บทที่4

1410 Words
กฎของบ้าน (สำหรับคุณภูผา) 1. ห้ามแตะต้องข้าวของของลูกโดยไม่ได้รับอนุญาต 2. ห้ามพาคนนอก (เลขา, บอดี้การ์ด, แม่บ้าน) เข้ามาในตัวบ้าน 3. ห้ามออกคำสั่งหรือใช้เงินแก้ปัญหาทุกกรณี 4. ห้ามวิจารณ์ความเป็นอยู่ของบ้านหลังนี้ 5. ห้ามพูดเรื่อง 'พ่อ' จนกว่าฉันจะอนุญาต ภูผาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำให้นลินขนลุกซู่ "ไร้สาระ" เขาเอื้อมมือจะไปดึงกระดาษพวกนั้นทิ้ง แต่ดวงตาขวางๆ ของนลินหยุดเขาไว้ "ถ้าคุณดึงออก ถือว่าข้อตกลงสิบสองชั่วโมงของเราเป็นอันยกเลิก" "ข้อสอง ผมเข้าใจ คุณหวงพื้นที่" ภูผาชี้ไปที่กระดาษแผ่นที่สาม "แต่ข้อสาม... ห้ามใช้เงินแก้ปัญหา? คุณเห็นโต๊ะกลางตัวนั้นไหม มุมมันแหลมขนาดที่ถ้าพินน์หรือแพนน์วิ่งล้มใส่ หัวแตกเย็บสิบเข็มแน่ แค่ผมสั่งให้ชัชไปซื้อโต๊ะบุนวมตัวใหม่มาเปลี่ยน มันผิดตรงไหน?" "มันผิดตรงที่คุณกำลังล้ำเส้น!" นลินหันขวับมาเผชิญหน้า ระยะห่างที่ใกล้เกินไปทำให้เธอต้องเงยหน้ามองเขา "บ้านฉัน ฉันดูแลได้ ฉันเอาเทปโฟมกันกระแทกแปะไว้แล้ว แต่มันเพิ่งหลุดเมื่อวาน ฉันกำลังจะซ่อม... คุณไม่ต้องเอาเงินของคุณมาเนรมิตทุกอย่างในบ้านฉันให้เป็นเหมือนคฤหาสน์แม่คุณหรอก!" "นี่คุณหาว่าผมจะฮุบบ้านคุณหรือไง ลิน ผมแค่ห่วงลูก!" ภูผาเริ่มเสียงดังขึ้น "ห่วงลูก? หรือห่วงหน้าตาตัวเองที่เห็นลูกต้องอยู่ในบ้านสเปกต่ำกว่ามาตรฐานที่คุณตั้งไว้กันแน่?" นลินตอกกลับอย่างไม่ลดละ "คุณก็เหมือนแม่คุณนั่นแหละ คิดว่าเงินซื้อความสมบูรณ์แบบได้ทุกอย่าง" ประโยคนั้นเหมือนหมัดฮุกเสยเข้าปลายคาง ภูผาชะงัก กรามขบแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน การถูกเปรียบเทียบกับแม่คือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด... เพราะเขารู้ดีว่าแม่ของเขาทำอะไรไว้กับผู้หญิงตรงหน้าบ้าง "อย่าเอาผมไปรวมกับแม่" ภูผากดเสียงต่ำจนน่ากลัว "ผมไม่เคยรังเกียจบ้านคุณ ผมแค่... ไม่อยากเห็นลูกต้องเจ็บตัว" ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง อารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดเมื่อครู่ค่อยๆ ลดระดับลง นลินถอนหายใจยาว หันหลังกลับไปเตรียมอาหารเช้าต่อ "งั้นก็เงียบซะ แล้วรอปิ้งขนมปังไปไข่ดาวไส้กรอกใกล้จะเสร็จแล้ว" ภูผายืนนิ่ง มองแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าเตาแก๊ส กลิ่นน้ำมันทอดไข่เจียวลอยคลุ้งไปทั่วห้องครัวแคบๆ มันเป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคย ปกติอาหารเช้าของเขาคือออมเล็ตฝีมือเชฟระดับมิชลินเสิร์ฟในห้องอาหารปรับอากาศเย็นฉ่ำ ไม่ใช่ไข่ดาวขอบไหม้ๆ กับไส้กรอกแดงหั่นเป็นรูปปลาหมึกทอดจนบานแฉ่งแบบนี้ แต่แปลก... ที่เขากลับไม่รู้สึกอยากลุกหนีไปไหน สิบห้านาทีต่อมา สมาชิกทั้งสี่คน (และอีกหนึ่งผู้บุกรุก) ก็มานั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวขนาดสี่ที่นั่ง โต๊ะมันเล็กจนเข่าของภูผาชนกับขาโต๊ะและแทบจะเบียดกับขานลินที่นั่งฝั่งตรงข้าม พินน์และแพนน์อยู่ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าอ่อน แพนน์ดูจะตื่นเต้นกับ 'คุณลุงคนหล่อ' เป็นพิเศษ เธอเล่าเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนเจื้อยแจ้ว ขณะที่พินน์นั่งกินไส้กรอกปลาหมึกเงียบๆ สายตายังคงลอบมองภูผาอย่างประเมินสถานการณ์ ภูผาพยายามจะใช้ส้อมหั่นไส้กรอกรูปปลาหมึกชิ้นนั้นเข้าปาก ท่าทางการจับส้อมของเขาเกร็งและระมัดระวังราวกับกำลังหั่นสเต็กเนื้อวากิวระดับ A5 หรือกำลังจรดปากกาเซ็นสัญญามูลค่าพันล้าน นลินลอบมองท่าทีนั้นแล้วแอบกลั้นยิ้มเยาะในใจ... คุณชายก็ยังเป็นคุณชายวันยังค่ำ "คุณลุงทำไมจับส้อมตลกจัง" แพนน์ชี้มือหัวเราะคิกคัก "คุณลุงกินไส้กรอกปลาหมึกไม่เป็นเหยอ" ภูผาชะงัก ส้อมในมือค้างเติ่ง เขามองหน้าลูกสาวตัวน้อยด้วยความรู้สึกไปไม่เป็น เกิดมาสามสิบสองปี ไม่เคยมีใครกล้าวิจารณ์มารยาทบนโต๊ะอาหารของเขามาก่อน "ลุง... ลุงแค่กลัวปลาหมึกมันเจ็บน่ะครับ" ภูผาตอบหน้าตาย แต่อาศัยไหวพริบเอาตัวรอดไปได้ แพนน์หัวเราะร่วน "ปลาหมึกมันตายแย้ว มันไม่เจ็บหรอก!" "แพนน์ รีบกินสิลูก เดี๋ยวสายนะ" นลินปรามลูกสาว ก่อนจะหันไปดุลูกชาย "พินน์ กินไข่แดงด้วย อย่าเขี่ยทิ้งสิครับ" "พินน์ไม่ชอบไข่แดง มันแห้ง" เด็กชายเถียงหน้ามุ่ย ภูผามองลูกชายแล้วก็นึกขึ้นได้ "ป๊า... เอ่อ ลุงก็ไม่ชอบไข่แดงสุกๆ เหมือนกัน ตอนเด็กๆ ลุงเคยแอบเอาไข่แดงไปทิ้งใต้โต๊ะด้วยนะ" พินน์เงยหน้าขึ้นมามองภูผา แววตาประหลาดใจวูบผ่านดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น เป็นครั้งแรกที่พินน์ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาต่อต้าน แต่เป็นสายตาของคนที่เจอ 'พวกเดียวกัน' "จริงเหรอฮะ..." พินน์พึมพำ ภูผาพยักหน้า ยิ้มบางๆ อย่างมีความหวัง "จริงสิ ถ้าพินน์ไม่อยากกิน เดี๋ยวลุงกินแทนให้เอาไหม" เขายื่นส้อมไปเตรียมจะฉกไข่แดงจากจานลูก "หยุดเลยคุณ" นลินใช้ส้อมของตัวเองเคาะส้อมของภูผาดังแป๊ก "อย่ามาสปอยล์ลูกฉัน กฎข้อสาม ห้ามแทรกแซงการเลี้ยงดู พินน์ต้องกินไข่แดงให้หมด ไม่งั้นแม่ไม่ให้ดูการ์ตูนตอนเย็นนะ" ภูผาชักส้อมกลับอย่างเสียหน้า หงุดหงิดที่โดนหักหน้าต่อหน้าเด็ก แต่เมื่อเห็นพินน์ยอมตักไข่แดงเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างจำยอม เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ เงินพันล้าน อำนาจล้นฟ้า... เอามาใช้กับเด็กห้าขวบและการบังคับให้กินไข่แดงไม่ได้เลยจริงๆ หลังจากมื้ออาหารเช้าอันแสนอึดอัดผ่านพ้นไป นลินก็เดินไปหยิบกุญแจรถกระบะและกระเป๋าสะพายใบโตที่แขวนอยู่ข้างประตู "เด็กๆ ไปใส่รองเท้าลูก เตรียมตัวไปโรงเรียนได้แล้ว" "จะไปกันยังไง" ภูผาถาม ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง "ก็ขับรถไปสิคะ ถามแปลกๆ" นลินตอบโดยไม่หันมามอง ภูผาปรายตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นรถกระบะสี่ประตูสัญชาติญี่ปุ่นสีบรอนซ์เงินที่จอดอยู่หน้าบ้าน สภาพของมันดูผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน รอยขีดข่วนรอบคัน และกระบะท้ายที่เต็มไปด้วยดินและเศษใบไม้ "คุณจะให้ลูกผมนั่งรถกระบะโทรมๆ คันนั้นไปโรงเรียนเนี่ยนะ?" เสียงของภูผาแข็งขึ้นมาทันที "ระบบความปลอดภัยอยู่ตรงไหน คาร์ซีทก็ไม่มี เบาะหลังขาดหรือเปล่าก็ไม่รู้" "รถฉันมันไม่ได้โทรม! มันคือรถทำมาหากิน!" นลินหันขวับมาแหวใส่ "และฉันขับไปส่งลูกมาสองปีแล้ว ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแม้แต่ครั้งเดียว แถวนี้รถติดจะตาย ขับช้าเป็นเต่าคลาน คุณไม่ต้องมาทำเป็นห่วงเว่อร์ไปหน่อยเลย" "ไม่ได้ ผมไม่ยอมให้ความปลอดภัยของลูกผมไปเสี่ยงกับทักษะการขับรถของคุณและสภาพรถที่เหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่แบบนั้น" ภูผาก้าวเข้ามายืนขวางทางออก คว้ากุญแจรถยุโรปของเขาขึ้นมาควง "วันนี้ ผมจะไปส่งเด็กๆ ด้วยรถผม" "ไม่!" นลินปฏิเสธเสียงแข็ง "คุณอย่ามาบ้าอำนาจแถวนี้นะภูผา เด็กๆ คุ้นเคยกับการนั่งรถกระบะแม่ไปโรงเรียน จู่ๆ คุณจะมายัดเยียดให้เขานั่งรถหรูที่คุณภูมิใจนักหนาทำไม ลูกฉันไม่ได้ต้องการเปลือกนอกพวกนั้น!" "มันไม่ใช่เปลือกนอก แต่มันคือความปลอดภัย!" ภูผาเถียงกลับ "คุณคิดว่าการให้ลูกนั่งรถที่มีถุงลมนิรภัยสิบจุด โครงสร้างเหล็กกล้ากันกระแทก มันคือการอวดรวยงั้นเหรอ นลิน คุณนั่นแหละที่มีอคติ!" "ใช่! ฉันมีอคติ!" นลินตะโกนกลับ "อคติกับคุณ กับเงินของคุณ กับรถของคุณ ทุกอย่างที่เป็นคุณ! เพราะทุกครั้งที่คุณเอาสิ่งของราคาแพงพวกนี้มายัดเยียดให้ มันหมายถึงคุณกำลังจะบอกว่าชีวิตที่ฉันสร้างมามันไร้ค่า!"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD