ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยความปีติยินดีในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับประเทศ แสงแดดจัดจ้าในยามสายแผดเผาลงมาทาบลงบนใบหน้าสวยหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีอย่างประณีต ‘พราวนภา วรโชติอนันต์’ หรือ ‘พราว’ ยืนโดดเด่นอยู่ในชุดครุยวิทยฐานะสีเข้มแถบทองพาดไหล่ซ้ายซึ่งบ่งบอกถึงดีกรี ‘เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง’ เหรียญทองที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอดสี่ปีเต็ม
ในมือของหญิงสาวโอบกอดช่อดอกไม้ลิลลี่สีขาวที่ส่งกลิ่นหอมจรุงใจสลับกับใบรับรองปริญญาบัตรที่แสนภาคภูมิใจ รอยยิ้มที่สว่างไสวราวกับดวงตะวันในยามเช้าดึงดูดทุกสายตาให้หันมองพราวนภาประดุจเพชรเม็ดงามที่ได้รับการเจียระไนมาอย่างดีที่สุด เธอคือหลานสาวเพียงคนเดียวของ ‘เจ้าสัวประจักษ์’ ผู้นำตระกูลวรโชติอนันต์ที่มั่งคั่ง วันนี้พราวไม่ได้แค่รับปริญญา แต่เธอพกพาความสำเร็จที่เป็นเกียรติเป็นศรีมาให้วงศ์ตระกูลอย่างสง่างาม
“พราว! ทางนี้จ้ะลูก” เสียงกังวานของเจ้าสัวประจักษ์ดังขึ้นข้างรถลีมูซีนคันยาว ชายชราในชุดสูทสากลสีเทาภูมิฐานยืนยิ้มจนแก้มปริ ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากบัดนี้รื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตัน
“คุณปู่คะ!” พราวนภาวิ่งเข้าไปสวมกอดปู่ของเธอด้วยความรัก “พราวทำสำเร็จแล้วค่ะปู่ เกียรตินิยมที่ปู่อยากเห็น พราวเอามาให้แล้วนะคะ”
“เก่งมากพราว... ปู่ภูมิใจในตัวหลานที่สุด พ่อกับแม่ของหลานบนสวรรค์ก็คงภูมิใจไม่แพ้กัน” เจ้าสัวประจักษ์ลูบผมหลานสาวอย่างเบามือ “ต่อไปนี้หลานจะได้เข้ามาช่วยปู่ดูแลวรโชติอนันต์เสียทีนะ”
พราวนภาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม แต่ในใจของเธอกลับว้าวุ่นและเฝ้าชะเง้อคอมองหา ‘ใครบางคน’ ที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาเป็นแขกคนสำคัญที่สุดในวันนี้ ‘นนท์’ รุ่นพี่หนุ่มมาดอบอุ่นที่คบหากันมาตั้งแต่วันแรกที่เธอเหยียบเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา นนท์คือแรงผลักดัน คือกำลังใจ และคือคนที่เธอวางแผนอนาคตร่วมกันไว้ว่า ทันทีที่เธอเรียนจบ เขาจะมาขอเธอแต่งงานอย่างเป็นทางการ
“นนท์ยังไม่มาเหรอพราว?” เจ้าสัวประจักษ์เอ่ยถามเมื่อเห็นหลานสาวมองไปรอบๆ ท่านเองก็ไม่ได้ขัดขวางความสัมพันธ์นี้ แม้จะรู้ดีว่าพื้นฐานครอบครัวของนนท์จะเทียบกับวรโชติอนันต์ไม่ได้ แต่เมื่อเห็นหลานสาวรักใคร่ท่านก็ยอมหลับตาข้างหนึ่งมาเสมอ
“คงจะรถติดมั้งคะปู่... เห็นพี่นนท์ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังรีบมา พราวขอตัวไปเดินดูแถวหน้าคณะหน่อยนะคะ เผื่อพี่เขาหาพราวไม่เจอ”
พราวนภาเดินเลี่ยงออกมาจากกลุ่มคนหนาแน่น เธอเดินผ่านหมู่มวลบัณฑิตใหม่ที่กำลังถ่ายภาพหัวเราะร่าเริงกับครอบครัว ความสุขเหล่านั้นยิ่งทำให้เธอปรารถนาจะเห็นใบหน้าของนนท์เร็วๆ เธออยากจะอวดเหรียญทองในมือ อยากจะบอกเขาว่าความสำเร็จนี้เป็นของ ‘เรา’
