันที่เป็นคนทรมานฉันเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
"เพราะมันน่าสนุกไง"
เขาไม่พูดอะไรต่อ ฉันไม่มีทางเลือก หยิบปืนและหมุนลูกโม่ ฉับ! เสียงลูกโม่กระทบกับปืน ฉันยกปากกระบอกจ่อตรงขมับ กลั้นน้ำตาและรวบรวมความกล้าเพื่อเหนี่ยวไก จนเมื่อเสียงแช๊ะดังขึ้น ฉันยังไม่ตาย...ฉันส่งปืนให้ชายคนนั้น คราวนี้คีปเปอร์ไม่ได้เช็คปืน นักฆ่าคนนั้นหมุนลูกโม่และตบตลับเข้าไป แต่คราวนี้สีหน้าเขาเปลี่ยนไป เหมือนเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาเหนี่ยวไกครั้งนี้
'ดีใจที่ได้ร่วมชะตากับเธอนะ มาร์ตินี่'
"...เช่นกันค่ะ"
ปัง!
"สตีล?"
ฉันตื่นจากอดีตก่อนจะหันกลับมาหานีโอที่กำลังรออยู่ ส่วนเรื่องเกมบ้านั่น...เขาก็แค่สมองกระจุย ฉันรอด และมันก็ยังเป็นภาพติดตาฉันมาจนถึงทุกวันนี้
"โทษที นายแค่ประกอบปืนให้เร็วที่สุด ทำยังไงก็ได้ให้อยู่ในสภาพพร้อมยิง แต่ไม่ต้องยิงจริงๆ หรอกนะ"
"ฉันว่าฉันแพ้เธอแน่เลย"
ฉันทาบมือทั้งสองข้างบนโต๊ะ นีโอมองตาฉัน ท่าทางเขาตั้งใจอยากจะเอาชนะฉัน
"เริ่ม!"
ฉันพูดและคว้าเอาสไลด์เลื่อนและลำกล้องมาก่อนเป็นอย่างแรก ลำกล้องถูกสวมก่อนที่ฉันจะดันสปริงเข้าไป ฉันมองนีโอ ตอนนี้เขาช้ากว่าฉันอยู่นิดหน่อย แต่ฉันสังเกตนีโอที่ยัดกระสุนเข้าไปในรังเพลิงแทนใส่ในแม็กกาซีน ฉันรีบสอดสไลด์เลื่อนเข้าไปในตัวปืน จังหวะที่ฉันกำลังยัดกระสุนเข้าไปในแม็กกาซีนนีโอก็ใช้ปืนจ่อที่หัว ทั้งๆ ที่แม็กกาซีนยังวางอยู่บนโต๊ะ จริงๆ ก็ถือว่าเขาโกงนั่นแหละ แต่ฉันบอกเขาไปว่าทำยังไงก็ได้ให้ปืนพร้อมยิง คำพูดของฉันกลับมาทำร้ายตัวเองอีกแล้วสิ
"ปิ้ว!" นีโอทำท่ายิงและทำเสียงประกอบ ฉันวางปืนพกลง
"นายนี่เจ้าเล่ห์ชะมัด"
ฉันยิ้ม นีโอนิ่งไปก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามา ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนฉันพริ้มตารอจูบจากเขา แต่แล้วเสียงประตูก็ดังขัดจังหวะ เราสองคนหันไปมองบุคคลปริศนาที่โผล่เข้ามา ใบหน้าที่คุ้นเคยนั่นยังไม่ทำให้ฉันตกใจมากกว่าป้ายเอฟบีไอที่เขากำลังห้อยคอไว้ เขามาได้ยังไง? ฉันหันไปหานีโอพร้อมคำถามในหัว สลับกับใบหน้าของชายหนุ่มเอฟบีไอรูปร่างสันทัด ฉันเคยเจอเขาเมื่อนานมาแล้ว เจ้าหน้าที่พิเศษเฮนรี่ ดัลลาส ฝ่ายความมั่นคงของประเทศ เขามาทำบ้าอะไรที่นี่?
"เฮนรี่..."
"...ไม่คิดว่าจะมาเจอเธอเลยนะ สตีล"
[End of Chapter 15]