บทนำ

1908 Words
“แม่ขา หนูบัวอยากทานน้ำเต้าหู้จังค่ะ” เสียงใสดังขึ้นพร้อมมือเล็กที่เอื้อมไปเกาะแขนมารดา ดวงตากลมโตออดอ้อนขอความเห็นใจผู้ให้กำเนิดอย่างน่ารัก ใบหน้าสะสวยฉายแววความงดงามตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ สาวน้อยน่ารักในวันนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นสาวสวยในวันนี้ ‘บัวสวรรค์’ อายุ 19 ย่าง 20 ปี กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ ไม่ใช่เพียงใบหน้าที่สวยงาม จิตใจและการวางตัวก็เรียบร้อยสมกับที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากมารดา แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ลูกเมียน้อย’ บุตรที่เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจของบิดาแต่เธอก็ได้รับความรักจากมารดาชดเชยในส่วนนั้นเสมอมา หัวใจดวงน้อยที่พยายามเข้มแข็งมักโหยหาความรัก และอ้อมกอดจากบิดาที่ไม่เคยมีให้ เพราะหลังจากที่บิดารู้ว่ามารดาตั้งครรภ์ก็ตีจาก เลิกรากันไปโดยไม่กลับมาเหลียวแลลูกและเมียคนรองที่เขาไม่ต้องการ ไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาเหมือนภรรยาหลวงผู้เป็นลูกสาวเจ้าของโรงสี “ได้สิลูก งั้นหนูรอซื้อน้ำเต้าหู้นะ เดี๋ยวแม่จะเดินข้ามถนนไปซื้อพวงมาลัยไปไหว้พระที่บ้านสักหน่อย” “ค่ะแม่” บัวสวรรค์ฉีกยิ้มมองตามแผ่นหลังของมารดาที่กำลังเดินไปพูดคุยกับแม่ค้าน้ำเต้าหู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้บุตรสาว แล้วเดินไปที่ทางม้าลายข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อซื้อพวงมาลัยดอกมะลิกลับไปไหว้พระ และเตรียมใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น “หนูบัวคนสวยวันนี้รับอะไรดีจ๊ะ” ‘มาลัย’ แม่ค้าน้ำเต้าหูเอ่ยทักทายกับสาวน้อยหน้าตาน่ารักที่เป็นลูกค้าประจำจนคุ้นเคยหน้าตาและนิสัยใจคอกันมาดี แถมบ้านก็อยู่ติดๆ กันในซอยถัดไป “พี่มาลัยขา วันนี้หนูบัวขอน้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่อง 2 ถุง ปาท่องโก๋อร่อยๆ อีก 20 บาทค่ะ” ใบหน้าอ่อนหวานฉีกยิ้มสดใส ก่อนจะเดินไปยืนรอรายการที่สั่งด้านข้าง ชีวิตของสาวน้อยที่ใครๆ ก็คงคิดว่าอาภัพนัก มีพ่อก็เหมือนไม่มี ถ้าไม่มีแม่ที่เข้มแข็งป่านนี้อาจต้องไปเป็นเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์ หรือทำงานในร้านนวดนาบที่ไหนสักแห่งแล้วเพราะใบหน้าของบัวสวรรค์หากเอ่ยปากขายให้เสี่ยแก่ๆ หื่นกามคงมีคนเรียงหน้าเข้ามาขอซื้อ ทว่าหญิงสาวเป็นเด็กใฝ่ดี ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อวันข้างหน้าจะได้ทำงานดีหาเงินมาเลี้ยงดูมารดาที่เธอรัก “วันนี้ทำไมกลับบ้านค่ำนักล่ะหนูบัว” มาลัยเอ่ยถามพลางยื่นถุงน้ำเต้าหูและปาท่องโก๋ให้สาวน้อยน่ารัก ปากก็ยิ้มแย้มส่งไมตรีให้ด้วยความเอ็นดู “วันนี้แม่เลิกงานค่ำค่ะ เลยไปรับหนูบัวช้า” คนฟังเลิกคิ้วสูงมองใบหน้าของสาวน้อยที่อายุเกือบ 20 ปีแล้วยิ้มขำ “นี่พี่ยายังไปรับหนูบัวที่มหาลัยอีกเหรอ ไหนว่าจะให้หัดไปกลับเองแล้วไง” บัวสวรรค์หน้ามุ่ย ถอนหายใจแรงก่อนจะเอ่ยตอบอายๆ “ก็แม่กลัวหนูบัวหลงทาง” “หลงทาง! ฮ่าๆ หนูบัวจะอายุ 20 แล้วนะ” “นั่นสิคะ พี่มาลัยช่วยพูดกับแม่ให้หน่อยสิคะว่าหนูบัวโตแล้ว” หญิงวัยกลางคนหัวเราะร่า ส่ายหน้าอย่างเอ็นดูส เพราะบัวสวรรค์ซื่อแบบนี้ เป็นเธอก็คงไม่กล้าปล่อยให้ลูกสาวกลับบ้านคนเดียวเช่นกัน “ก็แม่เขาห่วงเรา เป็นพี่พี่ก็ห่วง โน้นพูดถึงก็มาเลย” บัวสวรรค์อมยิ้มมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปเห็นร่างสมส่วนยังคงมีใบหน้าสะสวยที่ละหม้ายคล้ายเธอเดินข้ามถนนมาจนถึงเกาะกลางถนนแล้ว สาวน้อยยิ้มกว้างพร้อมยกมือโบกทักทายมารดาราวกับไม่ได้เจอกันมาเป็นปี ทั้งๆ ที่เพิ่งห่างกันไม่ถึงสิบนาที “แม่ขา!” บัวสวรรค์เดินเร็วๆ ไปรอมารดาที่ริมฟุตบาต ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มกว้างขึ้นเมื่อมารดาชูถุงขนมที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อขึ้นอวด กัลยามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มให้บุตรสาวอีกหน ระยะห่างใกล้เพียงเอื้อมมือเร่งให้ผู้สูงวัยก้าวขาลงไปบนท้องถนนที่เหมือนจะเงียบสงัดเนื่องจากเป็นถนนในแถบชานเมือง ช่วงเวลาดึกขนาดนี้จึงมีรถสัญจรไปมาบางตา ร่างสมส่วนกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาจนถึงกลางถนน ทว่า… ทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงแตรที่ดังสนั่น พร้อมแสงไฟสว่างจ้าที่สาดมากระทบร่างทำให้สมองนิ่งค้าง ร่างกายชาวาบไปหมด ปี๊บ! โครม! “กรี๊ด แม่ขา!” ร่างสมส่วนลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ แรงกระแทกรุนแรงจากวัตถุแข็งแรงที่ขับเคลื่อนบนถนนไร้การหยุดยั้ง สติที่เกือบจะเลือนหายปรากฏภาพใบหน้านองน้ำตาของบุตรสาวที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมถึง อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวก็จะเอื้อมถึง ทว่าก็ทำได้เพียงไขว่คว้ามือออกไปจับอากาศเท่านั้น ร่างกายปวดร้าวและเจ็บระบมไปทั่วสรรพางค์กาย เจ็บแทบขาดใจ ยิ่งเห็นใบหน้าของบุตรสาวพร่าเลือนคล้ายจะลับหาย หัวใจของมารดาที่รักลูกดั่งชีวิตก็เหมือนจะขาดตาย เธอตายไม่ได้ หากตายไปบุตรสาวจะอยู่อย่างไร อัก! เสียงหล่นกระแทกของร่างสมส่วนบนพื้นถนน เลือดสีแดงฉานไหลออกมาเจิ่งนองเต็มท้องถนน ร่างกายของมารดาที่นอนแน่นิ่งโชกเลือดบีบหัวใจของคนเป็นลูกให้แหลกละเอียด บัวสวรรค์กรีดร้องสุดเสียง มือไม้เย็นเฉียบ ร่างกายชาวาบ ทุกอย่างอื้ออึงไปหมด สมองขาวโพลนจนจับใจความและเสียงร้องตะโกนของผู้คนในละแวกไม่ได้ ร่างเล็กนิ่งงันมองร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูปของมารดาด้วยความตกใจ “หนูบัว! หนูบัว!” บัวสวรรค์ไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นช้าลง ภาพของมารดาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมันบาดหัวใจให้ร้าวราน สมองสั่งการให้เดินเข้าไปหา ทว่าขากลับก้าวไม่ออก ทุกอย่างรอบกายเหมือนหยุดค้างเอาไว้ “หนูบัว หนูบัวได้ยินพี่ไหม” เสียงเรียกชื่อของมาลัยทำให้บัวสวรรค์ผินหน้าไปมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของอีกฝ่ายนิ่ง ร่างกายแข็งค้างขยับไม่ออกก่อนที่น้ำตาเม็ดแรกจะหยดอาบแก้มแล้วเม็ดอื่นๆ จะเอ่อทะลักตามออกมา “แม่ ฮือ แม่ขา แม่!”  ร่างเล็กเซไปข้างหน้าก่อนจะถูกคว้าเอาไว้จากมาลัยที่ยืนร้องเรียกหญิงสาวหลังจากเห็นอีกฝ่ายนิ่งอึ้งเหมือนช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาลัยถลาเข้าไปประกองกอดร่างเล็กที่เหมือนจะทรงตัวไม่อยู่เอาไว้ ลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนอีกฝ่าย ทำนบน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลทะลักออกมาเช่นกัน แรงสะอื้นไห้จนร่างสั่นไหวเหมือนจะขาดใจของบัวสวรรค์สร้างความสะเทือนใจให้ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ ไม่ใช่แค่ความเวทนาแต่ใจหายที่สองแม่ลูกผู้สู้ชีวิตมาตลอดต้องพบเจอกับความลำบากยากแค้นที่สุดในชีวิตเช่นนี้ “แม่ขา แม่ ฮือ” “ผมเรียกรถพยาบาลแล้วแม่ กู้ภัยก็กำลังมา” เสียงของ ‘ปราณณ’ บุตรชายคนโตทำให้มาลัยพยักหน้าเข้าใจ แต่ไม่ละมือจากร่างเล็กทีกำลังสะอื้นไห้ราวจะขาดใจ มาลัยกอดร่างแน่งน้อยที่ร้องไห้จนแทบเสียสติเอาไว้แน่น ก่อนจะต้องตกใจสุดขีดเมื่อบุตรชายที่ยืนอยู่ใกล้ตะโกนร้องเรียกด้วยสีหน้าแตกตื่น “แม่! พี่บัว เลือด เลือดแม่ พี่บัวเลือดออก” เพียงได้ยินว่าบัวสวรรค์เลือดออก หญิงวัยกลางคนก็สติแตก มาลัยผละร่างบัวสวรรค์ออกมองใบหน้าสวยที่หลับตานิ่ง เลือดสีแดงไหลออกมาจากจมูก “หนูบัว! หนูบัวของพี่!” ปราณณเข้ามาประคองร่างของบัวสวรรค์แทนมารดา เด็กหนุ่มมองสีหน้าซีดเผือดของผู้ให้กำเนิดแล้วยิ่งวิตกขึ้นไปอีก นอกจากบัวสวรรค์ที่อาการแย่ มารดาของเขาก็อาการแย่เช่นกัน เด็กหนุ่มช้อนอุ้มร่างเล็กราวกับอีกฝ่ายเบาราวปุยนุ่นไว้แนบอกก่อนจะวิ่งออกไปข้างหน้าเมื่อเห็นรถหน่วยกู้ภัยแล่นเข้ามาเทียบจอดข้างฟุตบาท แต่ไม่ลืมเรียกน้องชายให้มาดูแลผู้ให้กำเนิดด้วย “สองมาดูแม่หน่อย แม่จะเป็นลม” ร่างตุ้ยนุ้ยของ ‘ปราณต’ น้องชายคนรองวิ่งกระหืดกระหอบไปหาร่างมารดาที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่เดิม ปราณณอุ้มร่างเล็กบางอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวอีกฝ่ายจะปริแตกไปที่รถกู้ภัยของหน่วยอาสาที่เพิ่งแล่นเข้ามา อีกฝ่ายพอเห็นใบหน้าของหญิงสาวในอ้อมกอดของเด็กหนุ่มในชุดมัธยมปลายที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาก็แทบจะสิ้นสติตามร่างเล็กในอ้อมแขนอีกฝ่ายไป “ไอ้บัว!” “พี่หวาน” เจ้าของชื่อสะบัดหัวไล่ความตกใจทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปช่วยประคองร่างเล็กบางที่อ่อนปวกเปียกขึ้นมาบนรถ มือควานหาอุปกรณ์ช่วยชีพที่เกิดจำไม่ได้ว่าวางไว้ตรงไหนเสียอย่างนั้น ปากก็ตะโกนร้องบอกรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่ขับรถให้ออกรถพาเพื่อนสาวของตนไปโรงพยาบาลโดยเร็ว “เฮียยักษ์ออกรถไปโรงพยาบาลด่วน!” รถกู้ภัยเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็วสูง ‘หวาน หรือ รพินท์’ มองใบหน้าของเพื่อนรักนิ่ง หลังจากได้รับรู้เหตุการณ์ก่อนหน้าก็แทบจะปล่อยโฮออกมา มือก็ยกปาดน้ำตาที่พาลจะไหลทิ้งอยู่เนืองๆ มารดาของบัวสวรรค์โดนรถชนอาการสาหัส จากที่ได้ยินวอร์ของกู้ภัยคันอื่น ตำรวจ และรถพยาบาลคุยกัน โอกาสรอดแทบจะเป็นศูนย์ รพินท์แอบดีใจที่เพื่อนนอนหมดสติไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น คำบอกเล่าอาการของมารดาที่ขนาดเธอเป็นแค่เพื่อนลูกสาวได้ยินหัวใจยังแทบแตกเป็นเสี่ยง “น้ากันยา ฮือ อย่าทิ้งไอ้บัวนะคะ ฮึก”   “รู้ใช่ไหมว่าต้องอะไร” เสียงเข้มขรึมดุดันดังขึ้นในขณะที่เจ้าของเสียงกำลังยืนมองเหตุการณ์วุ่นวายข้างหน้านิ่ง ดวงตาคู่คมนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ซุกซ่อนภายใต้แว่นกันแดดสีชาไหวระริกเล็กน้อย น้ำเสียงเข้มดุดันที่ต้องบังคับตัวเองให้เอ่ยบีบเค้นหัวใจด้านชาให้รู้สึกบางอย่าง เพราะภาพเหล่านั้นกำลังรบกวนจิตใจของเขาอยู่ ทว่า… เพราะทิฐิ และความเย่อหยิ่งที่มีทำให้เขาต้องสะบัดศีรษะไล่ทุกอย่างทิ้งไป ฐานะทางสังคม และหน้าตาของเขาในวงการธุรกิจยังมีค่ามากเกินกว่าจะมาสูญเสียไปกับชีวิตต่ำต้อยไร้ค่าที่เกิดจากความผิดพลาดเช่นนี้ ชายหนุ่มยกมือขยับแว่นกันแดดเล็กน้อยแล้วถอยหลังเดินออกจากจุดเดิมที่ยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างมาตลอด “จับตาดูคนพวกนั้นให้ดี หากใครปริปากอะไรก็ให้ใช้เงินอุดปากซะ เสียเงินเท่าไหร่ฉันไม่ว่าแต่อย่าให้ตำรวจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD