บทที่1. 5ปีที่แล้ว

1753 คำ
บทนำ  5 ปีที่แล้ว อียิปต์ต้องระส่ำระสายเพราะศึกสายเลือดแย่งชิงบัลลังก์ เนื่องมาจากคำทำนายที่ว่า ‘หนึ่งสตรีงามล้ำแบ่งแยกแผ่นดินเป็นสอง’ ทว่า ‘ความรัก’ ก็ได้ละลายคำทำนายนั้นจดหมดสิ้น              ‘ฟาโรห์เนเฟอร์คาเร’ และ ‘อังค์เนส’ พระมเหสีสุดที่รักหลังจากสิ้นสุดความวุ่นวายของศึกแย่งชิงบัลลังก์ อังค์เนสก็ให้กำเนิดพระโอรสน้อยๆ นาม ‘อโมนี’ และต่อมาก็คือ ‘อมุน-มิน’ ยังมีอีกหนึ่งชีวิตในพระครรภ์ที่รอการประสูติ ‘อูเซอร์คาเร’ อนุชาต่างสายโลหิตของฟาโรห์เนเฟอร์คาเร สำนึกผิดที่เคยบังอาจช่วงชิงบัลลังก์ไอยคุปต์แต่ไม่เป็นผลสำเร็จจึงได้รับการไว้ชีวิตและคืนยศศักดิ์ แต่ด้วยเหตุนี้เจ้าชายอูเซอร์คาเรจึงอาสาเป็นแม่ทัพคุมชายแดนแห่งอียิปต์เพื่อปกป้องแผ่นดินแห่งลุ่มน้ำไนล์   ไม่มีประเทศในยุคนี้ที่จะเข้มแข็งและแข็งแกร่ง เท่ากับกองทัพอันเกรียงไกรของอียิปต์ แต่กระนั้นฟาโรห์เนเฟอร์คาเรและอูเซอร์คาเรก็ยังต้องพยายามรวบรวมอำนาจจากชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่รายล้อมไว้ในกำมือของอียิปต์   เพื่อให้แผ่นดินไอยคุปต์เกรียงไกรอูเซอร์คาเรยอมทำได้ทุกอย่างแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม   แต่ถึงกระนั้นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อูเซอร์คาเรมักอยู่ในฝันร้ายเสมอๆ ฝันถึงผู้คนที่เขาเคยเข่นฆ่าทั้งตั้งใจและมีได้ตั้งใจ การทำงานหนักเป็นเพียงหนทางเดียวที่เขาทำเพื่อชดใช้ความผิด ทว่าแต่ละคืนที่พ้นผ่านก็ยาวนานและเต็มไปด้วยความปวดร้าวในใจ อูเซอร์คาเรผู้ละทิ้งฐานันดรได้แต่ภาวนาในใจให้หลุดพ้นจากฝันร้ายเสียที. ... บทที่1. มือหนาชะงักทันทีเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งที่เคลื่อนไหวเบื้องหลัง ร่างสูงใหญ่ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงแผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอาบด้วยเหงื่อจนร่างกายแวววาว เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเบื้องหลังแต่เมื่อเหลือบมองด้วยหางตาก็รู้ว่าเป็นใครที่เดินมุ่งหน้ามา มือที่จับด้ามจอบอยู่ก็คลายลงผ่อนความระแวงระวังของตนเองลง นายทหารหนุ่มที่เดินเข้ามาน้อมกายลงทำความเคารพ แต่ชายหนุ่มโบกมือตัดบทแล้วตวัดด้ามจอบขึ้นพาดบ่าเดินไปที่กระท่อมที่พักของตนเอง “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพิธีรีตองกับข้านัก” “แต่พระองค์เป็นถึงเจ้าชายแห่งอาณาจักรไอยคุปต์” “เป็นเจ้าชายแล้วยังไง” ‘อูเซอร์คาเร’ ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดคร้านจะต่อปากต่อคำ   แม้ว่าจะเพียงรพยายามบอกคนรอบข้างว่าเขาเป็นเพียงสามัญชนเท่านั้น 5 ปีที่แล้วเขาได้คืนยศศักดิ์เป็น ‘เจ้าชาย’ อีกครั้งทั้งที่โทษของกบฏคือความตายเท่านั้น เพราะพระเมตตาของ ‘ฟาโรห์เนเฟอร์คาเร’ ผู้เป็นพระเชษฐา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกว่าอำนาจที่เคยใฝ่หาเป็นเพียงมายาของชีวิตเท่านั้น เขาไม่ได้ปรารถนาจะเป็นเจ้าชายอีก แต่เพื่อทดแทนความผิดที่เคยก่อไว้จึงอาสามาเป็นแม่ทัพคอยดูแลความสงบเรียบร้อยชายแดนอียิปต์และใช้ชีวิตอย่างสมถะ เขาปฏิเสธบ้านพักระดับแม่ทัพที่แสนหรูหรา แต่เลือกกระท่อมหลังเล็กที่เต็มไปด้วยเอกสารทางการทหาร มากมายนักและไม่ไกลจากค่ายฝึก เขามักให้ทหารไปช่วยเหลือชาวบ้านทำสวนทำไร่เพื่อเป็นการฝึกร่างกายและนั่นทำให้เขาเองก็ต้องลงมือทำด้วยเช่นกัน             “ฟาโรห์ให้ข้าเข้าวังหรือ” อูเซอร์คาเรเอ่ยถามแล้วส่งน้ำดื่มให้นายทหารที่มาส่งข่าว “พ่ะย่ะค่ะ” “ในวังมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างไม่จริงจังนัก เพราะหากในวังมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น สายข่าวของเขาก็คงส่งข่าวก่อนที่ทหารนำข่าวจะเดินทางมาอย่างนี้แล้ว “องค์ฟาโรห์มิได้ทรงแจ้งอะไร แค่ให้กระหม่อมมาทูลเชิญพระองค์เท่านั้น” “เจ้าเดินทางล่วงหน้ากลับไปก่อน   พรุ่งนี้เราจะเดินทางเข้าวังเอง”      “แต่ว่า...” “ต้องคุมตัวข้ากลับไปงั้นเรอะ”       “มิได้พ่ะย่ะค่ะ”   นายทหารกลัวจนลนลานยิ่งเพิ่มความน่ารำคาญใจให้กับแม่ทัพหนุ่ม “เจ้าพักผ่อนซะก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับก็แล้วกัน” “พ่ะย่ะค่ะ” นายทหารนำสาสน์ถวายความเคารพอีกครั้งแล้วถอยหลังออกไป        อูเซอร์คาเรลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ  ‘เจ้าชายรึ ? เป็นเจ้าชายที่ไร้บัลลังก์จะเป็นไปทำอะไร สู้เป็นสามัญชนคนธรรมดายังดีเสียกว่า’  ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ออกมาจากกระท่อมซึ่งอยู่ห่างจากกระท่อมหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ แต่กระนั้นก็มักจะมีหญิงสาวที่หลงใหลความหล่อเหลาของแม่ทัพหนุ่มแวะเวียนนำข้าวปลาอาหารหรือแม้แต่มาช่วยทำความสะอาดกระท่อมด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้แม่ทัพหนุ่มรำคาญใจมากกว่า จนต้องให้นายทหารคนสนิทค่อยไล่บรรดาสาวๆ ไปไกลหูไกลตา หากเป็นก่อนหน้านั้นหญิงใดที่ปรารถนาจะทำทุกวิถีทางเพื่อครอบครองแล้วกำจัดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ใครขวางหูขวางตาฆ่าทิ้งเสียยิ่งกว่าผักปลา สองมือเปื้อนเลือดอย่างไม่รู้จักผิดเพราะถือว่าตนเองเป็นเจ้าชายแห่งอียิปต์ ทว่าหลังจากการก่อกบฏเพื่อชิงบัลลังก์จากพระเชษฐาไม่สำเร็จและไม่อาจครอบครองหญิงที่รักได้ คนที่เคยเข้าข้างยกยอปอปั้นกลับตีจากทำให้เขารู้ซึ้งถึงการถูกหักหลัง กระนั้นพระเชษฐากลับเลือกที่จะไว้ชีวิตเขาไม่ปลิดชีพอย่างที่โทษของผู้เป็นกบฏได้รับ             แต่สิ่งที่ทำให้เขากลับใจและสำนึกถึงความผิดที่เคยมีมาทั้งหมดคือได้รู้จัก ‘รักแท้’ ที่ตามหามานาน แม่ทัพหนุ่มหลับตาอย่างปวดร้าวเมื่อนึกถึงบางค่ำคืนที่ฝันร้ายเขาถึงผู้คนที่เขาเคยทำร้ายและคร่าชีวิต ผ่านมาห้าปีแล้วแต่เขายังไมได้รับการปลดปล่อยจากสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นซึ่งเขาก็ไม่อาจโทษใครได้นอกจากตนเอง แต่เขาก็ใช้การทำงานอย่างหนักเพื่อจะได้ตื่นจากฝันร้ายเหล่านั้นเสียที “มาโม” “ขอรับท่านแม่ทัพ”  ‘มาโม’ นายทหารคนสนิทที่คอยเฝ้าระวังอยู่ไม่ไกลถวายความเคารพ “ช่วยเตรียมของใช้สำหรับเดินทางให้ข้าที” “ต้องเข้าวังหรือขอรับ” “ข้าคงต้องเข้าไปที่กองทัพก่อน”    อูเซอร์คาเรพยักหน้ารับ เขาไม่ชอบให้ใครพูดจากับเขาเหมือนเป็นเชื้อพระวงศ์อีก  และมาโมก็ไม่เคยลืมว่านี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาหากจะต้องทำงานร่วมกัน “ให้กระหม่อมติดตามด้วยไหมขอรับ”        “ไม่ต้อง ท่าทางไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร” อูเซอร์คาเรกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ก็ดีเหมือนกันจะได้ไปเยี่ยมหลานๆ ด้วย” “ฝากความระลึกถึงเจ้าชายอโมนีและอมุน-มิน ด้วยขอรับ” “อโมนีคงคิดถึงเจ้า” อูเซอร์คาเรหัวเราะขึ้น เมื่อนึกถึงเมื่อคราวที่มาโมตามเขาเขาวังแล้วอโมนีขี่หลังมาโมจนแทบไม่ยอมลงจากหลัง “เจ้าช่วยไปตามฟาราจิมาพบข้าและไปเตรียมหาม้าดีๆ ให้ข้าสักตัว” “ขอรับท่านแม่ทัพ” มาโมน้อมกายรับคำสั่งแล้วเดินจากไป อูเซอร์คาเรเดินไปที่กระโจมขนาดใหญ่ซึ่งมักใช้เป็นที่ประชุมเหล่าแม่ทัพนายกอง  ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองกองกระดาษปาริรัสที่เป็นส่วนใหญ่เป็นรายงานทางการทหาร ตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมาเขากรำศึกอย่างหนักเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินอียิปต์ และต้องคอยสอดส่องดูแลประเทศเพื่อนบ้านแม้ว่าจะยอมสวามิภักดิ์กับอียิปต์แต่มิได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้จะไม่กระด้างกระเดื่องหรือแอบคิดทรยศต่ออียิปต์     และที่วางใจไม่ได้คือชนเผ่าเร่ร่อนต่างๆ เขาเองรู้แจ้งแก่ใจนักเพราะเมื่อครั้งที่ทำการกบฏต่อฟาโรห์เนเฟอร์คาเรนั้น           เขาเองก็ใช้ชนเผ่าเร่ร่อนมาเป็นกองกำลังของตนเอง แต่ในช่วงปีเศษที่ผ่านมาไม่มีศึกใหญ่เข้ามาทำให้ได้พักผ่อนบ้างแต่กระนั้นก็ต้องฝึกทหารอย่างเต็มที่เพื่อพร้อมจะปกป้องแผ่นดินอียิปต์ “ท่านแม่ทัพต้องการพบข้ารึขอรับ” “ฟาราจิ” อูเซอร์คาเรตื่นจากภวังค์แล้วมองนายทหารคนสนิทอีกคนของตนเอง เขาพยักหน้าเป็นเชิงให้อีกฝ่ายนั่งลงก่อนที่เขาพูดต่อ “ฟาโรห์เนเฟอร์คาเรทรงมีรับสั่งให้ข้าเข้าวัง” “เป็นการด่วนรึขอรับ” ฟาราจิพูดต่อ “ไม่” อูเซอร์คาเรส่ายหน้า “ถ้าเรื่องด่วนข้าคงรู้ข่าวก่อนคนนำสาสน์จะมาถึง...ข้าคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักแต่ก็จะประมาทไม่ได้” “ท่านแม่ทัพจะเข้าวังกี่วันขอรับ” อูเซอร์คาเรส่ายหน้า “นั่นแหละที่ข้าไม่รู้เพราะฉะนั้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่เจ้าจงดูแลไพร่พลทหารของเราอย่างดีให้พวกเขาฝึกซ้อมตามตารางอย่าได้ขาด    ถ้ามีเรื่องด่วนก็ส่งม้าเร็วหรือพิราบนำสาสน์ไปถึงข้า” “ท่านจะนำมาโมไปด้วยหรือไม่” “ข้าอยากเดินทางคนเดียว”            “แต่ท่านควรนำผู้ติดตามไปด้วย” อูเซอร์คาเรเลิกคิ้วก่อนหัวเราะในลำคอ “เป็นข้าที่จักต้องฟังคำสั่งของเจ้าแล้วหรือฟาราจิ” “มิได้ขอรับ” ฟาราจิหัวเราะเบาๆ “ข้าเพียงแต่กล่าวในสิ่งที่สมควรพูดเท่านั้น ระยะทางการเดินเข้าเมืองหลวงคงราวๆ สามวัน ข้าจะให้คนจัดเตรียมเสบียงไว้ให้พร้อม” “ข้าจะเดินทางพรุ่งนี้เช้า” “น้อมรับคำสั่งขอรับ” ฟาราจิก้มศีรษะลงและเมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายไม่เอ่ยสั่งการใดอีกจึงถอยหลังออกมา อูเซอร์คาเรเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน แต่แล้วในสมองก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหวีดร้องของหญิงสาวที่เขาเคยคร่าชีวิต             ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างอย่างตกใจและสะดุ้งสุดตัว เขายกมือปาดเหงื่อที่ไหลบนใบหน้าก่อนก้มมองฝ่ามือสองข้างของตนเองที่สั่นเทาอย่างไม่สามารถควบคุมได้จะต้องทำอย่างไรจึงละตื่นจากฝันร้ายเหล่านี้ได้นะจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่เขาจึงจะไม่ฝันร้ายแบบนี้เสียที.     
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม