🔥 คืนที่ไม่ควรเข้ามา

2362 Words
เอาจริง ๆ แล้ว— แพรไหมไม่ควรเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรก ผับหรูชื่อดังย่านใจกลางกรุงเทพฯ ของ CEO สุดหล่อชื่อดัง สว่างไสวราวกับโลกอีกใบ แสงไฟหลากสีหมุนวนช้า ๆ สะท้อนบนผนังกระจกและแก้วใส เสียงดนตรีดังคลอเป็นจังหวะหนักแน่นแต่ไม่รุนแรงนัก พอให้หัวใจคนฟังสั่นไหวตามโดยไม่รู้ตัว ที่นี่ดูหรูหราเกินจริง เหมือนเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนหลงลืมบางอย่าง—หรือบางใคร—ไปชั่วคราว กลิ่นแอลกอฮอล์ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ อบอุ่น อึดอัด และชวนให้หายใจลึก ๆ อย่างระมัดระวัง แพรไหมยืนอยู่หลังประตูทางเข้า มือกำสายกระเป๋าแน่นจนปลายนิ้วเย็น เธอสูดลมหายใจช้า ๆ เตือนตัวเองซ้ำ ๆ แค่งาน คืนเดียว แล้วก็กลับบ้าน ผู้จัดการผับยืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าเรียบเฉยแบบคนที่เห็นโลกมาเยอะ ดวงตาไม่แปลกใจ ไม่ซักถามเกินจำเป็น “งานคืนนี้ คืนเดียวครับ” เขาพูดตรงไปตรงมา “ค่าจ้างสูงกว่าปกติ” แพรไหมพยักหน้า ไม่รีบร้อนถามอะไร เธอรู้ดี…ประโยคต่อไปสำคัญกว่า “ไม่ต้องยิ้มมาก ไม่ต้องคุยเกินจำเป็น ทำตามที่บอกก็พอ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ แต่ปิดช่องโต้แย้งอย่างแนบเนียน แพรไหมขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าแค่คืนเดียว ทำไมต้องกำชับขนาดนี้คะ” ผู้จัดการหยุดมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ “เพราะเจ้าของที่นี่…ไม่ชอบปัญหา” แพรไหมเงยหน้าขึ้น “แล้วเขาชอบอะไรคะ” อากาศรอบตัวเหมือนเย็นลงนิดหนึ่ง “ความเงียบ” “…แล้วก็ความเป็นระเบียบ” เธอไม่ถามต่อ เงินคืนนี้สำคัญเกินกว่าจะลังเล บนชั้นลอย ห้องกระจกส่วนตัวที่มองเห็นผับทั้งแห่ง ชายหนุ่มในสูทสีเข้มนั่งเอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายใจ แก้วเหล้าในมือยังเต็ม แต่ไม่มีใครกล้าเร่ง ไม่มีใครกล้าถาม สายตาของเขาคมกริบ—นิ่งจนอ่านไม่ออก “โต๊ะวีไอพีมาถึงแล้วครับ” ลูกน้องรายงานเสียงต่ำ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ใคร” “แขกจากฝั่งตะวันออกครับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “พาเข้าห้องชั้นบน จัดการให้เรียบร้อย” คำสั่งนั้นเรียบง่าย และเด็ดขาด แพรไหมกำลังจัดถาดเครื่องดื่มหลังบาร์ ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง—ไม่ใช่แบบมองผ่านเหมือนคนอื่น เธอเงยหน้าขึ้น และสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นพอดี ชายหนุ่มไม่ยิ้ม ไม่พูด ไม่ยกแก้ว แต่สายตากลับหนักแน่นราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง “เธอเด็กใหม่เหรอ” น้ำเสียงนิ่ง แต่ชัด แพรไหมเลิกคิ้ว “หมายถึงฉันเหรอคะ” “ก็มีเธออยู่คนเดียว” เขาตอบเรียบ ๆ “แล้วทำไมคุณต้องรู้คะ” น้ำเสียงเธอสุภาพ แต่แฝงความกวนบางอย่าง เขามองเธอช้า ๆ “เพราะคุณควรกลัวผม” แพรไหมเอียงศีรษะ “เพราะอะไรคะ” ดวงตาคมกริบสบเธอตรง ๆ “เพราะผมเป็นคนจ้างคุณมาทำงานคืนนี้” บรรยากาศรอบตัวเงียบลงโดยไม่รู้ตัว แต่แพรไหมไม่หลบสายตา “ถ้าฉันกลัว ฉันคงไม่มายืนตรงนี้ค่ะ” มุมปากเขายกขึ้นนิดเดียว “ใจกล้าดี” “แค่ไม่ชอบเสียเวลา” เขามองเธอเหมือนคนที่เจออะไรน่าสนใจโดยไม่ตั้งใจ “คนแบบคุณ อยู่ที่นี่ไม่ง่ายนะ” แพรไหมยิ้มบาง ๆ “งั้นคืนนี้ฉันคงต้องพยายามหน่อย” ลูกน้องกระซิบถาม “ให้เปลี่ยนคนไหมครับ” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ต้อง” สายตายังไม่ละจากเธอ “ผมอยากรู้…เธอจะอยู่ได้นานแค่ไหน” คืนที่คิดว่าเป็นแค่งานพิเศษ ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของบางอย่าง ไม่หวือหวา แต่ชัดเจน และไม่มีใครในห้องนั้นรู้เลยว่า— ความเงียบที่เขาชอบ กำลังถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจของใครบางคน ทีละนิด แพรไหมมองเขาตรง ๆ ไม่หลบ ไม่ท้าทาย แต่ก็ไม่ยอมลดสายตา ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่แฝงอะไรบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องระวัง “ผมรู้ครับ…คนแบบคุณ ถ้าจะปราบ ต้องใช้ความอดทน” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากดูเหมือนล้อเล่น แต่ดวงตากลับจริงจังเกินคาด “เพราะคุณไม่เหมือนใครจริง ๆ” แพรไหมไม่ตอบ เธอหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เหมือนบทสนทนานั้นเป็นแค่เสียงผ่านหู แต่เธอไม่รู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีนั้น—สายตาคู่นั้นไม่เคยละจากเธออีก คืนที่คิดว่าเป็นเพียงงานพิเศษ ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปทรง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางอย่างที่ไม่มีคำว่าถอย แพรไหมพยายามตั้งสมาธิ เสียงรอบตัวค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงแรงกดดันบางเบา แต่หนักอึ้ง จับต้องไม่ได้ เหมือนมีใครบางคนกำลังคอยมองอยู่…ตลอดเวลา เธอยกถาดเครื่องดื่ม เดินผ่านโต๊ะวีไอพีโดยตั้งใจไม่มอง แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น “หยุดก่อนสิ” เสียงเรียบต่ำดังขึ้น ไม่ดัง แต่ชัดพอจะทำให้หัวใจเธอสะดุด แพรไหมชะงัก หันกลับไปอย่างไม่เต็มใจนัก “มีอะไรหรือคะ คุณซีอีโอ” เขามองเธอช้า ๆ ตั้งแต่ใบหน้า ไล่ลงมาถึงมือที่กำถาดแน่น “ปากเก่งดีนะ…แต่มือคุณสั่น” แพรไหมขมวดคิ้ว “คุณมองผิดแล้วค่ะ ฉันแค่ถือของหนัก” เขายื่นมือมาแตะขอบถาดเบา ๆ ใกล้เกินกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับคนสองสถานะ “ผมไม่ค่อยดูอะไรพลาด” น้ำเสียงยังนิ่ง “คุณแค่พยายามควบคุมมันอยู่” แพรไหมสูดลมหายใจลึก เงยหน้าเข้าไปใกล้เขาเพียงเล็กน้อย ลมหายใจเฉียดกันอย่างไม่ตั้งใจ “ถ้าไม่มีอะไร ฉันขอทำงานต่อนะคะ” เขาไม่ตอบ เพียงลุกขึ้นยืน บารมีบางอย่างทำให้พื้นที่รอบตัวเงียบลงโดยอัตโนมัติ “ตามผมมา งานนี้เหมาะกับคุณ” ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งที่สุภาพเกินกว่าจะปฏิเสธง่าย ๆ แพรไหมมองเขาอย่างระแวดระวัง “ฉันไม่ได้ถูกจ้างมาเพื่อ—” เธอชะงัก เมื่อผู้จัดการร้านเดินเข้ามาพอดี เขาขยิบตาให้เบา ๆ “ไปเถอะ” คำพูดนั้นเหมือนปิดทางเลือกทั้งหมด แพรไหมรู้ดี…คำว่า ไม่ ในที่แบบนี้ ไม่เคยจบง่าย เธอวางถาดลง แล้วเดินตามเขาไป ประตูห้องวีไอพีปิดลงอย่างแผ่วเบา เสียงดนตรีด้านนอกถูกตัดหาย เหลือเพียงความเงียบ กลิ่นเหล้าแพง และสายตาของผู้ชายหลายคนที่ไม่ใช่แขกธรรมดา “ยืนตรงนี้ ดูแลเครื่องดื่ม” ภูผาพูดเรียบ “ไม่ต้องพูดเยอะ” แพรไหมพยักหน้า ทำหน้าที่ของตัวเองเงียบ ๆ จนกระทั่ง— “มือสวยดีนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมสัมผัสที่ไม่ควรเกิด แพรไหมชะงัก มือกำขวดแน่น หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที ห้องทั้งห้องเงียบลง ภูผาหัวเราะเบา ๆ ราวกับขำ แต่สายตาเย็นเฉียบ “ระวังหน่อยนะครับ” เขาพูดช้า ๆ ชัดทุกคำ “ยัยนี่พูดเก่ง แล้วก็ไม่ชอบให้ใครแตะตัวโดยไม่ขออนุญาต” แพรไหมหันไปมองเขา ยิ้มบาง ๆ “คุณรู้ดีจังนะคะ เหมือนเคยลองมาแล้ว” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังรอบโต๊ะ บรรยากาศตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภูผาลุกขึ้นยืน “ขอผมคุยกับเด็กคนนี้สักครู่ครับ” เขาจับแขนแพรไหมแน่นพอให้เธอรู้ว่าไม่มีทางเลือก ประตูอีกห้องปิดลง เงียบ เขาก้มลงใกล้ เสียงต่ำลงทันที “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณลำบาก” แพรไหมหายใจแรง ยังไม่พูด “ผมแค่ไม่อยากให้คุณโดนอะไรที่คุณไม่ควรต้องเจอ” เธอเงยหน้าขึ้น ใกล้เขาเกินกว่าจะไม่รู้สึก “แล้วทำไมคุณต้องห่วงฉัน” คำถามนั้นเบา แต่จริง ภูผานิ่งไปชั่ววินาที ก่อนจะพูดชัด “เพราะคุณไม่เหมือนใคร” เสียงเคาะประตูดังขึ้น ดึงทั้งสองกลับสู่โลกความจริง เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเรียบร้อย เหลือเพียงเธอ…นั่งหลับบนโซฟาอย่างเผลอใจ และเขา—ที่ยืนมองเธอเงียบ ๆ พร้อมยอมรับความจริงข้อหนึ่งช้า ๆ คืนเดียว อาจไม่ใช่แค่คืนเดียวอีกต่อไป “โอเค” เขาตอบรับทันที น้ำเสียงกลับมาเรียบสนิทเหมือนสวมหน้ากากการทำงานกลับคืน “ขอเวลาอีกห้านาที เตรียมเอกสารไว้ เดี๋ยวผมเข้าไปคุยเอง” เว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงที่นิ่งกว่าเดิม “ห้ามให้ใครคุย ห้ามให้ใครดิว ผมจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมด” “ได้ครับ คุณภูผา” คำตอบสั้น กระชับ ก่อนเสียงฝีเท้าจะค่อย ๆ ห่างออกไป ด้านนอกห้องประชุม บอดี้การ์ดก้มศีรษะเล็กน้อย “ท่านประธานครับ คุณภูผาขอเวลาอีกห้านาที กำลังจัดการเรื่องส่วนตัว เดี๋ยวจะเข้ามาคุยเองครับ” ประธานเรวัตขมวดคิ้วบาง ๆ “แปลกนะ ปกติไม่เห็นมันทำแบบนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตาคมขึ้นเล็กน้อย “เด็กคนพิเศษหรือเปล่า” บอดี้การ์ดส่ายหัว “ไม่แน่ใจครับ ไม่เคยเห็นหน้า น่าจะเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ ทำงานวันแรก” ประธานเรวัตพยักหน้าเหมือนไม่ติดใจ “โอเค เดี๋ยวฉันถามมันเอง” ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออก ภูผาเดินออกมาคนเดียว ไม่มีใครเดินตามมาอย่างที่หลายคนคาดไว้ “ทุกคนพร้อมแล้วใช่ไหมครับ” น้ำเสียงเขาจริงจัง กลับเข้าสู่โหมดทำงานอย่างไร้รอยต่อ “เอกสารในมือผมคือแผนธุรกิจระยะต่อไป เชิญอ่านได้เลยครับ” บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที จากความสงสัย กลายเป็นความเงียบที่ตั้งใจฟัง ภูผาพูดแทบตลอด อธิบายชัด เสนอทางเลือกตรงจุด ไม่มีใครแทรก ไม่มีใครกล้าขัด เหมือนทุกคนรู้ดีว่า ตอนนี้เขาคือคนที่ควรฟังที่สุด อีกห้องหนึ่ง แพรไหมนั่งอยู่บนโซฟา เงียบ นิ่ง สายตาเลื่อนมองผนัง มองพื้น ความคิดลอยไปมาอย่างไม่เป็นรูปเป็นร่าง—เงิน งาน และผู้ชายปากร้ายคนนั้น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เปลือกตาเริ่มหนัก เสียงรอบตัวค่อย ๆ เลือนหาย และเธอก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ถึงชั่วโมง การประชุมก็จบลง ภูผาเดินออกมาจากห้องประชุมอย่างโล่งอก ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขาหันกลับ เปิดประตูอีกห้องเข้าไปช้า ๆ แพรไหมยังนั่งอยู่ที่เดิม ศีรษะเอนเล็กน้อย หลับสนิท ภาพนั้นทำให้เขาหยุดยืนโดยไม่รู้ตัว เงียบกว่าที่ควรจะเป็น “หมดฤทธิ์แล้วเหรอ” เขาพึมพำเบา ๆ คล้ายพูดกับตัวเอง สายตาเขาเลื่อนมองใบหน้าเธอ—สงบ เงียบ ไม่ปากดี ไม่กวน ต่างจากเมื่อไม่กี่นาทีก่อนราวกับคนละคน “ตอนเงียบ ๆ ก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนะ…” คำพูดหลุดออกมาเอง แล้วเขาก็ชะงัก “ไม่ใช่สิ” เขาขมวดคิ้วกับตัวเอง “เป็นอะไรวะ” หัวใจเต้นแรงเกินเหตุจนเขาต้องสูดลมหายใจลึก “เธอก็แค่ผู้หญิงที่มาทำงาน รับเงิน แล้วก็ไป” เขาพูดเหมือนย้ำเตือนตัวเอง ก่อนจะหันหลังเดินออกไป แต่หัวใจ…กลับไม่ยอมเชื่อคำพูดนั้นเลย ประตูห้องปิดลงอย่างเงียบงัน เหลือเพียงแสงไฟอุ่น ๆ กับความเงียบที่ไม่คุ้น แพรไหมยังนั่งอยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปนานแค่ไหน เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เธอรู้สึกได้ ก่อนจะลืมตา ภูผาหยุดยืนอยู่ใกล้ เขาก้มลงเล็กน้อย เอื้อมมือไปแตะขอบโซฟาใกล้ไหล่เธอ “ตื่น” เสียงไม่ดัง แต่ใกล้เกินไป แพรไหมสะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้นมาเจอใบหน้าเขาอยู่ใกล้จนแทบชน หัวใจเธอกระตุกแรง “เฮ้ย—!” เธอขยับหนีตามสัญชาตญาณ ลมหายใจของทั้งคู่เฉียดกันใกล้เกินกว่าจะไม่รู้สึก ภูผานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผละออกเล็กน้อย “ตกใจอะไรขนาดนั้น” แพรไหมยกมือกุมอก “ใครจะไม่ตกใจคะ ลืมตาขึ้นมาเจอหน้าคุณแบบนี้” เขายกมุมปากบาง ๆ “ผมเรียกแล้ว แต่คุณไม่ตื่น” เธอลุกขึ้นนั่งตรง มองเขาอย่างระแวดระวัง “แล้วคุณจะปลุกดี ๆ ไม่เป็นเหรอคะ” เขาไม่ตอบ แค่หันหลังเดินนำออกไป “ตามมา” โถงทางเดินด้านหลังผับเงียบผิดกับด้านหน้า เสียงดนตรีค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นหินอ่อน ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก ห้องส่วนตัวชั้นบนกว้างและเงียบ ราวกับตัดโลกภายนอกออกไปทั้งหมด ภูผาหันกลับมามองเธอ “ที่นี่ ไม่มีใครได้ยิน” แพรไหมกลืนน้ำลาย “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม” เขาเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ระยะห่างหายไปอย่างช้า ๆ “อยากรู้” “รู้เรื่องอะไรคะ” “ว่าตอนตื่น กับตอนที่คุณชอบปากดี” เขาหยุดตรงหน้า “คุณเหมือนกันไหม” แพรไหมเม้มปาก ไม่ถอย แต่ก็ไม่ยิ้ม “ถ้าฉันบอกให้คุณออกไป คุณจะทำไหม” ดวงตาคมกริบสบเธอตรง ๆ “คุณอยากให้ผมออก” เสียงเขาต่ำลง “หรืออยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมไม่ออก” ความเงียบกดทับลงมาอีกครั้ง ภูผายื่นมือขึ้น วางไว้ข้างผนังเหนือศีรษะเธอ ไม่แตะต้อง แต่ใกล้พอให้หัวใจเต้นแรง “ถ้าคุณเดินออกไปตอนนี้” เขาพูดช้า ๆ “ผมจะไม่รั้ง” สายตาเขาเลื่อนต่ำ ก่อนกลับมาจ้องเธอ “แต่ถ้าคุณยังยืนอยู่ตรงนี้…” แพรไหมหลับตาลงชั่ววินาที ภาพตอนตื่นมาเจอหน้าเขาใกล้ ๆ ยังชัดเจนในหัว เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และยังยืนอยู่ที่เดิม ภูผาไม่พูดอะไรต่อ แต่รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเขา บอกชัดว่า— คำตอบนั้น เขาได้รับมันแล้ว 🤭🤫
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD