🌻 ระยะห่างที่ใกล้เกินกว่าจะเรียกว่าไม่ตั้งใจ

1288 Words
☀️ เช้าวันนั้น แพรไหมตั้งใจไว้กับตัวเองว่าเธอจะทำทุกอย่างให้ “ปกติที่สุด” ไม่คิดถึงรถสีดำที่เห็นเมื่อวาน ไม่คิดถึงชื่อที่ทำให้หัวใจสะดุดทุกครั้งที่ได้ยิน ไม่คิดถึงสายตาที่เธอไม่เคยเห็นตรง ๆ แต่กลับรับรู้ถึงมันได้ชัดกว่าทุกอย่าง เธอเดินเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมณัฐชา พยายามคุยเรื่องเรียน พยายามหัวเราะกับมุกเดิม ๆ พยายามไม่หันไปมองรอบตัวบ่อยเกินไป แต่ยิ่งพยายามยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกมองอยู่ ไม่ใช่การมองแบบโจ่งแจ้ง ไม่ใช่สายตาที่ล่วงล้ำแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างเหมือนมีใครสักคนรู้ตำแหน่งของเธอ รู้ว่าเธออยู่ตรงไหนกำลังจะไปทางไหน หลังเลิกคลาสเช้า ณัฐชาถูกอาจารย์เรียกคุยเรื่องโปรเจกต์ แพรไหมจึงต้องเดินออกมาคนเดียว ทางเดินของคณะบริหารธุรกิจช่วงสายเงียบกว่าปกติ ลมอ่อน ๆ พัดผ่านระเบียงยาว แสงแดดสะท้อนพื้นหินอ่อนเป็นเงาเส้นบาง ๆ เธอกำลังจะเลี้ยวเข้ามุมตึกก่อนจะชะงักฝีเท้า ชายคนหนึ่งยืนพิงราวระเบียง สูทสีเข้ม กระดุมเม็ดบนถูกปลดออก ท่าทางสบายเกินกว่าจะเป็นผู้บริหารในเวลางาน ไม่ต้องแนะนำตัว ไม่ต้องเรียกชื่อ หัวใจแพรไหมเต้นแรงขึ้นทันที แรงจนรู้สึกได้ถึงจังหวะมันในลำคอ “คุณ…” เสียงเธอเบาแต่นิ่งกว่าที่คิด ภูผาหันมามองสายตาเรียบ นิ่ง เหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่างไม่ใช่ตัวเธอแต่เป็นปฏิกิริยาของเธอ “ตกใจหรือเปล่า” เขาถาม น้ำเสียงเรียบนุ่มกว่าที่เธอคาดไว้ แพรไหมสูดลมหายใจ “ไม่ค่ะ” เขายิ้มบาง ๆ เหมือนไม่ค่อยเชื่อแต่ก็ไม่ทักอะไรต่อ “เดินคนเดียวเหรอ” เขาถามต่อ “ที่นี่คือมหาวิทยาลัยของฉันนะคะ” เธอตอบน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความดื้อ “ฉันเดินคนเดียวได้” ภูผาพยักหน้าเหมือนรับฟังแต่ไม่ได้ถอยเขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นล้ำเส้น แต่ใกล้พอให้เธอรับรู้ถึงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ และอุณหภูมิของร่างกายเขา “ผมไม่ได้มาห้ามคุณ” เขาพูดเสียงต่ำลงนิดหนึ่ง “ผมแค่มาดู” “ดูอะไรคะ” แพรไหมเงยหน้าขึ้นสายตาท้าทายอย่างไม่ยอมแพ้ “ดูว่าคุณยังทำเหมือนไม่รู้สึกได้ดีแค่ไหน” ประโยคนั้น ไม่ได้แตะต้องร่างกาย แต่กลับทำให้ผิวเธอร้อนวาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ แพรไหมหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเหมือนพยายามกลบความรู้สึกในใจ “คุณมาที่นี่ทุกวันไม่ได้หรอกนะคะ” “ผมไม่จำเป็นต้องมา” เขาตอบทันที “แค่อยู่ก็พอ” เธอเม้มปาก “คุณกำลังทำให้ฉันอึดอัด” ภูผามองเธอนานกว่าที่ควรจะเป็นก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ “อึดอัด…” เขาเว้นจังหวะ “…หรือกำลังสับสน” น้ำเสียงไม่ได้กดดันแต่ตรงเกินกว่าจะหลบได้ แพรไหมไม่ตอบ เพราะคำตอบมันชัดเจนเกินไปสำหรับตัวเธอเอง เขายื่นมือออกมา ไม่แตะ เพียงยกขึ้นระดับไหลตเหมือนจะกันแสงแดดที่ส่องเข้าตาเธอ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอ ใกล้จนแพรไหมเริ่มรับรู้ถึงจังหวะหายใจของอีกฝ่าย ช้า สม่ำเสมอ เหมือนตั้งใจไม่เร่ง ภูผาไม่ได้ขยับเข้ามาแต่ก็ไม่ได้ถอย ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เธอ “ขยับไม่ได้ง่าย ๆ” “คุณไม่จำเป็นต้องยืนใกล้ขนาดนี้ก็ได้นะคะ” แพรไหมพูดน้ำเสียงสุภาพ แต่ปลายนิ้วกำกระเป๋าแน่นขึ้นเล็กน้อย “ผมรู้” เขาตอบสายตาไม่ละจากเธอ “แต่คุณก็ยังไม่เดินหนี” ประโยคนั้นไม่ได้ถามแต่เหมือนสรุปข้อเท็จจริง แพรไหมเม้มปากหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเขาอยู่ใกล้แต่เพราะเขา “รู้” “คุณชอบทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนกำลังแพ้หรือไงคะ” เธอถามกลับแววตายังท้าทายแม้หัวใจจะเริ่มไม่มั่นคง ภูผายิ้มบาง ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มของคนชนะ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รอ “ผมไม่เคยคิดว่าคุณแพ้” เขาพูดช้า ๆ เสียงต่ำลง “ผมแค่คิดว่า…คุณกำลังเลือก” คำว่า เลือก ทำให้แพรไหมชะงัก “เลือกอะไร” เธอถามทั้งที่รู้ดีว่าคำตอบอาจไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ยิน เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยสายตาคมขึ้นแต่ยังนุ่ม “เลือกว่าจะยืนอยู่ตรงนี้” “หรือจะเดินออกไปทั้งที่รู้ว่า—” เขาเว้นจังหวะ “ผมยังอยู่” ความเงียบแทรกเข้ามาระหว่างคนสองคน แน่น แต่ไม่อึดอัด แพรไหมรู้สึกเหมือนถูกบีบให้รับรู้บางอย่าง ไม่ใช่ด้วยมือ แต่ด้วยการไม่แตะต้อง เธอขยับตัวเล็กน้อยระยะห่างแทบไม่เปลี่ยนแต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้น “คุณมั่นใจเกินไปจริง ๆ” เธอพูดพยายามดึงอำนาจกลับมา ภูผาก้มลงเล็กน้อยไม่ถึงกับกระซิบ แต่ใกล้พอให้คำพูดนั้น “ไม่หลุดออกไปไหน” “ผมไม่ได้มั่นใจในตัวเอง” เขาพูด “ผมมั่นใจในคุณ” ประโยคนั้นอันตรายกว่าคำหวานใด ๆ แพรไหมเผลอกลั้นหายใจก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เหมือนปิดบังอาการ “คุณนี่ชอบพูดเหมือนรู้จักฉันดีนะคะ” “ผมอาจจะยังไม่รู้ทุกอย่าง” เขาตอบสายตาไล้ไปที่ใบหน้าเธอช้า ๆ ไม่ได้มองแบบครอบครองแต่มองแบบจดจำ “แต่ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบถูกสั่ง” “ไม่ชอบถูกบังคับ” “และไม่ชอบหนี” แพรไหมเงียบ เพราะทุกคำ…ตรงเกินไป เขายกมือขึ้นอีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่เพื่อกันแดด แต่เพื่อวางมันไว้บนราวระเบียงด้านหลังเธอยังไม่แตะตัวแต่ปิดทางถอยโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจตั้งใจ “ผมไม่แตะคุณ” เขาพูดชัดเหมือนให้คำสัญญาหรือเหมือนตั้งเงื่อนไข “จนกว่าคุณจะเป็นคนขยับเข้ามาเอง” หัวใจแพรไหมเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ระหว่าง อยาก กับ ควร “แล้วถ้าฉันไม่ขยับล่ะคะ” เธอถามเสียงเบาลงจริงจังกว่าก่อนหน้า ภูผามองเธอ นาน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เร่ง ไม่บังคับแต่หนักแน่น “ผมก็จะยืนอยู่ตรงนี้” “จนกว่าคุณจะมั่นใจว่า—” “คุณไม่อยากขยับจริง ๆ” คำพูดนั้นไม่ได้เร่าร้อนแต่กลับทำให้ผิวเธอร้อนวูบ เพราะมันไม่ใช่การไล่ต้อนแต่เป็นการ “รอ” อย่างมั่นใจ เสียงนักศึกษาดังขึ้นอีกครั้งจากปลายทางเดิน แพรไหมเหมือนเพิ่งได้สติขยับถอยออกมาในที่สุด หนึ่งก้าว ที่ทั้งโล่ง และเสียดายอย่างประหลาด ภูผาไม่ตาม ไม่แตะ ไม่รั้ง เพียงมองเหมือนรู้ดีว่าก้าวนี้…ไม่ใช่การถอยหนี “คุณนี่มันอันตรายจริง ๆ” แพรไหมพูดเหมือนบ่น เหมือนยอมรับกลาย ๆ ภูผายิ้มรอยยิ้มที่ไม่ต้องการคำอธิบาย “คุณก็เหมือนกัน” เขาตอบ “อันตรายกว่าที่คุณคิด” เธอหันหลังเดินจากไปหัวใจยังเต้นแรงแต่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะกลัว ในมุมหนึ่งของอาคาร เหมันต์มองเจ้านายอย่างเข้าใจ “เธอยังไม่ยอมครับ” เขารายงาน ภูผาหัวเราะเบา ๆ เหมือนพอใจ “ไม่เป็นไร” เขาพูด “ผมไม่ได้อยากให้เธอยอมเร็ว” เขาหันไปมองทางที่แพรไหมหายไป สายตานิ่ง มั่นคง “ผู้หญิงที่เลือกเอง” เขาพึมพำ “จะไม่เดินออกไปง่าย ๆ” และเขาก็พร้อมจะรออย่างใจเย็นในเกมที่ไฟเริ่มลุก โดยไม่ต้องแตะต้องสักนิด 💬✨ 👉 โปรดติดตามตอนต่อไป 🤭
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD