🔥 ห้องที่ตัดโลกออกจากกัน

2441 Words
ความเงียบในห้องแน่นขึ้น แน่นจนแพรไหมรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองดังเกินไป ทุกครั้งที่เธอสูดเข้า เหมือนอากาศในห้องถูกดึงออกไปทีละนิด และทุกครั้งที่ผ่อนออก เหมือนกำลังยอมรับบางอย่าง—โดยไม่ต้องพูดออกมา ภูผายังค้ำผนังอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่แตะต้อง ไม่เร่งรัด แต่ใกล้…ใกล้เกินกว่าจะหลอกตัวเองได้ว่า “ไม่รู้สึกอะไร” “คุณไม่ได้เดินออกไป” เขาพูดเรียบ เหมือนกำลังสรุปผล ไม่ใช่ตั้งคำถาม “งั้นผมก็ขอแปลความหมายว่า…คุณเลือกแล้ว” แพรไหมเงยหน้าขึ้น สายตาสบกันตรง ๆ ไม่มีใครหลบ และไม่มีใครยอมลดระดับ “ฉันแค่ไม่อยากยอมแพ้ใครง่าย ๆ” เสียงเธอเบา แต่ชัด “โดยที่ตัวเองยังไม่รู้เลย ว่ากำลังเดินเข้าไปเจออะไร” มุมปากเขายกขึ้นเพียงนิดเดียว ไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เห็นบางอย่าง…น่าสนใจ “ดีครับ” น้ำเสียงเขานิ่ง “ผมก็ไม่ชอบอะไรที่ได้มาง่ายเกินไปเหมือนกัน” เขาลดแขนลงจากผนัง เปลี่ยนมายืนตรงหน้าเธอแทน ระยะห่างเหลือเพียงลมหายใจ บรรยากาศเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะใครขยับ แต่เพราะ “เกม” ถูกยกระดับขึ้นอีกขั้น มือเขาเอื้อมมา ไม่ได้คว้า ไม่ได้บังคับ เพียงแตะลงบนข้อมือเธอเบา ๆ สัมผัสนั้นเบา แต่มั่นคง พอให้หัวใจเธอกระตุกแรง “ถ้าผมแตะต้อง” เขาพูดช้า เหมือนเปิดทางให้เธอคิด “ผมต้องมั่นใจว่าคุณไม่หนี” แพรไหมกลืนน้ำลาย ยังไม่ถอย ยังไม่หลบสายตา “แล้วถ้าฉันไม่หนี” เธอถามเสียงเบา “คุณจะรับผิดชอบยังไงคะ…คุณซีอีโอปากร้าย” เสียงหัวเราะต่ำหลุดออกมานิดเดียว ไม่ใช่เสียงขำ แต่เป็นความพอใจ “ผมรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองเสมอ” เขาเลื่อนมือจากข้อมือขึ้นมาประคองต้นแขน แรงไม่มาก แต่ชัดเจนพอจะสื่อว่า…เขาไม่คิดปล่อยเธอไปง่าย ๆ แพรไหมสูดลมหายใจลึก หัวใจเต้นแรง แต่เธอก็ยังยืนอยู่ที่เดิม “ยังกล้าอยู่ไหม” เขาพึมพำใกล้เกินไป “ยัยหมาบ้า” คำเรียกนั้น ไม่เหมือนคำด่าอีกต่อไป แต่มันเหมือนชื่อเรียกเฉพาะ…ที่มีความหมาย แพรไหมยิ้มบาง ๆ ยกมือขึ้นจับปกเสื้อสูทเขาไว้ ไม่ดึง ไม่รั้ง แค่จับ “ก็คุณเป็นคนบอกเองนี่คะ” เสียงเธอแผ่ว แต่แฝงรอยยิ้ม “ว่าหมาบ้า…ต้องปราบให้ถูกวิธี” ความนิ่งของเขาขาดไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนมืออีกข้างจะพาเธอขยับถอยหลังช้า ๆ จนแผ่นหลังแตะขอบโต๊ะ ไม่แรง ไม่กระแทก แต่ชัดว่าพื้นที่ให้ลังเล…หายไปแล้ว ไฟในห้องหรี่ลง ไม่มืด แต่พอให้โลกภายนอกถูกตัดออกไป ความเงียบหลังประตูปิด ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจ “คุณมาทำงานที่นี่ เพราะเงินใช่ไหม” คำถามของเขาเรียบ เหมือนคุยเรื่องธุรกิจ แพรไหมพยักหน้า “ค่ะ…ฉันจำเป็น” เขาพยักหน้าตอบ เข้าใจ และไม่ตัดสิน “ดี” “เหตุผลตรงไปตรงมา ผมชอบ” เธอมองเขานิ่ง “แล้วคุณล่ะคะ” “จะให้ฉันได้มากกว่านั้นไหม” สายตาเขาคมขึ้น ไม่ใช่สายตาของผู้ชาย แต่เป็นสายตาของคนคุมเกม “ถ้าคุณทำให้ผมรู้สึกว่ามันคุ้ม” แพรไหมยิ้มบาง ๆ ยิ้มของคนที่รู้ดีว่ากำลังเดินบนเส้นบาง “งั้นเราก็เข้าใจกัน” เขาพูดเบา ๆ ไฟในห้องหรี่ลงอีกระดับ เงาของคนสองคนทาบทับกันบนผนัง ภูผาไม่รีบ เขาเพียงยืนมองเธอ มองแบบคนที่กำลังประเมินค่า…ไม่ใช่ราคา “จำข้อตกลงได้ใช่ไหม” เสียงเขาต่ำ “คืนนี้ ไม่มีการแกล้งทำ” แพรไหมพยักหน้า หัวใจเต้นแรง แต่สายตาไม่ถอย “ดี” เขาพึมพำ มือเขายกขึ้น แตะกรอบหน้าเธอเบา ๆ แค่พอให้เธอรู้สึกถึงการเลือก…ที่ไม่มีใครบังคับ “ถ้าตอนนี้ผมปล่อยคุณไป” เขาถามใกล้หู “คุณจะเดินออกไปไหม” แพรไหมส่ายหน้าเบา ๆ คำตอบนั้นชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ เขายิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ชนะ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ได้ “การยอมรับ” ไฟในห้องหรี่ลงอีกนิด คืนข้างนอกยังคงครึกครื้น แต่โลกของคนสองคน…เงียบลงอย่างตั้งใจ แพรไหมไม่รู้เลยว่า การ “ไม่เดินออกไป” ในคืนนั้น ไม่ได้เปลี่ยนแค่คืนนี้ แต่มันคือก้าวแรก ของความสัมพันธ์ ที่ไม่มีใครในห้องนี้ สามารถทำเป็นไม่รู้สึกได้อีกต่อไป เขาเดินไปหยุดที่โต๊ะ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่สัญญา เป็นเพียงกระดาษเปล่า—ว่างพอจะใส่อะไรก็ได้ “แล้วคุณล่ะคะ” แพรไหมถามกลับ เสียงเรียบ แต่สายตาไม่ถอย “จะให้ฉันได้มากกว่านั้นไหม” ภูผาเลิกคิ้ว มองเธออย่างคนคุมเกม ไม่ใช่ด้วยสายตาของผู้ชาย “ถ้าคุณยอมผม?” เขาถามตรง “หรือถ้าผมยอมคุณ” แพรไหมยิ้มบาง ๆ ยิ้มของคนที่รู้ว่ากำลังยืนอยู่บนเส้นบางมาก “ถ้าคุณทำให้ฉันรู้สึกว่า…มันคุ้ม” เสียงหัวเราะต่ำในลำคอ ไม่ใช่ขำ แต่เป็นความพอใจ “เหตุผลเริ่มฟังขึ้นแล้ว” เขาวางกระดาษลง หยิบปากกาขึ้น หมุนเล่นช้า ๆ ระหว่างนิ้ว “งั้นฟังผมให้ดี” “ถ้าคืนนี้คุณทำให้ผมประทับใจพอ” เขาหยุดมองตาเธอตรง ๆ “ผมยอมจ่าย…มากกว่าที่คุณคิด” หัวใจแพรไหมเต้นแรง แต่เธอยังยืนที่เดิม “แล้วหลังจากนี้ล่ะคะ” “พรุ่งนี้เช้า…หรือวันไหน” น้ำเสียงจริงจังขึ้น ไม่กวน ไม่ท้าทาย ภูผานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบชัด “ไม่มี” คำเดียว—ตัดทุกความคาดหวัง “เป็นแค่วันนี้” “คืนนี้จบ พรุ่งนี้คุณเป็นอิสระ” เขาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นเหล้าอ่อน ๆ จากลมหายใจพอให้รู้สึก “ไม่ตาม ไม่เรียก ไม่ผูกมัด” แพรไหมหลับตาลงชั่ววินาที เหมือนชั่งน้ำหนักชีวิต—เงิน ศักดิ์ศรี และผู้ชายตรงหน้า เมื่อเธอลืมตา สายตานั้นนิ่งขึ้น แข็งแรงขึ้น “ตกลง” เธอพูดช้า ๆ “แค่วันนี้” ภูผายิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มผู้ชนะ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ “ดี” “งั้นถือว่า…เราคุยกันรู้เรื่อง” เขาหันไปดับไฟดวงหนึ่ง ห้องยิ่งเงียบ ยิ่งเป็นส่วนตัว “จำไว้อย่างเดียว” เสียงต่ำ หนัก “คืนนี้คุณขายเวลา” “แต่ผม…ซื้อความกล้า” เมื่อข้อตกลงถูกพูดออกมาแล้ว ไม่มีใครถามซ้ำ มีแค่คืนเดียว กับราคาที่ทั้งคู่ต้องจ่าย—คนละแบบ แพรไหมไม่รู้เลยว่า การ “ไม่เดินออกไป” ในคืนนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่คืนนี้ แต่มันคือการก้าวเข้าไปในอาณาเขตของผู้ชายชื่อภูผา และจากวินาทีนั้น เธอจะไม่ใช่แค่ “เด็กพาร์ตไทม์” อีกต่อไป เขาไม่รีบเข้ามาแตะต้อง เพียงยืนมอง—มองแบบคนที่รู้คุณค่า และกำลังเลือกวิธีดูแลมัน สายตาเขาไล่ช้า ๆ อย่างตั้งใจ แพรไหมรู้สึกเหมือนถูกถอดเกราะออกทีละชั้น ทั้งที่ยังยืนอยู่ที่เดิม “จำข้อตกลงได้ใช่ไหม” เสียงเรียบ เย็น แต่สุภาพ “คืนนี้ ไม่มีคำว่าใจอ่อน” เธอพยักหน้า หัวใจเต้นแรง แต่ไม่ถอย “แล้วคุณล่ะคะ” เสียงสั่นนิดเดียว “จะรักษาคำพูดแค่ไหน” ภูผายิ้มมุมปาก ก้าวเข้ามาใกล้พอให้รู้สึกถึงแรงกดดัน “ผมไม่ผิดสัญญา” “แต่ผมไม่ให้ของอะไรกับใครฟรี ๆ” มือเขายกขึ้น หยุดไว้ใกล้แก้ม—ไม่แตะ แต่ชัดว่าคุมจังหวะได้ “ถ้าคุณอยากได้มากขึ้น” “คุณต้องซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่านี้” ลมหายใจอุ่นเฉียดผ่าน ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย “ผมจ่ายให้ได้” “แต่ผมไม่ซื้อคำโกหก—even กับตัวเอง” คำพูดนั้นลึกกว่าอะไรทั้งหมด แพรไหมหลับตา กำมือแน่น รู้ตัวว่าเกมนี้ไม่ต้องใช้แรง “ถ้าฉันเผลอ” เธอเอ่ยเหมือนสารภาพ “คุณจะหยุดไหม” เขานิ่งไปเสี้ยววินาที “ไม่หยุด” “แต่ผมจะจำไว้” เว้นจังหวะให้ความหมายตกลงมา “และนั่นแหละ…คือสิ่งที่แพงที่สุดของคืนนี้” “มองผมสิ” คำสั่งเบา แต่ชัด แพรไหมลืมตาสบสายตาเขา มือเย็น แต่สายตาไม่ยอมแพ้ “ดี” “แบบนี้แหละ” ปลายนิ้วเขาแตะคางเธอเบา ๆ ยกขึ้นเพียงพอให้สายตาสบกัน “ผมชอบคนที่กลัว” “แต่ยังเลือกยืนอยู่ตรงนี้” เธอเผลอหายใจแรง เขากระซิบอย่างอ่อนโยนเกินคาด “ไม่ต้องกลั้นหายใจ” มือเขาวางที่เอว—ไม่ดึง ไม่รั้ง แค่บอกว่าเขาอยู่ตรงนี้ “ถ้าตอนนี้ผมปล่อยคุณไป” “คุณจะเดินออกไปไหม” แพรไหมส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ค่ะ” เขายิ้มรับคำตอบนั้น “จำไว้นะ…นี่คือการเลือกของคุณ” เขาพาเธอถอยหลังช้า ๆ จนแผ่นหลังแตะโต๊ะ—ไม่แรง ไม่เร่ง “ยัยหมาบ้า…” เสียงเขาไม่ดุ “คุณรู้ไหมว่าคุณทำให้คนอยากดูแลแค่ไหน” แพรไหมจับข้อมือเขาไว้—ไม่ผลัก แค่ยืนยัน “ฉันไม่ชอบให้ใครลองเล่น” เขาหัวเราะเบา ๆ ใกล้เกินไป “ผมไม่เคยเล่นกับสิ่งที่ผมเลือก” หน้าผากแตะกัน ลมหายใจประสาน “คืนนี้” เขาพูดช้า “คุณไม่ต้องเป็นอะไรทั้งนั้น” ไฟในห้องหรี่ลงอีกนิด เงาสองเงาทาบกันบนผนัง โลกภายนอกเงียบลงอย่างตั้งใจ แพรไหมรู้เพียงว่า— การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอ แต่กำลังเปลี่ยนเธอ และเปลี่ยนเขา—ไปพร้อมกัน “ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องสู้ ไม่ต้องแสดง” คำพูดนั้นเบา แต่กลับทำให้บางอย่างในใจแพรไหมคลายลงโดยไม่รู้ตัว มือของเขาวางอยู่บนศีรษะเธอช้า ๆ ไม่ได้กด ไม่ได้บังคับ คล้ายการปลอบโยนที่ไม่ต้องการคำอธิบาย แพรไหมหลับตาเป็นครั้งแรก ยอมให้ตัวเองรู้สึก—ทั้งความร้อนรุ่ม ความลังเล และความอยากที่ไม่อยากยอมรับ ภูผาถอยออกไปเพียงนิดเดียว พอให้ความอุ่นนั้นหายไปชั่วครู่ เธอเผลอลืมตา สายตาไล่ตามเขาโดยไม่รู้ตัว เขาเห็น และยิ้ม “ดี” เสียงเขานุ่มลง “คุณเริ่มซื่อสัตย์กับตัวเองแล้ว” ไฟในห้องหรี่ลงอีกระดับ เงาของคนสองคนทาบทับกันบนผนัง ภูผาไม่พูดอะไรต่อ แค่ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ใกล้จนแพรไหมรับรู้ได้ถึงความร้อนที่ไม่ได้มาจากลมหายใจ แต่มาจากการตัดสินใจของผู้ชายตรงหน้า ปลายนิ้วเขาแตะข้างแก้มเธอเบา ๆ ช้า ๆ แพรไหมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอย เพียงกลั้นหายใจ เขาสังเกตเห็น และยิ้มบาง ๆ “ดี” “แบบนี้แหละ” นิ้วหัวแม่มือลากช้า ๆ ตามแนวกราม หยุดตรงมุมปาก ราวกับตั้งใจจะรอ ไม่เร่ง ไม่บีบ ให้เธอเป็นฝ่ายเลือก แพรไหมเม้มริมฝีปากเพียงเสี้ยววินาที พอให้เขารับรู้ พอให้เขาตัดสินใจ ภูผาก้มลงอย่างช้า ๆ นิ่ง และตั้งใจ การสัมผัสนั้นเบามาก เป็นเพียงการแตะกันของลมหายใจและความรู้สึก สั้นเกินกว่าจะเรียกว่าจูบ แต่ชัดเกินกว่าจะปฏิเสธว่า “ไม่รู้สึก” แล้วเขาก็ถอยออก ทิ้งไว้เพียงความอุ่นที่แล่นผ่านทั้งร่าง แพรไหมลืมตา หายใจแรง เหมือนเพิ่งถูกปลุกจากอะไรบางอย่าง เขามองเธอ นิ่ง รอ “ยังไหวไหม” ถามด้วยน้ำเสียงเหมือนถามเรื่องงาน สุภาพ และเปิดทาง แพรไหมไม่ตอบ แค่ยกมือขึ้น จับปกเสื้อเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม คำตอบนั้นชัดกว่าเสียงใด ๆ ภูผาหัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่เสียงขำ แต่เป็นเสียงพอใจ “งั้น…เราค่อย ๆ ไปต่อ” เขาโน้มเข้ามาอีกครั้ง ไม่รีบ ไม่เร่ง เหมือนให้เวลาเธอปรับจังหวะหัวใจของตัวเอง มือเขาวางที่แผ่นหลัง เพียงประคอง ไม่ผลัก ไม่บังคับ พื้นที่ระหว่างคนสองคนค่อย ๆ หายไป โดยไม่มีใครต้องพูดอะไร แพรไหมเผลอเปล่งเสียงแผ่วในลำคอ เบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เขารับรู้ เขาถอยออกมาเพียงนิดเดียว พอให้กระซิบใกล้ ๆ “ไม่ต้องซ่อน” น้ำเสียงกวนเบา ๆ แต่ไม่กดดัน “ผมไม่ได้คิดคะแนนเพิ่มหรอก” ประโยคนั้นทำให้เธอสั่น ทั้งเขิน ทั้งหงุดหงิด และทั้งรู้สึกว่าถูกมองออกหมด “คุณนี่…” เธอพยายามจะพูด แต่คำพูดหายไปกลางประโยค เพราะเขาพาเธอถอยหลังช้า ๆ จนแผ่นหลังแตะโต๊ะ ไม่แรง ไม่เจ็บ แต่ชัดว่าเขาคุมจังหวะทั้งหมด มือหนึ่งค้ำโต๊ะ อีกมือประคองหน้าเธอไว้ ไม่ให้หลบ ไม่ให้หันหนี “มองผม” คำสั่งเบา ๆ แต่สุภาพ และชัดเจน แพรไหมสบตาเขา หัวใจเต้นแรง แรงจนรู้สึกเหมือนถูกบีบ “คืนนี้” เขาพูดช้า “คุณไม่ต้องเอาชนะผม” “แค่ยอมรับว่าคุณรู้สึก” “ก็พอแล้ว” คำพูดนั้น เหมือนปลดล็อกบางอย่างในใจเธอ แพรไหมยกมือขึ้น สอดนิ้วเข้ากับเส้นผมเขา ไม่ดึง ไม่รั้ง แค่แตะ เหมือนบอกว่า เธอไม่หนีแล้ว ภูผานิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนสายตาจะเปลี่ยน จริงจังขึ้น หนักแน่นขึ้น “จำไว้นะ” เสียงเขาต่ำ “ตั้งแต่วินาทีนี้” “ผมจะจริงจัง” เขาโน้มเข้ามาอีกครั้ง ช้า ลึก และตั้งใจ ไม่ใช่เพื่อเร่ง แต่เพื่อย้ำการตัดสินใจ มือเขาประคองเธอไว้ ไม่ให้ถอย ไม่ให้หลงทาง แพรไหมหายใจไม่ทัน แต่เธอไม่ผลัก ไม่ร้องขอให้หยุด มีเพียงเสียงหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ กับมือที่จับเขาแน่นขึ้นอย่างเผลอใจ เขาถอยออกมาอีกครั้ง หน้าผากแตะกัน ลมหายใจประสาน “ยังอยู่กับผมไหม” ถามช้า จริงจัง แพรไหมพยักหน้า แรงน้อย แต่แน่นอน “ดี” เขาพึมพำ ไฟในห้องหรี่ลงอีกนิด ความมืดกลืนทุกอย่าง เหลือแต่เสียงหายใจ หัวใจเต้นจนแทบระเบิด เงาของคนสองคนทาบซ้อนกันบนผนัง คืนนี้ ไม่มีคำว่ารัก ไม่มีคำว่าค่อย ๆ มีแต่ความอยาก รุนแรง และไม่มีใครยอมถอย 🤭🫠
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD