ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เด็กแฝดที่เพิ่งใส่รองเท้าเสร็จเดินมาหยุดยืนดูผู้ใหญ่สองคนเถียงกันตาปริบๆ
"ม้าคับ... ทะเลาะกันทำไม" พินน์ถามเสียงเบา เดินเข้ามากอดขานลินไว้แน่น สายตาตวัดมองภูผาอย่างไม่ไว้ใจหนักกว่าเดิม
ภูผามองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดหน้า เขาทำพลาดอีกแล้ว เขาใช้อารมณ์และวิธีคิดแบบซีอีโอที่ต้องควบคุมทุกอย่างมาใช้ในบ้านหลังนี้ บ้านที่นลินเป็นหัวหน้าครอบครัวเพียงคนเดียวมาตลอดห้าปี
เขาถอนหายใจยาว พยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองลง "โอเค... ผมขอโทษที่เสียงดัง" เขาพูดเสียงอ่อนลงเป็นครั้งแรก "แต่ลิน... ให้ผมไปส่งลูกเถอะนะ ถือว่าผมขอร้อง... ในฐานะพ่อที่พลาดโอกาสไปส่งลูกวันแรกของการเข้าโรงเรียน พลาดมาตลอดสองปี... ให้ผมได้ทำหน้าที่นี้เถอะนะ"
น้ำเสียงเว้าวอนและสายตาที่ลดความแข็งกร้าวลงของภูผา ทำให้นลินชะงักไป คำว่า 'พลาดโอกาส' สะกิดความรู้สึกผิดลึกๆ ในใจของเธอ เธอเป็นคนตัดสินใจหนีมาเอง เป็นคนพรากสิทธิ์นั้นไปจากเขา แม้จะมีเหตุผลที่ต้องทำก็ตาม
นลินมองกุญแจรถกระบะในมือ สลับกับมองหน้ารถมายบัคคันหรูที่จอดขวางอยู่หน้าบ้าน ก่อนจะถอนหายใจอย่างยอมแพ้
"ก็ได้... แค่วันนี้นะ" นลินบอกเสียงห้วน แต่แววตาอ่อนลง "พินน์ แพนน์ วันนี้เรานั่งรถคุณลุงไปโรงเรียนกันนะลูก"
แพนน์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ "เย้ๆ นั่งรถคันใหญ่ๆ ยาวๆ เหมือนจรวดเลย!"
ส่วนพินน์ยังคงกอดขาแม่แน่น "ถ้าม้าไป พินน์ก็ไป"
"แม่ไปสิครับ แม่ต้องไปส่งพินน์อยู่แล้ว" นลินยิ้มบางๆ ให้ลูกชาย
ภูผาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ชนะไปหนึ่งก้าว แม้จะต้องแลกกับการยอมก้มหัวขอร้องผู้หญิงคนนี้ก็ตาม
เขาเดินนำออกไปที่รถ ชัชเปิดประตูหลังรอไว้อย่างรู้หน้าที่ แต่สิ่งที่ทำให้นลินต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ คือบนเบาะหนังแท้สีครีมหรูหราของรถมายบัค มี 'คาร์ซีทสำหรับเด็ก' ติดตั้งอยู่เรียบร้อยแล้วถึงสองที่นั่ง!
"คุณ..." นลินหันไปมองหน้าภูผาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา "คุณไปเอามาตอนไหน?"
"เมื่อคืน ตอนที่คุณไขกุญแจให้ผมเข้าบ้าน" ภูผาตอบหน้าตาย "ผมสั่งให้ชัชไปซื้อมาติดไว้ เพราะผมรู้ว่ายังไงวันนี้ผมก็ต้องบังคับ... เอ่อ ขอร้องให้คุณยอมให้ผมไปส่งลูกให้ได้"
นลินอึ้งไปชั่วขณะ ผู้ชายคนนี้เจ้าเล่ห์และเตรียมพร้อมเสมอ เขาอ่านเกมขาดและวางแผนล่วงหน้าไว้หมดแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายบ้างานอย่างเขาจะใส่ใจเรื่องคาร์ซีทของเด็ก
ภูผาอุ้มแพนน์ที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเข้าไปนั่งในคาร์ซีทฝั่งซ้ายอย่างเก้ๆ กังๆ มือใหญ่ที่คุ้นเคยกับการเซ็นเอกสาร พยายามปลุกปล้ำกับสายรัดเข็มขัดนิรภัยเด็กอยู่นานสองนาน จนแอบมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก
นลินมองภาพซีอีโอหนุ่มหน้าตึงเครียดกำลังต่อสู้กับหัวเข็มขัดพลาสติกด้วยความรู้สึกขบขันปนหมั่นไส้ แต่ลึกๆ แล้ว... เธอกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นสายบางๆ ที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอย่างเงียบเชียบ ความอบอุ่นที่เธอพยายามปฏิเสธและสร้างกำแพงกั้นมาตลอดห้าปี
บางที... ปีศาจตนนี้อาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิดไว้ก็ได้
บรรยากาศภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถเมอร์เซเดส-มายบัค กว้างขวางโอ่อ่าและเงียบกริบจนน่าอึดอัด กระจกกันเสียงหนาเตอะตัดขาดเสียงจอแจของถนนชานเมืองยามเช้าออกไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา และเสียงเพลงคลาสสิกที่เปิดคลอเบาๆ
