🪶 คนที่ยิ้มให้ กับคนที่คิดไม่เหมือนกัน

2080 Words
เช้าของวันเปิดเทอมซัมเมอร์ ☀️ อากาศในมหาวิทยาลัยคึกคักกว่าปกติ นักศึกษากลุ่มใหม่เดินปะปนกับรุ่นพี่ เสียงทักทาย เสียงหัวเราะ เสียงบ่นเรื่องเรียน ทุกอย่างดูเหมือน “ชีวิตธรรมดา” แบบที่แพรไหมคิดถึงมานาน เธอก้าวลงจากรถเมล์ สะพายกระเป๋าผ้าใบเดิม เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงขายาวเรียบ ๆ ไม่ได้ดูเป็นจุดเด่น ไม่ได้ดูสะดุดตา แต่กลับทำให้หลายสายตาหันมามองโดยไม่รู้ตัว แพรไหมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนที่เธอนัดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน “แกถึงยัง..?” “ถึงแล้ว ๆ แกฉันอยู่หน้าตึกคณะเลย” เสียงสดใสของณัฐชาดังมา “รีบมาเลยแก วันนี้คนเยอะชิบ” แพรไหมยิ้มหัวใจเบาขึ้นนิดหนึ่ง ณัฐชาเป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เรียนโรงเรียนเดียวกัน สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันและเลือกคณะเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย เหมือนโชคยังไม่ใจร้ายกับเธอจนเกินไป “ยัยแพรไหม!” ณัฐชากระโดดโบกมือผมยาวสีน้ำตาลแดง รอยยิ้มกว้างเหมือนเดิม ทั้งสองกอดกันเบา ๆ เหมือนกลัวอีกฝ่ายจะหายไปถ้ากอดแรงเกิน “คิดถึงชิบ” ณัฐชาพูด “เหมือนกัน” แพรไหมตอบเสียงเบากว่า แต่จริงใจกว่า พวกเธอเดินไปด้วยกันคุยเรื่องตารางเรียน เรื่องอาจารย์ เรื่องวิชาที่ต้องลงเพิ่ม แพรไหมพยายามทำให้ทุกอย่างดูปกติ ทั้งที่ในใจยังมีเงาของผับ เงาของโรงพยาบาล และชื่อที่ไม่ควรนึกถึง “แพรไหม?” เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านหลังเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย แพรไหมหันกลับไปชะงักเล็กน้อย “อ้าว..! พี่เพทาย” ชายหนุ่มรูปร่างสูงเสื้อเชิ้ตพับแขน หน้าตาดีในแบบที่ดูสุภาพ ยืนอยู่ไม่ไกลถือแฟ้มโปรเจกต์ในมือ เพทาย เป็นพี่ชายต่างแม่ แต่พ่อคนเดียวกันคนที่ไม่ได้โตมาด้วยกัน ไม่ได้สนิทแต่ก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า “มาทำอะไรแถวนี้” เขาถามน้ำเสียงเป็นกันเอง “วันนี้หนูเปิดซัมเมอร์วันแรกค่ะ” แพรไหมตอบ ยิ้มสุภาพ “แล้วพี่ล่ะคะ” “พี่มาทำโปรเจกต์จบ” เพทายยิ้ม “ใกล้จะจบแล้ว เลยยุ่งหน่อย” “อ๋อ..! ว่าแต่ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยโทรหาหนูเลย” แพรไหมพูดตามประสาไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร “พี่ยุ่งมาก” เพทายตอบเร็ว “ต้องหางานทำด้วย จะได้ดูแลพวกน้อง ๆ ต่อจากพ่อ” แพรไหมหัวเราะเบา ๆ “พี่ชายหนูใจดีที่สุดเลย” “ขอให้โปรเจกต์ผ่านฉลุยนะคะ” เพทายยิ้ม ยิ้มที่ดูอ่อนโยนเหมือนพี่ชายที่แสนดี แต่ณัฐชาที่เดินข้าง ๆ กลับรู้สึกแปลกโดยไม่รู้ว่าทำไม “อ้าว นี่น้องมึงเหรอวะ” เสียงทุ้มกวน ๆ ดังขึ้น ผู้ชายอีกคนเดินเข้ามาผมดำ รอยยิ้มร้าย ๆ สายตาคมที่มองแพรไหมตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยไม่คิดจะปิดบัง “ชอน” ชื่อที่ในวงการธุรกิจไม่ได้พูดถึงว่าเขาเป็น “คนดี” “สวยโบ๊ะชะมัด” เขากระชิบพูดกับเพทายเบา ๆ “สเปกเลยอะ กูชอบว่ะ” แพรไหมขมวดคิ้วเล็กน้อยยังไม่พูดอะไร “น้องกู” เพทายหัวเราะเหมือนเขินแทน “แต่ระวังหน่อยนะเว้ย” “ทำไมวะ..?” “ยัยนี่ไม่ธรรมดา” เพทายลดเสียงลงเหมือนเตือน “จีบยาก เล่นตัว ปากดี หัวดื้อ” “เรียกง่าย ๆ ยัยหมาบ้าเลยแหละ” ชอนหัวเราะตาเป็นประกาย “เออ แบบนี้สิ” “กูชอบของท้าทาย” คำว่า อยากได้ ไม่ได้ถูกพูดออกมาดังมาก แต่ชัดเจนมากพอภายในแววตาเขา “นี่แพรไหม” เพทายหันมาพูดกับเธอน้ำเสียงอบอุ่น “เพื่อนพี่ ชื่อชอน” “เขาทำธุรกิจหลายอย่าง” เพทายเสริม “แล้วก็โสดสนิท ไม่เจ้าชู้ด้วย” “เฮ้ย” ชอนหัวเราะ “มึงพูดซะกูเป็นคนดีเลย” “แหม ถ่อมตัว” เพทายตบไหล่เพื่อน “นี่น้องสาวฉัน พ่อคนเดียวกันแต่คนละแม่” “แต่เรารักกัน ดูแลกันมาตลอด” แพรไหมชะงักนิดหนึ่งประโยคหลังนั้น ฟังดูไม่ค่อยจริงใจ แต่เธอไม่เคยคิดจะขุด หรือสงสัยอะไร “ยินดีที่ได้รู้จักครับน้องแพรไหม” ชอนยื่นมือมา รอยยิ้มมั่นใจ แพรไหมมองมือเขาก่อนเงยหน้าขึ้นสบตา “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอพูดเรียบ ไม่ยื่นมือไปจับ “หนูไม่ใช่คนต่างชาติที่จะทักทายกันด้วยการจับมือคะ แต่เราเป็นคนไทยเราต้องยกมือไหว้คะ” เธอพูดพรางยกมือขึ้นมาไหว้เพื่อนพี่เพทาย ชอนเลิกคิ้วแปลกใจและแอบชอบกับการที่เธอตอบกลับเขาไปแบบนั้น ยิ่งแพรไหมทำแบบนั้นยิ่งทำให้ชอนสนใจในตัวเองมากขึ้น “หนูขอตัวก่อนยนะคะ” แพรไหมหันไปหาณัฐชา “เราเรียนกี่โมงนะแก” ณัฐชาตอบกับเธอทันที “บ่ายน่ะ” “งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนมั้ย” “ดีเลย ฉันหิวพอดี” แพรไหมหันกลับไปยิ้มให้พี่เพทาย “หนูขอตัวก่อนนะคะ” “โอเค กินข้าวให้อร่อยละ กินเยอะๆ หน่อยผอมหมดแล้ว” เพทายพูด “ไว้เจอกันใหม่นะ เจ้าหนูน้อยของพี่” “ค่ะ พี่ชายสุดหล่อ” แพรไหมโบกมือก่อนเดินจากไป ชอนมองตามหลังไม่คิดจะปิดบังสายตา “น้องมึงนี่…” เขาพูดช้า ๆ “ใช่ย่อยเลยว่ะ” “กูบอกแล้ว” เพทายหัวเราะ “อย่าเพิ่งรีบร้อน” “กูเอาอยู่นะ” ชอนพูดมั่นใจ “คนแบบนี้แหละที่กูอยากได้” เพทายยิ้ม ยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้มีความหวังดีอยู่ในนั้นเลย “ค่อย ๆ จีบ” เขาพูด “มันแพ้ลูกตื๊อ แพ้คนดี แพ้คนรักครอบครัว” “อย่าให้มันรู้เรื่องมึงก่อนละ” ชอนขมวดคิ้ว “กูจะปิดยังไงวะ” “ผู้หญิงกูแม่งก็เยอะ” “ก็พยายามหน่อย” เพทายตอบเสียงเรียบ “ถ้ามึงอยากได้มันจริง” ชอนเงียบไปก่อนหัวเราะเบา ๆ “เออ กูจะลองดู” ณัฐชากับแพรไหมนั่งกินข้าวที่โรงอาหาร คนเยอะ เสียงดังแต่แพรไหมกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรเงียบลงในใจ “พี่ชายคนนั่น…” ณัฐชาลองถาม “เขาดูแปลก ๆ นะ” “หรอ แปลกยังงัย” แพรไหมยักไหล่ “เขาก็ดูปกติแหละ” เธอไม่รู้ว่าเพทายไม่เคยมองเธอเป็น “น้องสาว” จริง ๆ และไม่รู้ว่าชอนมองเธอเป็น “เป้าหมาย” ในเวลาเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ภูผานั่งอยู่ในรถนั่งดูรายงานการติดตามของเหมันต์ เปิดอยู่บนแท็บเล็ต แพรไหม – วันนี้เธอเปิดเรียนซัมเมอร์วันแรก เธอได้บังเอิญเจอเข้ากับพี่ชายคนละแม่ของเธอ เขาชื่อ “เพทาย” ครับและอีกคนเป็นลูกนักธุรกิจชื่อดังที่เป็นคู่แข่งกับคุณภูผาครับ “ใคร” เขาถามเสียงนิ่งแต่คิ้วชักขมวด “ชื่อ ชอน อิศวัฒนะ ครับ” “ตระกูล วัฒนะ งั้นหรอ” “ใช่แล้ว ครับนาย” ปลายนิ้วเขาหยุด ตรงชื่อ ชอน อัศวัฒนะ “ลูกนักธุรกิจคู่แข่ง” ภูผาพึมพำ สายตาเย็นลงทันที เขาเงยหน้ามองถนนหัวใจรู้สึกไม่ชอบใจ โดยไม่ต้องมีเหตุผล บางอย่างกำลังขยับในพื้นที่ที่เขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ และเขาไม่ชอบเวลาที่มีใครมามองของสำคัญของเขา โดยไม่ได้รับหรือขออนุญาตเขาก่อน เย็นวันนั้น 🌙 แพรไหมกลับห้องวางกระเป๋าถอนหายใจยาว แพรไหมนั่งพิงหัวเตียงไฟหัวเตียงเปิดสลัว โทรศัพท์อยู่ในมือหน้าจอสว่างด้วยข้อความที่เพิ่งเด้งเข้ามา “เปิดเทอมซัมเมอร์วันแรก เป็นยังไงบ้าง” ไม่มีชื่อ ไม่มีคำลงท้าย แพรไหมนิ่งรู้ทันทีว่าเป็นใคร ก่อนที่เธอจะตอบอีกข้อความก็ตามมา “มีคนมองคุณอยากได้คุณ แบบไม่หวังดีอยู่ข้างตัวคุณและมันใกล้ตัวคุณ มากกว่าที่คุณคิด” เธออ่านซ้ำ ๆ ช้า ๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ก่อนพิมพ์ตอบกลับไป คุณรู้ได้ยังไงแล้วคุณรู้จักพี่ชายฉันได้ยังไงรู้จักเพื่อนพี่ชายฉันอีกด้วย? เธอเว้นจังหวะนิ้วหยุดอยู่บนหน้าจอก่อนพิมพ์ต่อ “คุณรู้เรื่องวันนี้ได้ยังไงหรือคุณให้คนตามสะกดรอยและสืบชีวิตฉันของฉันหรอ..?” ข้อความถูกส่งออกไป พร้อมลมหายใจที่เธอเพิ่งรู้ตัวว่ากลั้นไว้ ไม่ถึงนาทีคำตอบก็เด้งกลับมา ใครตามติดชีวิตคุณผมแค่บังเอิญขับผ่านไปเจอเลยเดาเฉย ๆ แพรไหมหัวเราะในลำคอ ไม่ขำ เธอพิมพ์กลับทันที “ห๊ะ..! บังเอิญ..? แล้วคุณรู้จักพี่ชายกับเพื่อนพี่ชายฉันได้ยังไง” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนข้อความใหม่จะขึ้นมา ช้ากว่าเดิมเหมือนตั้งใจเลือกคำ “มีอะไรบ้างที่ผมจะไม่รู้ ชอน เป็นลูกนักธุรกิจคู่แข่งของผม ผมทำไมจะไม่รู้จัก” เธอขมวดคิ้ว ชื่อ “ชอน” ทำให้ความรู้สึกแปลก ๆ ที่มหาวิทยาลัยชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะมีข้อความต่อ “แต่ระวังไอ้คนชื่อนั่นหน่อย มันมองคุณไม่เหมือนคนอื่นอย่าไว้ใจมันง่าย ๆ” แพรไหมหลับตาสูดลมหายใจลึก ก่อนพิมพ์กลับไปช้า ๆ “คุณจะมาห่วงฉันทำไม ใครจะมาหลอกฉันหรือทำให้ฉันเสียใจมันเกี่ยวอะไรกับคุณ” เธอเว้นวรรค ก่อนพิมพ์ประโยคที่ค้างอยู่ในใจมานาน “เราไม่ได้เป็นอะไรกัน คุณทำไมต้องมาตามหึง ตามห่วงฉันด้วย” ครั้งนี้คำตอบเด้งกลับมาเร็วเร็วเกินไป “ก็เธอเป็นของ ๆ ฉัน”😏 แพรไหมชะงักหัวใจเหมือนถูกกระแทก😳 “ใครจะมาแตะต้องของ ๆ ฉันไม่ได้ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต” มือเธอสั่นไม่ใช่เพราะกลัวแต่เป็นเพราะโกรธ เธอพิมพ์กลับแรงกว่าที่ตั้งใจ “ใครคือของ ๆ คุณ หมายถึงฉันเหรอ?” “ฉันไปเป็นของ ๆ คุณตั้งแต่เมื่อไหร่? วันนั้นที่เราตกลงกันว่า -แค่คืนเดียว- นอกนั้นจบกันและเป็นอิสระ” “คุณผิดคำพูดนะ” ปลายสายเงียบนานกว่าเดิม ก่อนข้อความใหม่จะขึ้นมา ประโยคสั้นแต่หนักแน่นชัดเจน “แล้วทำไมล่ะ?” แพรไหมขมวดคิ้วอ่านต่อ “ผมนึกอยากจะได้ของ ๆ ผมคืนใครจะมาห้ามผมได้” “ผมอยากได้อะไรก็ต้องได้ และในเมื่อสิ่งนั้นมันเคยเป็นของผมมาก่อน ผมจะเอากลับมาเมื่อไหร่ก็ได้” ความโกรธแล่นขึ้นจนปลายนิ้วเย็น แพรไหมพิมพ์กลับทันทีไม่คิดให้ช้ากว่านี้ “ฉันไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่อะไรที่ใครจะหยิบ จะจับ จะโยนทิ้ง แล้วหยิบยกกลับขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ๆ นะ” เธอหยุดก่อนพิมพ์ประโยคสุดท้าย พร้อมรอยยิ้มที่ทั้งดื้อและท้าทาย “คุณลอง ๆ ดูสิ ว่าคุณจะตามหึงห่วงฉันได้สักกี่น้ำ?” ไม่ถึงห้าวินาทีข้อความจากเขาก็เด้งกลับมา “คุณท้าทายผมหรอ?” แพรไหมอ่านหัวใจเต้นแรงแต่ไม่ถอย “คุณจะได้รู้ว่าผมทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด” เธอจ้องหน้าจอก่อนหัวเราะเบา ๆ แล้วพิมพ์ตอบกลับไปแบบสั้นที่สุด “ก็แล้วแต่คุณ 👋 บายค่ะ” เธอกดส่งแล้วกดล็อกหน้าจอทันที เหมือนปิดประตูใส่หน้าใครบางคน หัวใจยังเต้นแรงแต่แววตาเธอนิ่ง ณ ในรถสีดำที่จอดอยู่ใต้ตึกสำนักงาน ภูผาจ้องหน้าจอโทรศัพท์ อ่านข้อความสุดท้ายซ้ำอีกครั้ง - ก็แล้วแต่คุณ 👋 บายค่ะ- เขาหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำอันตราย ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนเบาะแรงกว่าปกติ เหมันต์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ชะงัก “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณภูผา” ภูผาพิงพนักพิงยกมือขึ้นคลายเนกไท แววตายังมีรอยยิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไร” เขาตอบเรียบ “แค่เด็กมันยั่วโมโห” เหมันต์ไม่พูดต่อแต่รู้ดีว่า คำว่า “ยั่วโมโห” ของเจ้านาย ไม่เคยหมายถึงเรื่องเล็ก ๆ เลย ภูผาหลับตาลงภาพรอยยิ้มดื้อ ๆ สายตาที่ไม่ยอมแพ้ ผุดขึ้นมาในหัว เขาโกรธจัดแต่ก็ชอบใจมาก - ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ควรถูกปล่อยให้ใครอื่นแตะ - “เกมเพิ่งเริ่มเอง” เขาพึมพำกับตัวเอง และคราวนี้ เขาตะตั้งใจเล่นจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมรับว่าไม่มีคำว่า “แค่วันเดียว” หลงเหลืออยู่อีกต่อไป — โปรดติดตามตอนต่อไป 🫠👉
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD