บ่ายวันนั้น 🌞
แพรไหมตั้งใจทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้
ยุ่งกับเอกสารตรงหน้า ยุ่งกับโน้ตที่เปิดค้าง
ยุ่งกับเสียงณัฐชาที่บ่นเรื่องโปรเจกต์ไม่หยุดปาก
เพราะยิ่งปล่อยให้ตัวเองว่าง ภาพบางภาพในหัวก็ยิ่งชัด
ระยะห่างที่ใกล้เกินไป น้ำเสียงที่ไม่เร่ง สายตาที่เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเธอจะไม่หนี
“ไหม แกฟังฉันอยู่หรือเปล่า”
ณัฐชาหันมามองเลิกคิ้วนิดหนึ่ง เหมือนจับสัญญาณได้บางอย่าง
แพรไหมสะดุ้งยิ้มแห้ง ๆ
“ฟังอยู่ ๆ โทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย”
ณัฐชามองหน้าเพื่อนเหมือนจะถามต่อ แต่สุดท้ายก็แค่ถอนหายใจเบา ๆ
“ตั้งแต่ผู้บริหารคนใหม่เข้ามา”
ณัฐชาพูด
“บรรยากาศมหาวิทยาลัยมันแปลก ๆ เนอะ”
แพรไหมไม่ตอบเพียงยิ้มบาง ๆ เหมือนประโยคนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเธอทั้งที่ในใจมันข้องเกี่ยวกับเธอเกินไปแล้ว
ช่วงบ่ายแก่ 🌖
คณะบริหารธุรกิจมีการประชุมย่อย เรื่องกิจกรรมร่วมกับภาคเอกชนนักศึกษาบางส่วนถูกเชิญให้เข้าร่วมฟัง
แพรไหมนั่งอยู่แถวกลางตั้งใจฟัง หรืออย่างน้อยก็พยายามทำให้ดูเหมือนตั้งใจ
จนกระทั่ง เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ ไม่ดังมาก ไม่สะดุด
แต่บรรยากาศในห้องกลับเปลี่ยนไปทันที
ชายหนุ่มร่างสูงก้าวเข้ามา สูทสีอ่อน สีหน้าเป็นมิตร
รอยยิ้มของคนที่คุ้นเคยกับสายตาคนอื่น
ชอน อัศวัฒนะ
คณะบริหารธุรกิจที่กำลังจะจบและกำลังทำโปรเจกต์จบตัวสุดท้ายของเทอม
เขากวาดตามองทั่วห้องเหมือนมองผ่าน ๆ แต่เมื่อสายตาไปเจอแพรไหมมันหยุดอยู่เสี้ยววินาทีนานกว่าที่ควรจะเป็น
แพรไหมรับรู้ได้ทันทีแม้เขาจะยิ้มให้ทุกคนเหมือนกัน
“สวัสดีครับทุกคน”
ชอนทักน้ำเสียงสุภาพ อบอุ่น เป็นกันเอง
“ผมชอน ตัวแทนจากบริษัทอัศวัฒนะ”
“วันนี้ขอเข้ามาร่วมฟังแนวคิดของนักศึกษาด้วยครับ”
ชอน วันนี้เค้ามาในนามตัวแทนบริษัทของพ่อเข้าร่วมรับฟังแนวคิดของนักศึกษาด้วย
อาจารย์พยักหน้า เชิญนั่ง
ชอนเลือกที่จะนั่งที่ว่างบังเอิญอยู่แถวเดียวกับแพรไหม ใกล้แต่ไม่ชิดมาก ใกล้ในระยะที่คนตั้งใจเว้นและรู้ตัวดีว่ากำลังเว้นระยะห่างแบบพอดี
“บังเอิญจังนะครับ น้องแพรไหมจำพี่ได้ไหมพี่ชอนเป็นเพื่อนพี่ชายของน้องเพทายน่ะ”
ชอนกระซิบเบา ๆ ในจังหวะที่อาจารย์เริ่มพูด
แพรไหมหันไปยิ้มสุภาพ
“ค่อนข้างบังเอิญจังเลยนะคะ”
“พี่จำเธอได้” เขาพูดต่อน้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ได้รีบเร่งอะไร
“จากวันที่เจอกันครั้งก่อนหน้า ที่แถวหน้าคณะบริหาร”
แพรไหมพยักหน้า
“ อ๋อนึกออกแล้วค่ะ จำได้ค่ะ”
“วันนั้น แพรไหมดูรีบ” ชอนยิ้ม
“วันนี้ดูสบายขึ้นนะครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“อาจเพราะวันนี้ อากาศสดชื่นและไม่มีใครมากวนใจมั้งค่ะ”
คำพูดนั้นฟังเหมือนเล่นแต่มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
ชอนเลิกคิ้วหัวเราะนิดหนึ่ง
“ถ้าเป็นพี่ พี่คงขอโทษแพรไหมไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ” แพรไหมตอบสุภาพ เรียบนิ่งแต่ยังรักษาระยะห่าง
ชอนมองเธอด้วยแววตาที่สนใจ อยากได้ แต่ไม่ล้ำเส้น
ไม่เร่งรีบแต่ชัดเจนจนมีบ้างคนเขาดูออก
หลังการประชุมนักศึกษาทยอยออกจากห้อง
ชอนลุกขึ้นพร้อมกันกับแพรไหม เดินข้างแพรไหมอย่างเป็นธรรมชาติ สุภาพไม่เร่งรีบ ไม่รั้งเธอ
“ถ้าไม่รบกวน”
เขาพูด
“พี่ขอเลี้ยงกาแฟเป็นการขอโทษย้อนหลังได้ไหมครับ”
แพรไหมชะงักเพียงเสี้ยววินาทีไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่เพราะรับรู้ได้ถึงว่ามีอะไรบางอย่างที่กำลังค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้เธอ
“วันนี้คงไม่ได้ค่ะ” เธอตอบ น้ำเสียงอ่อน
“ฉันมีนัดกับเพื่อนแล้วคะ”
ณัฐชาที่เดินตามหลังมาถึงกับหันขวับ
ชอนพยักหน้าไม่ได้ผิดหวังและไม่เซ้าซี้แพรไหมต่อ
“งั้นไว้โอกาสหน้านะครับ” เขาพูดยิ้มบาง ๆ
“พี่ไม่รีบครับ”
ประโยคเดียวกลับทำให้แพรไหมนึกถึงใครอีกคน โดยไม่ตั้งใจ
จากอีกฝั่งของอาคาร
สายตาคู่หนึ่งจับภาพทั้งหมดไว้เงียบ ๆ
ไม่ได้เข้ามาแทรก ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกอึดอัด
ภูผายืนคุยกับอาจารย์ท่าทางสุภาพเป็นทางการ แต่สายตาไม่อยู่ตรงนั้น เขาเห็นการยืนข้างกัน การพูดคุย
รอยยิ้มที่ไม่ล้ำเส้นแต่มีความหมาย
“คุณภูผาคะ” อาจารย์เรียก
“คิดเห็นยังไงกับกิจกรรมร่วมกับภาคเอกชน”
ภูผาหันกลับมายิ้มสุภาพ
“เป็นแนวคิดที่ดีครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“แต่ผมอยากให้เด็กได้เลือกด้วยเองมากกว่าครับ”
“ว่าจะร่วมกับใคร ทำอะไร”
“และในจังหวะไหน”
ประโยคนั้นฟังเหมือนพูดถึงเรื่องงานแต่มันไม่ใช่ทั้งหมด
เย็นวันนั้น 🌘
แพรไหมเดินออกจากตึกพร้อมณัฐชา
“เมื่อกี้พี่คนหล่อ เค้ายังหล่อเหมือนเดิมเลยเนอะแก”
ณัฐชากระซิบ
“พี่ชอนน่ะ”
แพรไหมหัวเราะ
“จ๊ะ หล่อเหมือนค่ะ”
“แกตอบเร็วไปไหม” ณัฐชาแซว
แพรไหมยักไหล่
“ความหล่อมันเถียงยากนี่นา”
แต่ในใจภาพของอีกคนยังชัดกว่า
โทรศัพท์ในมือเธอสั่นข้อความใหม่เด้งขึ้นมา
: วันนี้คุณดูมีคนคุยด้วยเยอะแยะจังเลยนะ
แพรไหมชะงักเงยหน้ามองรอบตัว ไม่เห็นรถสีดำ ไม่เห็นใครคุ้นตา
: คุณสังเกตเก่ง มีตารอบด้านเลยนะคะ
เธอพิมพ์กลับกวนเบา ๆ
ไม่นานข้อความตอบกลับมา
: ผมแค่ไม่ชอบที่พลาดรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
แพรไหมเม้มปากหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
: คุณไม่จำเป็นต้องมาสนใจทุกอย่างเกี่ยวกับฉันก็ได้นะคะ
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับสั้น ๆ
: ผมไม่ได้สนใจทุกอย่าง แต่ผมเลือกที่จะเอาของ ๆ ผมกลับมา
คำว่า เลือก ทำให้เธอเผลอหยุดเดิน
ณัฐชาหันมามอง
“แกเป็นอะไรอีกแล้ว”
แพรไหมยิ้ม
“ไม่มีอะไรจริง ๆ”
ค่ำวันนั้น 🌘
ภูผานั่งอยู่ในรถสีดำคันเก่า ไฟเมืองสะท้อนกระจกเป็นเส้นยาว
เหมันต์นั่งเงียบรอจังหวะ
“ชอนเริ่มขยับแล้วครับ” เขารายงานในที่สุด
ภูผาพยักหน้า ไม่ค่อยดูแปลกใจ ไม่หงุดหงิด
“เขาเล่นเกมสุภาพเข้าหาเธอ”
ภูผาพูดเหมือนวิเคราะห์มากกว่าบ่น
“นั่นแหละที่น่าระวัง”
“จะให้ผมกันเธอออกจากคุณชอนไหมครับ”
ภูผาส่ายหน้ามุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่จำเป็นหรอก” เขาตอบ
“ปล่อยให้มันเข้ามาข้องเกี่ยวกับเธอ”
เหมันต์เลิกคิ้ว
“บางครั้ง” ภูผาพูดต่อ
“การมีคนกลางหรือบุคคลที่สามเขามา”
“จะทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า—”
“เธอจะเลือกใครเลือกอะไร”
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง นึกถึงรอยยิ้มที่สุภาพของแพรไหมและท่าทีที่ไม่ได้หนีไปไหนแต่ไม่เข้าใกล้ชอนจนเกินไป
เกมนี้ เริ่มมีผู้เล่นเพิ่มแต่เขายังไม่คิดว่า ตัวเองจะเสียตำแหน่ง
เพราะสิ่งที่เขามีมันไม่ใช่แค่เวลาหรืออำนาจ แต่มันคือความอดทนที่จะรอให้ใครบางคนเลือกเดินเข้ามาเอง
และนั่น
คือจุดที่เกมจะเริ่มร้อนขึ้นจริง ๆ
🚩 คนกลางระหว่างสายตา
🌘 ค่ำวันเดียวกันนั้น
แพรไหมกลับถึงห้องพักช้ากว่าปกติเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะติดธุระอะไร แต่เพราะเธอเดินช้าลงเอง เหมือนตั้งใจยืดเวลาให้ตัวเองได้คิดอะไรบางอย่างให้จบ
ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าบางเรื่องไม่ได้จบง่าย ๆ แค่คิด
โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นสายเรียกเข้า ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เธอหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องก่อนจะเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก
ภูผา
แพรไหมมองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย
“ค่ะ มีอะไรให้รับใช้คะ”
น้ำเสียงของเธอเรียบเหมือนตลอดทั้งวันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถึงห้องหรือยัง”
คำถามสั้น ๆ ไม่ถามว่าไปไหนมา ไม่ถามว่าอยู่กับใคร
แต่ฟังดูเหมือนเขารู้คำตอบอยู่แล้ว
“เพิ่งถึงค่ะ” เธอตอบ พรางถอดรองเท้า วางกระเป๋าลงข้างตัว
“วันนี้ดูเหมือนคุณจะยุ่งนะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติ สุภาพแต่มีอะไรบางอย่างแฝงอยู่
จับทางเดาเขายากแต่รู้สึกได้
แพรไหมยิ้มบาง ๆ ทั้งที่เขามองไม่เห็น
“ก็ปกติของนักศึกษานะคะ”
“ผมเห็นคุณยิ้มอ่อยผู้ชายด้วยนะ”
ประโยคนั้น ทำให้มือที่กำลังเอื้อมไปเปิดไฟชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
“คุณคงดูผิดแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงกวนเบา ๆ
“ฉันไม่ใช่คนยิ้มง่ายขนาดนั้น และไม่ได้อ่อยใครตามที่คุณพูดนะคะ”
ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่เป็นความเงียบของคนที่กำลังคิดมาก
“คุณยิ้มกับเขา” ภูผาพูดต่อเสียงต่ำลงเล็กน้อย
“แต่ไม่ใช่รอยยิ้มเดียวกับที่คุณใช้กับผม”
แพรไหมเอนหลังพิงประตูหลับตาลงเบา ๆ
“คุณนี่สังเกตเก่งจริงจังนะคะ”
เธอพูดเหมือนแซวแต่หัวใจกลับเต้นแรงกว่าที่คิด
“ผมแค่ดูมันออก” เขาตอบ
“ว่ารอยยิ้มไหน..ให้ ใคร”
คำว่า ให้ เขาไม่ได้พูดดัง ไม่ได้เน้น แต่ทำให้บรรยากาศปลายสายดูอึดอันขึ้นโดยไม่ต้องมีใครพูดตรง ๆ
“คุณกำลังหึงหรือเปล่าคะ”
แพรไหมถามเหมือนโยนหินก้อนเล็กลงในผิวน้ำที่นิ่งเกินไป
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ เหมือนขำอยู่ในลำคอ
“คุณคิดว่าผมควรหึงไหม”
“ฉันไม่ใช่คนของคุณนะคะ”
เธอตอบทันทีน้ำเสียงนุ่มแต่ชัดเจน
“ผมรู้ แต่คุณก็เป็นของผมแล้ว หรืออยากให้ผมทวนความทรงจำเหล่านั้นให้คุณอีกครั้ง”
เขาตอบเร็วกว่า
“ผมเลยหึง และหวง”
คำว่า เลยหึง หวง ทำให้เธอเผลอขมวดคิ้ว
“แต่ผมไม่ชอบ” เขาพูดต่อ ช้า ๆ นิ่ง ๆ
“เวลามีใครมายืนในระยะที่ผมตั้งใจเว้นไว้ให้คุณ”
แพรไหมกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนอากาศในห้องลดลงเล็กน้อย
“คุณเว้นไว้ให้ฉัน…” เธอถาม
“…หรือเว้นไว้ให้ตัวคุณเองคะ”
ไม่ใช่คำถามท้าทายแต่เป็นการลองใจอย่างเงียบ ๆ
ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งจนอ่านไม่ออก
“ทั้งสองอย่าง”
แพรไหมหัวเราะเบา ๆ แต่หัวใจกลับไม่เบาเลย
“คุณนี่ชอบพูดเหมือนควบคุมทุกอย่างเลยนะคะ”
“ผมไม่เคยควบคุมคุณ”
เขาตอบ
“ผมแค่ไม่หลอกตัวเอง”
“หลอกว่ายังไงคะ”
“หลอกว่าไม่รู้สึก” เขาพูดชัด ช้า เหมือนตั้งใจให้คำนี้อยู่ในใจเธอ
ปลายนิ้วแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นขึ้นไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะเริ่มรับรู้ได้ว่า เกมนี้กำลังขยับจาก สายตา ไปสู่ ความรู้สึก อย่างจริงจัง
“ถ้าคุณรู้สึก” เธอถามเสียงเบาลง
“คุณจะทำยังไงต่อคะ”
ภูผาไม่ตอบทันที เขาไม่รีบ เหมือนทุกครั้ง
“ผมจะรอ”
เขาพูดในที่สุด
“รอวันที่คุณรู้สึกเหมือนกัน”
แพรไหมหลับตา
หัวใจเต้นแรงจนต้องสูดลมหายใจลึก
“แล้วถ้าวันนั้นไม่มีวันที่ฉันรู้สึกเหมือนกับคุณเกิดขึ้นล่ะคะ”
“งั้นผมก็จะยังอยู่ตรงนี้”
เขาตอบ
“ในระยะที่คุณมองเห็น”
ไม่รุกล้ำ ไม่ถอยหนี และไม่หายไปไหน
แพรไหมไม่พูดอะไรต่อเพราะรู้ดีว่าถ้าเธอพูดอีก อาจเผลอเปิดช่องให้เขามากกว่านี้
“พักผ่อนเถอะครับ” ภูผาพูดน้ำเสียงอ่อนลงอย่างน่าประหลาดใจ
“พรุ่งนี้คุณมีเรียนเช้านิ”
“คุณรู้ตารางฉันดีกว่าตัวฉันจังเลยนะคะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“บังเอิญน่ะครับ”
เธอส่ายหน้าทั้งที่เขามองไม่เห็น
“ฝันดีนะคะ”
“ฝันดี” เขาตอบเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“แล้วอย่าลืม…ผมไม่ได้รีบ”
สายตัดไป
แพรไหมวางโทรศัพท์ยืนอยู่กลางห้องเงียบ ๆ หัวใจยังเต้นแรงทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าเขากำลังรออะไร
แต่เธอรู้แล้วว่า..?
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ต้องการแค่ “ความใกล้” เขากำลังรอ
ให้เธอเป็นคนก้าวเข้ามาเอง
และนั่นแหละ
คือสิ่งที่ทำให้เกมนี้อันตรายขึ้นกว่าที่คิด
— โปรดติดตามตอนต่อไป 🔥