บทที่ ๑
ฤกษ์วันเเต่งงานเดินทางมาถึงไวเหมือนโกหก ครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวเดินทางมายังบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ผสมผสานงานไม้ของประตูเเละหน้าต่าง งานผนังเเนวลอฟท์ปูนเปลือ ที่จะใช้เป็นเรือนหอให้เเกทั้งคู่ มีพื้นที่ขนาดกว้างขวาง เเละมีสวนดอกไม้เล็กๆ น้อยๆ เมื่อรองเท้าเเตะพื้นก็ต้องพบอุปสรรคเเต่เช้าตรู่
เรื่องงานเเต่งระหว่างสองตระกูลที่มีชื่อเสียง มันทำให้ความสนใจเเก่บรรดานักข่าวได้ค่อนข้างมาก ทำให้คุณนิพนธ์เเละครอบครัวต้องเดินฝ่าฝูงชนนักข่าวหลากหลายสำนัก เเสงเเพลชจากกล้องหลายตัวถูกกดรัวๆ คำถามถูกถามจี้อย่างกับปืนกลร้อยนัด คุณนิพนธ์เเละครอบครัวทำได้เพียงฉีกยิ้มให้ เเล้วรีบเร่งเท้าออกจากจุดที่ชุลมุนนี้ โดยมีคนค่อยกั้นไม่ให้นักข่าวล่วงล้ำเกินไป พอพ้นจังหวะชุลมุนเข้ามาด้านในได้ ก็ต้องเจอกับเเขก ญาติผู้ใหญ่ เเละคนที่คุ้นหูคุ้นตากัน เดินเข้ามาหาครอบครัวคุณนิพนธ์ ทุกคนล้วนเเต่ให้คำยินดี
บรรยากาศภายในงานค่อนข้างรื่นรมย์ ธีมงานเเต่งถูกจัดให้เป็นเฉดสีขาวสะอาดหูสะอาดตา เปรียบดั่งความรักอันบริสุทธิ์ของทั้งสองคน มีหมู่ดอกไม้หลากสีสันถูกประดับประดาอยู่ภายในงาน กฐินมองงานวิวาห์ที่ใหญ่โตเหมือนในนิยาย เเม้นในความคิดของคนตัวเล็กจะบอกว่าจุดนี้คือฝัน เเต่มันก็เป็นฝันที่ไม่พ้นความจริง
เรากำลังเเต่งงานจริงๆ สินะ
คุณนิพนธ์เเละคุณเข็มจะขออยู่คุยกับเเขก เลยยกหน้าที่ดูเเลกฐินให้กับ ‘นํ้าค้าง’ ลูกสาวคนที่สองของป้าศรีสืบต่อจากเธอ นํ้าค้างจึงต้องพากฐินเดินมาห้องเเต่งตัวของเจ้าสาว โดยมีคนดูเเลเจ้าสาวอีกคนเป็นคนนำทาง
“คุณกฐินจะทานอะไรรองท้องหน่อยไหมคะ” นํ้าค้างยื่นขนมชั้นใบเตยในมือ ที่เธอหยิบติดไม้ติดมือจากเรือนกลิ่นโกสุม ยื่นให้กฐินเพื่อจะให้คนตัวเล็กทานอะไรรองท้องสักหน่อย กฐินส่ายศีรษะไปมา ยิ้มอ่อนๆ ไปพลาง
“ไม่ครับ”
“เเต่คุณกฐิน ไม่ได้ทานอะไรมาเเต่เช้าเเล้วนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่”
นํ้าค้างไม่อยากบังคับคุณหนูของเธอ เธอทำได้เพียงพยักหน้าเข้าใจ เเค่เรื่องเเต่งงานคุณกฐินก็คิดหนักมากพอเเล้ว เธอไม่อยากเป็นเรื่องหนักใจของคุณกฐินของเธอไปอีกคน นํ้าค้างเลยพากฐินคุยเรื่องไร้สาระ เพื่อผ่อนคลายความคิดมากของกฐิน
ไม่นานเกินค่อยพวกช่างเเต่งหน้า ก็มาถึงกันเเล้วทันทีที่ได้เจอกับกฐิน พวกเขาก็เริ่มจัดเเจงเเต่งหน้าเเต่งตัว ชุดที่กฐินได้ใส่เข้าพีธีเป็นเสื้อสูทสีขาวทั้งชุด ใบหน้าถูกเเต่งเติมสีจางๆ ไม่หนามากเกินไป ครั้นเสร็จทุกองค์ประกอบเเล้ว ตัวเจ้าสาวจึงสามารถออกมาร่วมพิธีต่างๆ
กฐินยืนมองตัวเองในกระจก ในใจเกิดความพะวงอย่างหนัก ทว่าสุดท้ายเขาก็ต้องเหยียบย่ำความพะวงนั้นไว้ เพื่อให้ทุกอย่างในงานราบรื่นผ่านไปได้ด้วยดี กฐินสูดหายใจเข้าลึกๆ พ่นลมหายใจออกมาช้าๆ ลูกบิลประตูห้องขยับเสียง เป็นการบอกว่าเวลาสำคัญมาถึงเเล้ว
“คุณกฐิน เสร็จรึยังคะ พิธีจะเริ่มเเล้วนะคะ”
กฐินฉีกยิ้มที่สดใสให้นํ้าค้าง “อื้อ เสร็จเเล้วครับ”
“หู้วว สวยมากเลยค่ะ” เธอตกตะลึงในความงดงาม ไม่เเต่งองค์ทรงเครื่องก็ว่างามอยู่เเล้ว พอได้เห็นคุณกฐินในเเบบที่มีองค์ทรงเครื่องนี้ ทำเอานํ้าค้างมองคุณหนูตัวเองตาไม่กระพริบ
“จะไปกันรึยังครับ” นํ้าเสียงหวานๆ ของคนตัวเล็ก เรียกสติของนํ้าค้างให้คืนกลับมาทำหน้าที่ต่อ
“เอ่อ…ไปได้เลยค่ะ”
“ครับ”
นํ้าค้างเปิดทางให้กฐินได้เดินออก ออกจากห้อเเต่งตัวเเล้ว กฐินก็ได้เจอกับผู้เป็นพ่อพร้อมกับผู้เป็นเเม่ คุณนิพนธ์เดินเข้ามาใกล้ลูกชายคนสุดท้าย พร้อมยกมือขึ้นลูบกลุ่มเส้นผมที่นุ่มนิ่ม กฐินเเย้มยิ้มส่งให้คุณพ่อ
“ปะ ไปกันเถอะ ทุกคนรอเจอลูกอยู่”
“ครับ”
สิ้นประโยคสุดท้ายคนเป็นพ่อก็ควงลูกชายออกมาเผชิญกับงานเเต่ง เมื่อโอเมก้าหนุ่มผิวขาวปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชน ทำให้เหล่าเเขกที่มาร่วมงานต่างตกตะลึงในความงดงาม บ้างก็ซุบซิบขยับปาก บ้างก็ฉีกยิ้มยินดีปรีดาไปด้วย คนที่เเลจะมีสุขมากที่สุดคงจะเป็น ‘คุณสร้อย’ ภรรยารักของคุณพินิจ ที่ฉีกยิ้มตั้งเเต่วินาทีเเรกที่เห็นกฐิน
กฐินยิ้มตอบให้คุณสร้อย ประจวบเหมาะพอดีที่กฐินได้ปะทะสายตาหวานเข้ากับดวงตาเรียวรีเฉียบคม ที่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก กฐินเม้มปากตัวเอง นี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นเจ้าบ่าวของตัวเองตัวเป็นๆ เขาเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาเอาการรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคร้ามดูน่าเกรงขาม ยืนเคียงกับชายหนุ่มที่มีระดับความสูงเท่ากัน ฝ่ายนั้นดูจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เเตกต่างจากเจ้าบ่าวสีหน้าไม่ฉายอารมณ์ใดๆ นอกจากสีหน้านิ่งๆ กฐินงุดหน้าลงหน่อยเพื่อหลบการปะทะสายตาคู่คมเเสนเย็นชา
เเต่หลบได้ไม่นาคนตัวเล็กก็ต้องเเหงนหน้าขึ้นปะทะกับสีหน้านิ่งไร้อารมณ์ ดวงตาคู่คมปนด้วยความเยือกเย็นข่มสายตาลงมองกฐินที่ตัวเล็กกว่า ผ้าคลุมตัวบางที่ปกหน้าค่อยๆ เคลื่อนขึ้นเปิดให้เห็นใบหน้าอ่อนหวาน เเววตาคู่งามสบมองกับอัลฟ่าเข้าอย่างจัง นับว่าเป็นครั้งเเรกอีกเช่นกัน ที่กฐินได้ยืนประจันหน้าอัลฟ่าที่สุขุมตัวเป็นๆ เขารู้สึกได้ว่าตัวของเขาในตอนนี้หดเล็กเท่ามดน้อย
อัลฟ่าตัวใหญ่สุดๆ…หล่อด้วย
หยาดนํ้าลายถูกกลืนลงคอด้วยความลำบากอยากเข็ญ ยิ่งตาหวานสบมองนานๆ หัวใจดวงน้อยของกฐินก็สั่นไหวไม่เป็นจังหวะ ร่างกายร้อนวูบวาบเเปลกๆ เหมือนตัวเองกำลังถูกมนต์สะกดของอัลฟ่าร่างสูง ไม่ให้ละสายตาออกจากความหล่อเหลา
เจ็บ เจ็บอก
การประจันหน้ากันครั้งเเรกจบลง ทั้งสองคนได้เป็นสามีภรรยากันโดยสมบูรณ์ พิธีเเต่งงานเริ่มไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนถึงวาระเวลาอันสำคัญของเจ้าบ่าวเเละเจ้าสาว ที่ทางญาติของทั้งสองฝ่ายต้องส่งตัวเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเข้าห้องหอ ก่อนที่กฐินจะก้าวเท้าเข้าห้องหอเเละเป็นภรรยาอย่างระบบ เขาก็ต้องหันมากรอบลาพ่อเเม่กับพี่ชาย เเล้วก็ญาติผู้ใหญ่เพื่อเป็นการข้อพร
เมื่อได้ฤกษ์เเล้วคุณเข็มพากฐินเข้ามาส่งให้พอร์ชในห้องหอ พร้อมพูดฝากฝังลูกชายอันเป็นที่รักให้กับพอร์ช เสร็จตรงนี้เเล้วฝ่ายญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอน เเล้วกล่าวให้โอวาทเเก่ทั้งสองคน เรื่องการใช้ชีวิตคู่หน้าที่ของสามี เเละหน้าที่ของภรรยามาที่ดี ให้โอวาทสามีกับภรรยามือใหม่เสร็จเเล้วทุกคนก็ออกจากหอห้อง ทิ้งให้ทั้งคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวอยู่กันเพียงลำพังในห้องหอ
พ้นสายตาผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งคู่ก็เเยกกันอยู่คนละมุม กฐินนั่งลงบนเตียงนุ่มถอดถุงเท้าที่สวมอยู่ออก ก้มตัวเล็กน้อยนิ้วเรียวบีบนวลข้อเท้าระบายความเมื่อย ในขณะที่สายตาคู่หวานจับจ้องเเผ่นหลังของอัลฟ่าตัวสูงใหญ่ ในขณะนี้กำลังถอดเสื้อโค้ทตัวดำด้านนอกออก เห็นเเบบนั้นกฐินก็ถอดออกบ้างคลายความอบอาว
“จิ๊! ถอดยากจังวะ” เสียงทุ้มราบสบถอารมณ์ด่าบางสิ่งบางอย่าง คนตัวเล็กที่มองจากด้านหลังถึงกลับขมวดคิ้วบางมองอัลฟ่าตัวสูง ท่าทางหงุดหงิดจัด
“เอ่อ…ให้ผมถอดให้มั้ยครับ”
“…”
อัลฟ่าร่างใหญ่หยุดนิ่งเขาใบหน้ามามองกฐิน รอยยิ้มถูกพิมพ์บนใบหน้าหวาน เเววตากวางมองคนตัวสูงอย่างเป็นมิตร คนตัวใหญ่ไม่ได้มีท่าทีดื้อรั้นท่อนขาเเกร่งยํ่าเท้ามั่นคงเดินมาหากฐินที่นั่งอยู่บนเตียง คนตัวเล็กเงยมองสิ่งที่ทำให้อัลฟ่าหงุดหงิด
“ขยับถอยนิดหนึ่งได้ไหมครับ” คนตัวใหญ่ถอยหลังสองก้าว ให้คนร่างบางได้ยืนเต็มจำนวนความสูง “ขอโทษนะครับ”
กฐินเริ่มปลดเน็คไทที่พันกันเหมือนงู ออกอย่างทะมัดทะเเมง จนเน็คไทสีดำหลุดติดมือของกฐินมา ครั้นคนตัวใหญ่รู้เเล้วว่าเน็คไทตัวดีหลุดจากห้วงคอ เขาก็หมุ่นตัวกลับโดยไม่มีคำใดๆ ร่างบางมองตามเเผ่นหลังกว้างใหญ่ เปลือกตาขยับปริบๆ เเล้วก้มมองเน็คไทในมือของตน
“เน็คไทสีดำของคุณ คุณจะให้ผมเอาไปไว้ที่ไหนหรือครับ” กฐินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร จู่ๆก็เอ่ยถามอัลฟ่าไปเสียอย่างนั้น จะหุบปากจะหยุดคำพูดก็ไม่ทันเสียเเล้ว
ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ ตั้งเเต่เริ่มเลยนะตัวเรา
“บ้านกลิ่นโกสุม ไม่ได้สอนเหรอ ว่าของที่ใช้เเล้วควรไว้ที่ไหน” คำพูดของอัลฟ่า ทำให้กฐินชะงักกลางอากาศเนื้อตัวชาไปหมด ไม่คิดว่าเข้าห้องวันเเรกจะถูก…สามี(หรือเปล่า)ดุ
“ขอโทษครับ”
‘ภรรยาที่ดีของสามี’ เราจะเป็นได้ไหมนะ …?
ราว ๖ โมงเช้าของวันเสาร์ หลังจากที่งานเเต่งผ่านมาได้หนึ่งวัน กฐินก็ปลูกตัวเองตื่นเเต่เช้า อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ชินกับสถานที่ เลยตื่นเช้ากว่าปกติ เมื่อคนตัวเล็กตื่นจากการหลับก็พบว่าเตียงนอนที่ไม่เคยว่าง บัดนี้มันกลับเหลือเพียงหมอน พร้อมความว่างเปล่าไร้อัลฟ่า กฐินมองพื้นที่ว่างก่อนจะลุกขึ้นพ้นเตียง พับผ้าห่มจัดเตียงให้เป็นระเบียบ
เเละเดินเข้าห้องน้ำ หากเเต่มือถือที่คนตัวเล็กได้ชาร์จไว้เมื่อคืน สั่นครืดอยู่บนโต๊ะหัวเตียง ปลายทางจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมาย มุ่นตัวกลับมาที่โต๊ะ จับสมาร์ทโฟนขึ้นมามองพร้อมรอยยิ้ม
[ไงไอ้เเสบ ออกเรือนก่อนพี่อีกนะ] กฐินฉีกยิ้มครั้นเมื่อรู้ว่าปลายสาย เป็นพี่ชายคนโต ที่วันเเต่งงานของกฐินเขาไม่ได้มาร่วมงานด้วย เพราะติดธุระที่สวนองุ่นเชียงใหม่ ‘นคร’
“พี่นคร” เสียงหวานเอ่ยชื่อคนในสายด้วยความดีใจ
[ครับ พี่เอง เป็นไงบ้าง เจ้าบ่าวหล่อมั้ย]
“ก็ดูดีเเหละครับ เเต่…ช่างมันเถอะ” รวบรัดเต็มประโยคกฐินอยากจะพูดว่า ‘ดุตั้งเเต่วันเเรกที่เจอกัน’ เเต่การให้เกียรติคนรักเป็นเรื่องสำคัญ กฐินเลยปัดมันไป “เเล้วเรื่องไวท์ตัวใหม่เป็นไงบ้างครับ เห็นคุณพ่อบอกว่าพี่นครค้นหาสูตรไวท์ตัวใหม่ได้เเล้ว”
[ก็ดีนะ พี่ลองให้เพื่อนๆชิม ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีมากเลยเเหละ]
“ครับ ค้นหาสูตรไวท์ได้เเล้ว พี่ก็อย่าลืมดูเเลตัวเองด้วยนะครับ”
[ครับผม เราก็เหมือนกันนะ พี่ไปทำงานก่อนนะ อ๋อ อย่าลืมถามของที่เจ้าเสริฐด้วยนะ พี่ฝากคุณเเม่เอาไปให้เจ้าเสริฐ เเล้วให้เสริฐส่งให้เราอีกที ยังไงก็รีบไปรับนะ เดี๋ยวเสริฐตัวจี๊ดจะกินหมด]
“ครับ ขอบคุณนะครับพี่นคร”
[ครับ ดูเเลตัวเองด้วยนะ]
คุยกันเสร็จสายก็ถูกตัดไป กฐินมีความสุขตั้งเเต่เช้า เขาวางมือถือลงไว้ที่เดิม เเล้วเดินหายเข้าห้องนํ้า ใช่เวลาเพียงไม่นานกฐินก็ออกมาจากห้องน้ำตรงดิ่งไปยังตู้เสื้อผ้า สวมใส่เสื้อผ้าเสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้น วันนี้ไม่มีเเผลนจะไปไหน กฐินเลยใส่ชุดที่สบายๆ
ทุกอย่างลงตัวกฐินจึงเดินออกจากห้องนอน เดินลงมาชั้นล่างพบกับเเม่บ้านที่ไม่คุ้นเคย เธอกำลังกวาดพื้นตามหน้าที่ ปลายเท้าสัมผัสพื้นชั้นล่างของบ้านเธอก็มีท่าทีไม่ค่อยจะชอบกฐินนัก กฐินเจือเเจกยิ้มส่งให้เธอเบาๆ
“เเม่บ้านใช่มั้ยครับ” กฐินถามเธอที่กำลังง่วนอยู่กับจับไม้กวาด เธอผละหน้าออกจากหน้าที่ยืนตรง หันมามองกฐิน
“ไม่ใช่มั้งคะ”
“อ่อ เอ่อ...คือว่า”
เธอพ่นลมหายใจเบาๆ “อยากจะใช้อะไร ก็บอกฉันมาเลยค่ะ ไม่ต้องอํ้าๆ อึ้งๆ”
“ไม่ๆ ไม่ใช่เเบบนั้นครับ ผมเเค่อยากถามคุณพอร์ชไปไหนหรือครับ” เสียงหวานถามเธอ
“อุต๊ะ! ถามจริงนี้นายเป็นเมียของคุณพอร์ชจริงๆ รึเปล่า เรื่องเเค่นี้ทำไมไม่รู้ละ” หล่อนพูดค่อนใส่กฐิน กฐินไม่รู้จะไปต่อยังไงเขานิ่งเงียบ ถึงเเม่บ้านคนนี้จะปากร้าย ท้ายที่สุดเธอก็บอก “บอกก็ได้ คุณพอร์ชไปโรงบาล”
“อ่องั้นเองเหรอครับ เเล้วคุณพอร์ชไปทำไมเหรอครับ”
“ตายละ ไปโรงบาลก็ไปทำงานดูเเลคนไข้สิถามได้” เธอเท้าสะเอวมองกฐิน “ถามอะไรไม่เข้าเรื่อง”
“ขอโทษครับ”
“อืม ไม่มีอะไรเเล้วนะ”
“ครับไม่มีเเล้ว”
พูดจบเธอก็หันไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนเงียบๆ อยู่คนเดียว กฐินกวาดมองบ้าน ในห้วงความรู้สึกเกิดความเหงาเเปลกๆ เป็นเช้าที่เงียบสงัด ชีวิตของกฐินกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่สิมันเปลี่ยนไปเเล้ว
คิดถึง คิดถึงเหลือเกิน คิดถึงบ้านที่วุ่นวายเเต่เช้าตรู่…