เช้าวันอังคาร พิมพ์มาถึงโรงพยาบาลเร็วกว่าปกติถึงครึ่งชั่วโมง เธอตั้งใจจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอไม่ใช่พยาบาลใหม่ที่ “เสียสมาธิ” อย่างที่คำลือบอก
หลังจากเปลี่ยนชุดและรับงานประจำวัน เธอตรงไปที่ห้อง 801 ทันที คนไข้ชายวัยหกสิบที่เมื่อวานเพิ่งได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยฝีมือของ นพ.ธันวา อัครเดช เอง
คนไข้ตื่นแล้ว นั่งพิงหัวเตียง หน้าตาสดใสผิดจากเมื่อวานที่ซีดเซียว
“พยาบาลพิมพ์ สวัสดีครับ เมื่อวานหมอธันวาผ่าตัดให้ผมเสร็จเรียบร้อย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีมากเลย” ลุงคนไข้ยิ้มกว้าง “ผมรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่ตื่นเลย”
พิมพ์ยิ้มตอบอย่างจริงใจ “ดีใจด้วยนะคะลุง วันนี้คุณหมอจะมาเช็กอาการด้วยค่ะ”
แต่ในใจเธอกำลังคิดถึงภาพเมื่อวานบ่าย
ห้องผ่าตัดหมายเลข 3 ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล
พิมพ์ในฐานะพยาบาลเวิร์ดคนไข้ ได้รับมอบหมายให้เป็น circulating nurse หรือพยาบาลวิ่งนอกห้องผ่าตัด
คอยส่งอุปกรณ์และยาให้ทีมข้างใน
เธอยืนอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ที่ถ่ายทอดภาพจากกล้องในห้องผ่าตัดแบบเรียลไทม์
ภาพที่เห็นทำให้เธอตะลึง
ธันวายืนอยู่ตรงกลางห้องผ่าตัด ชุดสครับเปื้อนเลือดเล็กน้อย มือที่สวมถุงมือกำลังถือเครื่องมือผ่าตัดอย่างมั่นคง เขาพูดสั่งการทีมด้วยน้ำเสียงเย็นแต่ชัดเจนทุกคำ
“Retractor อีกอัน… Suction… Clamp ที่ 4… เร็ว”
ทุกคนในห้องเคลื่อนไหวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ไม่มีใครพูดคำว่า “ไม่รู้” หรือ “เดี๋ยวก่อน”
เคสนี้ซับซ้อน ลิ้นหัวใจรั่วรุนแรงพร้อมหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ต้องผ่าตัดพร้อมกันสองจุด หมอทั่วไปอาจใช้เวลาเกินหกชั่วโมง แต่ธันวาใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงสิบเจ็ดนาที
และที่สำคัญ… คนไข้ไม่เสียเลือดมากอย่างที่ควรจะเป็น
พิมพ์เคยอ่านรีเสิร์ชของเขามาก่อน ธันวาเป็นหนึ่งในศัลยแพทย์ไม่กี่คนของประเทศที่เชี่ยวชาญเทคนิค minimally invasive cardiac surgery แผลผ่าตัดเล็กแต่เข้าถึงหัวใจได้แม่นยำ ลดความเสี่ยงและระยะพักฟื้นลงครึ่งหนึ่ง
เมื่อเขาปิดแผลสุดท้ายและประกาศว่า “Closed” ทีมในห้องผ่าตัดปรบมือกันเบาๆ
พิมพ์ยืนนิ่งอยู่นาน มองภาพหมอปากร้ายคนนั้นถอดถุงมือเปื้อนเลือดออก แล้วเดินออกจากห้องผ่าตัดโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
เธอต้องยอมรับในใจว่า… เขาเก่งจริงๆ เก่งจนน่ากลัว
แต่ความชื่นชมนั้นอยู่ได้ไม่นาน
บ่ายวันนี้ ขณะที่ธันวากำลังตรวจคนไข้ห้อง 801 พิมพ์ยืนอยู่ข้างเตียงเหมือนเมื่อวาน
เขาถามอาการคนไข้สั้นๆ ตรวจแผลผ่าตัด แล้วหันมามองเธอ “ผลเลือดหลังผ่าตัดอัพเดตหรือยัง”
“อัพเดตแล้วค่ะคุณหมอ”
พิมพ์รีบยื่นแฟ้มให้ คราวนี้เธอปริ้นท์ผลทุกอย่างติดไว้เรียบร้อยตั้งแต่เช้ามืด
ธันวาเปิดดูแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเรียบ
“ค่า Hemoglobin ต่ำไปนิด ทำไมไม่สั่งเลือดสำรองเพิ่มตั้งแต่เมื่อคืน”
พิมพ์ชะงัก “ค่า Hb อยู่ที่ 9.8 ค่ะคุณหมอ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ต้องถ่ายเลือดเพิ่ม และคนไข้ไม่มีอาการซีดหรือเหนื่อย—”
“ผมไม่ได้ถามว่าคนไข้เป็นยังไง” เขาตัดบทเสียงเย็น
“ผมถามว่าทำไมไม่สั่งเลือดสำรอง”
ในห้องเงียบกริบ คนไข้เองยังนิ่งไม่กล้าพูด
พิมพ์กัดริมฝีปาก ก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ขอโทษค่ะคุณหมอ ฉันเข้าใจผิดคิดว่าค่าเลือดอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย”
ธันวาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาปิดแฟ้ม วางลง แล้วเดินออกจากห้องไปเหมือนเคย
ประตูปิดลง พิมพ์ยืนนิ่ง ความรู้สึกเมื่อวานที่ชื่นชมเขาหายวับไปหมด
“หมอธันวาเป็นแบบนี้แหละลูก” ลุงคนไข้พูดขึ้นเบาๆ “แต่เชื่อหมอเถอะ หมอเก่งจริงๆ ผมเคยได้ยินว่ามีคนไข้หลายคนรอดมาได้เพราะหมอคนนี้”
พิมพ์ยิ้มฝืน “ค่ะลุง”
แต่ในใจเธอเริ่มเดือด
เก่งก็จริง แต่ทำไมต้องปากร้ายขนาดนี้ด้วย!
ช่วงเย็น ก่อนเลิกงาน พิมพ์นั่งพักที่ห้องพักพยาบาลพร้อมกาแฟหนึ่งแก้ว แพรเดินเข้ามานั่งข้างๆ
“เป็นไงบ้างวันนี้ เจอคุณหมอธันวาอีกแล้วใช่มั้ย”
พิมพ์ถอนหายใจยาว “พี่แพรคะ คุณหมอธันวาเป็นคนแบบนี้กับทุกคนจริงๆ เหรอคะ หรือแค่กับฉัน”
แพรหัวเราะเบาๆ “กับทุกคนแหละ แต่… กับคนใหม่ๆ จะหนักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่คุณหมอคิดว่า ‘มีแวว’”
“มีแววอะไรคะ”
“มีแววเก่งไง” แพรกระซิบ “คุณหมอเคยบอกว่าคนที่เก่งต้องถูกฝึกให้เข้มงวดตั้งแต่แรก ไม่งั้นจะประมาท”
พิมพ์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“แล้วพี่แพรคิดว่าฉันเก่งเหรอคะ”
“เก่งสิ ฉันเห็นตอนเธอช่วยเตรียมเคสเมื่อวาน ทุกอย่างเป๊ะหมดเลย คุณหมอเลยจับผิดหนักกว่าปกติ”
พิมพ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ในใจยังหงุดหงิดอยู่ดี
คืนนั้น พิมพ์นอนคิดถึงภาพในห้องผ่าตัดเมื่อวาน
มือที่มั่นคงของธันวา เสียงที่เย็นแต่แม่นยำทุกคำ และดวงตาคมกริบที่มองทุกอย่างราวกับทะลุปรุโปร่ง
เธอสะบัดหน้าไล่ความคิดนั้นออกไป
“ไม่ต้องไปชื่นชมหรอกพิมพ์ เขาปากร้ายขนาดนั้น”
แต่ลึกๆ เธอรู้สึกถึงประกายเล็กๆ ที่เริ่มก่อตัวในใจ
ประกายที่บอกว่า… ผู้ชายคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
และเธอเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
วันพรุ่งนี้ เธอจะทำให้เขาต้องยอมรับว่า เธอไม่ใช่แค่พยาบาลใหม่ที่สวยอย่างเดียว
เธอเก่ง และเธอจะพิสูจน์ให้เห็น