นลินนั่งตัวเกร็งอยู่บนเบาะหนังแท้ฝั่งขวา พินน์นั่งหน้ามุ่ยอยู่ในคาร์ซีทตรงกลาง ส่วนแพนน์ที่นั่งคาร์ซีทฝั่งซ้ายกำลังตื่นเต้นกับหน้าจอสัมผัสหลังเบาะหน้าอย่างออกรส
ส่วนภูผา... เขานั่งอยู่บนเบาะหน้าข้างคนขับ (ชัชเป็นคนขับ) แผ่นหลังกว้างในชุดสูทสีเทาเข้มพิงพนักเบาะอย่างผ่อนคลาย แต่สายตาคมกริบของเขามักจะชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อสบตากับนลินเป็นระยะๆ
กลิ่นน้ำหอมวูดดี้ผสมซิตรัสของเขาอบอวลอยู่ในพื้นที่ปิดทึบแห่งนี้ มันเป็นกลิ่นที่นลินเคยหลงใหล กลิ่นที่เคยซุกหน้าสูดดมทุกคืนก่อนนอนเมื่อห้าปีก่อน แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นกลิ่นที่ทำให้เธอหายใจไม่ออก ราวกับถูกพันธนาการไว้ในอดีตที่พยายามหนีมาตลอด
"แอร์เย็นไปไหม" ภูผาถามขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่ได้หันมามอง
"ไม่ค่ะ พอดีแล้ว" นลินตอบเสียงห้วน พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้ผิวหนังไปสัมผัสกับความหรูหราของเบาะรถ
"รถคุณลุงเงียบจังเยย ไม่ดังบรื้นๆ เหมือนรถหม่าม้า" แพนน์ออกความเห็นเจื้อยแจ้ว
"ก็รถคุณลุงเขาราคาแพงไงลูก ซื้อรถหม่าม้าได้เป็นร้อยคันเลยมั้ง" นลินประชดเข้าให้ ไม่วายแขวะคนเบาะหน้า
ภูผามองสบตากับเธอผ่านกระจกมองหลัง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย "ผมไม่เคยดูถูกรถกระบะของคุณนะลิน ผมแค่พูดถึงเรื่องความปลอดภัย"
"ก็ความปลอดภัยของคุณมันต้องใช้เงินหลักล้านแลกมานี่คะ คนหาเช้ากินค่ำอย่างฉันคงไม่มีปัญญาหามาให้ลูกได้หรอก"
"ลิน..." ภูผากดเสียงต่ำ "ผมขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งชวนทะเลาะต่อหน้าลูกได้ไหม"
นลินเม้มปากแน่น หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง เธอเกลียดตัวเองที่ต้องมานั่งเถียงกับเขาเรื่องเดิมๆ เกลียดที่ลึกๆ แล้วเธอก็รู้ว่าเขาพูดถูกเรื่องความปลอดภัย แต่ทิฐิมันค้ำคอจนยอมรับไม่ได้
การจราจรหน้าโรงเรียนอนุบาลเอกชนระดับกลางค่อนข้างติดขัด รถกระบะและรถเก๋งญี่ปุ่นของเหล่าผู้ปกครองจอดต่อแถวเพื่อส่งลูกหลานลงหน้าประตูโรงเรียน
แต่เมื่อมายบัคสีทูโทนคันยาวเหยียดเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบฟุตปาธ ทุกสายตาก็จับจ้องมาเป็นจุดเดียวราวกับมีดาราฮอลลีวูดมาเยือน
นลินรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า เธอรีบเปิดประตูรถเตรียมจะก้าวลง แต่ชัชกลับวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้เธอเสียก่อน พร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ขอบคุณค่ะชัช ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้" นลินกระซิบเสียงดุๆ รู้สึกอายสายตาผู้ปกครองคนอื่นที่มองมาอย่างสนใจใคร่รู้
ภูผาก้าวลงจากรถเบาะหน้า เขาจัดสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูด้านแพนน์และช่วยปลดสายรัดคาร์ซีทให้อย่างเบามือ
"ขอบคุณกั๊บคุณลุง!" แพนน์กระโดดเหยงๆ ลงมาดึงมือภูผาไว้
นลินรีบจูงมือพินน์ลงมา เธอกระชับกระเป๋านักเรียนรูปเป็ดของลูกไว้แน่น "ป่ะลูก เข้าโรงเรียนกัน" เธอพยายามจะเดินหนีให้เร็วที่สุด เพื่อหลบสายตาสอดรู้สอดเห็นของคุณแม่ท่านอื่นที่จับกลุ่มคุยกันอยู่หน้าประตู
"เดี๋ยว" ภูผาเดินตามมาติดๆ เขาไม่ได้สนใจสายตาใครเลย นอกจากการเดินขนาบข้างนลินและลูกราวกับบอดี้การ์ดส่วนตัว "ผมไปส่งถึงหน้าห้อง"
"ไม่ต้อง!" นลินหันไปขวับ "คุณทำตัวเด่นเกินไปแล้วนะภูผา แค่คุณแต่งสูทเต็มยศมายืนอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาลนี่ คนเขาก็มองกันทั้งซอยแล้ว"
"ผมมาส่งลูก ผมแคร์คนอื่นทำไม" ภูผาตอบหน้าตาย
"คุณพรรณราย สวัสดีค่ะ!" เสียงใสๆ ของคุณครูเวรหน้าประตูดังขึ้นเมื่อนลินเดินเข้าไปใกล้ "อ้าว วันนี้คุณพ่อน้องพินน์น้องแพนน์มาส่งเองเลยเหรอคะ แหม... หล่อเชียวค่ะ ไม่เคยเห็นหน้าเลย"