ตำหนักร้าง
เฟยจูรีบวิ่งมาดักหน้าฮองเฮาขอร้องอ้อนวอนคุกเข่า ว่าอย่าลงโทษพี่สาวของตนเลยนางอาจจะไม่ได้ตั้งใจ
เฟยจู " ฮองเฮาได้โปรดปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้หรือไม่หากเรื่องนี้รู้ไปทั่ววังพี่ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน "
อี้เฉิน " น้องหญิงลุกขึ้นเถิด "
อี้เฉินรีบ จับบ่าไหลทั้งสองของนางพยุงลุกขึ้น อย่างเร่งรีบ
อี้เฉิน " เข้าไปดูข้างในก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ "
ร่างกายที่เร่งรีบกำลังเคลื่อนไหวด้วยความโทสะ อี้เฉินใช้ฝ่าเท้าถีบประตูเข้าไปด้านในอย่างร้อนใจ
อี้เฉิน " หนิงหลงเจ้ามีชู้รึ "
เสียงตะโกนถามตั้งแต่หน้าประตูจนเดินไปถึงยังนอนเก่าๆ ที่มีแค่บ่าวของเฟยจูกำลังนอนกอดกันอย่างไม่รู้สึกตัว
อี้เฉิน " นี่มันอะไรกัน "
เฟยจูที่รีบเดินตามมาด้านหลังด้วยความที่มั่นใจ แต่กลับต้องหยุดชะงักทันทีเมื่อคนที่อยู่บนเตียงนั้นไม่ใช่หนิงหลงแต่เป็นคนของนางเอง
เฟยจู " เป็นไปไม่ได้ ! "
ในขณะนั้นฮองเฮาก็เดินเข้ามาตามหลังและเห็นว่าบนเตียงนั้นไม่ใช่หนิงหลงจึงโล่งใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้มีแต่เฟยจูที่แสดงอาการกระวนกระวายอย่างน่าสงสัย
ฮองเฮา " เจ้าลุกลี้ลุกลนด้วยเรื่องอันใดที่เจ้าที่อยู่ไม่สุขเลย "
เฟยจู " เปล่าเพคะหม่อมฉันแค่ตกใจว่าเหตุใดบ่าวของหม่อมฉันถึงได้มาอยู่ที่นี่เพคะ "
ฮอวเฮา " แล้วไหนคนของเจ้าบอกว่าพระชายาหนิงหลงได้พอดรักกับชู้ หรือว่าเจ้าวางแผนคิดจะใส่ร้ายนางงั้นรึ "
ฮองเฮาเดินเข้าไปอย่างช้าๆจ้องมองในตาของนางที่กำลังมีความลับปิดบังอยู่พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
เฟยจู " ฮองเฮาต่อให้หม่อมฉันมีความกล้าสักพันธ์ครั้ง ก็มีบังอาจจะล่วงเกินพี่สาว "
หลังจากนั้นอี้เฉินก็ออกตามหาหนิงหลงจนไปพบนานที่ตำหนักตัวเองในสภาพที่กำลังนอนป่วย
อันอัน " องค์ชายเพคะพระชายามีไข้สูงมากเลยมิอาจจะไปร่วมงานได้ "
ฮองเฮาที่ยืนดูอยู่ก็โล่งใจทันทีพร้อมตามหมอหลวงมาดูอาการให้แต่หนิงหลงกลับบอกว่า กินยาเดี๋ยวก็หายไม่ต้องตามหมอหลวงก็ได้ ฮองเฮาจึงทำตามคำขอของนางส่วนอี้เฉินที่เพลาก่อนกำลังเกิดโทสะในขณะนี้เริ่มอ่อนลงบ้างแล้ว
อี้เฉิน " งั้นเจ้าก็พักผ่อนให้มากๆ ห้ามออกจากตำหนักจนกว่าจะหายดี "
ใบหน้าที่ซีดเซียวด้วยผงแป้งที่ปะหน้าทาปากให้ซีดๆ กำลังพยักหน้าให้อี้เฉินและทำตามคำสั่งที่สามีบอก
หนิงหลง " ป่านนี้เราขุนนางทั้งหลายคงรอท่านอยู่ท่านรีบกลับไปฉลองงานเลี้ยงต่อเถิด "
หลังจากนั้นอี้เฉินและฮองเฮาได้เดินทางกลับไปยังศาลากลางใหญ่ แต่ในขณะนั้นเฟยจู ไม่ได้เดินทางกลับไปด้วย นางกลับไปยังตำหนักร้างอีกครั้ง เพื่อปลุกทั้งสองให้ตื่นขึ้นมาเพื่อความความจริงเหตุใดเรื่องถึงได้พลิกพันเช่นนี้
เฟยจู " พวกเจ้าตักน้ำมาสาดบ่าวไพร่สองคนนี้ให้ตื่นขึ้นมา "
บ่าวรับใช้ของเฟยจูอีก 2 คนได้นำน้ำเปล่าที่มีแต่ตะไคร่น้ำ เทลงไม่หยุดยั้งไปจนทั้งสองเริ่มรู้สึกตัว
ทั้งสองตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงว่าเหตุใดถึงได้มานอนอยู่ในสภาพเช่นนี้เมื่อนึกไปนึกมาก็ถึงรู้ว่าโดนหนิงหลงเล่นงานเข้าแล้ว
" หม่อมฉันจำได้แล้วเจ้าค่ะพระชายาหนิงหลง ได้วางยาสลบพวกหม่อมฉันและหลังจากนั้นหม่อมฉันก็มานอนอยู่ที่นี่ "
บ่าวทั้งสองรีบคุกเข่าเพราะกลัวถูกทำโทษ เพราะว่านางทำงานพลาด ทำให้เฟยจูไม่พอใจ
เฟยจู " เหตุใดถึงได้โง่เยี่ยงนี้ "
" หม่อมฉันไม่คิดว่าพระชายาจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ "
เฟยจู " เมื่อก่อนนางช่างอ่อนแอยิ่งนักเหตุใดสองสามวันมานี้นางเปลี่ยนเป็นคนละคน "
เฟยจูสะบัดชายกระโปรงด้วยความโกรธเกรี้ยวที่แผนทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวัง หลังจากนั้นนางก็สั่งให้บ่าวทั้งสองไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและอย่าให้ผู้ใดเห็นเป็นอันขาด
ก๊อก ๆ ...
อันอัน ๆ " พระชายาหม่อมฉันจะออกไปส่องดูว่าผู้ใดมาเคาะประตูหน้าตำหนัก "
อันๆออกไปส่องทางลับหน้าประตู ปรากฏว่าคุณหนูเฟยจูได้มายืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่บูดบึ้งยืนตัวแข็งทื่อเหมือนไปโดนรังแตนกัดเข้า อันอันเห็นเช่นนั้นจึงรีบมารายงานพระชายาหนิงลงทันที
อันอัน " พระชายา คุณหนูเฟยจูมายืนรอที่หน้าประตูควรให้หม่อมฉันไปเปิดหรือไม่ "
หนิงหลงบอกอันอันด้วยความมั่นใจว่าปล่อยให้นางเข้ามาได้ไม่ต้องกลัวว่านางจะมาไม้ไหน ทันใดนั้นอันอันก็รีบเปิดประตูทันทีและบอกเหตุผลว่าที่มาเปิดประตูช้าเพราะว่ากำลังเช็ดตัวให้พระชายาหนิงหลง
อันอัน " คุณหนูเชิญด้านในเจ้าค่ะ "
เฟยจูเดินเข้ามาด้วยความหยิ่งทะนงตนพร้อมกับสีหน้าที่เสแสร้ง
เฟยจู " ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างพอข้ารู้ข่าวว่าท่านพี่ไม่สบายข้าก็ออกจากงานเลี้ยงเพื่อนำยามาให้ท่าน "
น้ำเสียงเหมือนคนพูดกัดฟันกำลังจะยื่นยาออกมา ด้วยสีหน้าที่ตึงและรอยยิ้มที่ไม่จริงใจ ชวนพูดหวานหูจนน่าขนลุก
หนิงหลง " ยาอะไรรึขอข้าดูหน่อย "
จากนั้นเฟยจูก็ยื่นยากระปุกสีขาว แบบทาตัว ให้หนิงหลง พร้อมยิ้มยกมุมปากด้วยความสะใจในมุมเงียบๆ
หนิงหลง " ยาชนิดนี้เป็นยาทาตัวเพื่อลดไข้ก็จริงแต่ในนี้มีส่วนผสมของสารพิษหากทาไปแล้วจะทำให้เกิดอาการคันและผื่นแดงเต็มตัวหากรักษาไม่ทันอาจจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นจุดดำ ๆ และหายไม่สนิท ในเมื่อนางอยากทำเช่นนี้กับข้า ได้ ? (คิดในใจ )