แต่ทว่า... เมื่อเดินเลี่ยงไปยังโซนอาคารเรียนเก่าที่ค่อนข้างเงียบสงบ แว่วเสียงหัวเราะต่อกระซิกของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังแว่วมาจากมุมลับตาหลังพุ่มไม้ใหญ่ใกล้กับอาคารวีไอพี พราวนภาหยุดฝีเท้าโดยอัตโนมัติ ใจดวงน้อยสั่นระรัวอย่างประหลาด
“พี่นนท์คะ... เมื่อไหร่จะจบคะเนี่ย รินรอมาทั้งวันแล้วนะ ร้อนก็ร้อน” เสียงแหลมใสติดจะเอาแต่ใจนั้นดังขึ้น พราวนภาจำได้ทันที... ‘รินลดา’ ลูกสาวคนสวยของเจ้าสัวเกรียงไกร ตระกูลที่เป็นคู่แข่งไม้เบื่อไม้เมาทางธุรกิจกับปู่ของเธอมานานแสนนาน
“ใจเย็นๆ สิครับริน พี่ก็บอกแล้วไงว่าต้องรอให้พราวรับปริญญาให้เสร็จก่อน วรโชติอนันต์เขามีหน้ามีตาในงานนี้ พี่ต้องรักษามารยาท” เสียงทุ้มที่ตอบกลับมานั้น... เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจพราวนภาจนหูดับวูบ
มันคือเสียงของนนท์! ผู้ชายที่ส่งข้อความหาเธอเมื่อสิบนาทีก่อนว่า ‘พี่รักพราวนะครับ กำลังรีบไปหา’
“รักษามารยาท หรือว่ายังตัดยัยจืดชืดนั่นไม่ขาดกันแน่คะ? รินเห็นพี่นนท์คอยประคบประหงมมันมาตลอดสี่ปี รินแทบจะทนไม่ไหวแล้วนะ”
“โธ่ริน... พราวน่ะเขาเป็นแค่บันได” นนท์เอ่ยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่พราวนภาไม่เคยได้ยินมาก่อน “พี่ต้องใช้ชื่อเสียงของวรโชติอนันต์เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเอง คุณปู่ประจักษ์เขาเอ็นดูพี่ พี่ก็ได้คอนเนคชั่น ได้งานใหญ่ๆ มาตลอด แต่ตอนนี้พราวเรียนจบแล้ว หมดประโยชน์สำหรับพี่แล้วล่ะครับ อีกอย่าง... รินก็รู้นี่นาว่าพี่เลือกคุณ คุณทั้งสวย ทั้งเร้าใจ แถมกิจการของที่บ้านคุณก็พร้อมจะควบรวมกับของพี่มากกว่าใคร”
พราวนภารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ขาที่เคยแข็งแรงกลับสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอค่อยๆ ขยับกายเข้าไปชะโงกมองหลังพุ่มไม้ ภาพที่เห็นคือภาพที่กรีดหัวใจเธอจนเหวอะหวะ นนท์ที่เธอเคยคิดว่าแสนดีกำลังโอบกอดรินลดาไว้อย่างแนบชิด ใบหน้าของเขาซบลงที่ซอกคอของหญิงสาวอย่างหิวกระหาย รอยยิ้มของรินลดาที่มองข้ามไหล่เขามาเห็นพราวนภาพอดีนั้น ช่างเต็มไปด้วยความสะใจและเย้ยหยัน
รินลดาจงใจขยับตัวเข้าหานนท์มากขึ้นเมื่อเห็นเหยื่อมายืนดู “อุ๊ย... พี่นนท์คะ ดูเหมือนว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาแอบดูเรานะคะ”
นนท์ผละออกด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยดูอบอุ่นบัดนี้ซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาเมื่อเห็นพราวนภายืนตัวสั่นถือปริญญาบัตรเกียรตินิยมไว้แน่น
“พราว! ม... มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“มาทันได้ยินว่าพราวเป็น ‘บันได’ ของพี่ไงคะ!” พราวนภาตะโกนออกไปทั้งน้ำตา เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความเสียใจและความโกรธที่ประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน “สี่ปีที่พราวซื่อสัตย์ สี่ปีที่พราวทุ่มเทให้พี่ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องเรียนพราวก็คอยช่วยพี่ทำโปรเจกต์ พี่ทำแบบนี้กับพราวได้ยังไง!”
นนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาที่เคยหลอกลวงจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไร้หัวใจ เขาถอนหายใจยาวพลางปรับปกสูทให้เข้าที่ “ในเมื่อพราวเห็นแล้ว พี่ก็คงไม่ต้องแสดงละครต่อ... ใช่ พราวเก่ง พราวดี พราวเพอร์เฟกต์ทุกอย่างจนน่าเบื่อ ชีวิตพี่ต้องการสีสัน และที่สำคัญคือพี่ต้องการความมั่นคงทางธุรกิจที่รินลดาให้พี่ได้มากกว่าปู่ของพราว”
“รินลดาให้ได้มากกว่างั้นเหรอ? พี่เลือกผู้หญิงที่คอยจ้องจะทำลายครอบครัวพราวมาเป็นเมียงั้นเหรอพี่นนท์!” พราวนภาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“อย่ามาทำเป็นนางเอกหน่อยเลยพราว ยุคนี้มันยุคผลประโยชน์ รักอย่างเดียวมันกินไม่ได้หรอกนะ” รินลดาแทรกขึ้นพลางเดินมาคล้องแขนนนท์ไว้แน่น “พี่นนท์เขาเบื่อเด็กเรียนอย่างเธอจะตายไป วันๆ มีแต่เรื่องเกรด เรื่องงานวิจัย ไม่เห็นจะมีเสน่ห์ดึงดูดตรงไหนเลย ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงที่อยู่ด้วยแล้วตื่นเต้น ไม่ใช่ผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์กตัญญูไปวันๆ”
คำพูดจิกกัดของรินลดาเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจพราวนภา เธอที่พยายามรักษาเกียรติยศ ทุ่มเทเรียนจนได้เกียรติยศเพื่ออนาคตของเขาและเธอ กลับกลายเป็น ‘หุ่นยนต์ที่น่าเบื่อ’ ในสายตาเขา
“ขอบคุณนะคะพี่นนท์... ขอบคุณที่ทำให้พราวตาสว่างในวันรับปริญญาพอดี” พราวนภาเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างแรงจนผิวบางแดงปื้น เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี “ผู้ชายที่ขายวิญญาณและศักดิ์ศรีเพื่อเงินแบบพี่... พราวก็ไม่เอาเหมือนกัน! ขอให้พวกคุณไปลงนรกด้วยกันทั้งคู่เถอะ!”
พราวนภาหมุนตัววิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที เธอไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะที่ไล่หลังมา ความเสียใจที่สะสมมาสี่ปีระเบิดออกมาเป็นเสียงสะอื้นที่ดังระงมอยู่ในลำคอ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกมาตลอดเวลา เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมที่สอบผ่านทุกวิชาในมหาวิทยาลัย แต่กลับสอบตกวิชาชีวิตอย่างรุนแรง
เธอกลับมาที่รถลีมูซีน เจ้าสัวประจักษ์เห็นสภาพหลานสาวก็ตกใจจนแทบทำไม้เท้าหลุดมือ
“พราว! เกิดอะไรขึ้นลูก! ใครทำอะไรหลาน!”
พราวนภาโผเข้ากอดปู่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต เธอร้องไห้อย่างหนักราวกับจะขาดใจ จนกระทั่งความโกรธเริ่มเข้ามาแทนที่ความเศร้า เธอต้องการพิสูจน์ให้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นเห็นว่า เธอมีค่ามากกว่าที่เขามองเห็นเป็นพันเท่าหมื่นเท่า
“คุณปู่คะ... เรื่องแต่งงานที่ปู่เคยคุยกับพราวไว้ เรื่องที่ปู่ตกลงกับเจ้าสัวภาคิน ตระกูลรังสิมันต์...” พราวนภาผละออกมาสบตาปู่ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันคือแววตาของความแน่วแน่และดุดันที่แฝงไปด้วยความแค้น “พราวตกลงค่ะ พราวจะแต่งงานกับหลานชายเจ้าสัวภาคินตามสัญญาของปู่!”
เจ้าสัวประจักษ์ชะงักไปครู่ใหญ่ “พราวแน่ใจนะลูก? ปู่ไม่อยากบังคับพราว ถ้าหลานยังมีพันธะกับตาคนนั้น...”
“พราวไม่มีพันธะกับสิ่งสกปรกแบบนั้นอีกแล้วค่ะปู่!” พราวนภาเอ่ยเสียงแข็ง “พราวจะแต่งงาน และพราวจะทำให้วรโชติอนันต์ยิ่งใหญ่ที่สุด พราวจะพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าพราวนภาคนนี้ไม่ได้มีดีแค่เกียรตินิยม แต่พราวจะมีอำนาจที่จะเหยียบย่ำทุกคนที่มันกล้ามาดูถูกพราว!”
ความแค้นจากการถูกหักหลังทำให้เด็กสาวที่แสนอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นพยัคฆ์สาวในพริบตา เธอต้องการประชดรักลวงๆ ของนนท์ด้วยการกระโจนเข้าสู่ ‘วิวาห์สัญญาใจ’ ที่เธอเคยเกลียดชัง โดยที่ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้ คือการเดินเข้าสู่กรงทองของมัจจุราชที่แท้จริง
ในขณะที่พราวนภากำลังจมอยู่กับพายุอารมณ์ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกหยาดน้ำตาของเธอนั้น ตกอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งมาโดยตลอด...
ห่างออกไปในมุมมืดของลานจอดรถวีไอพี รถเอสยูวีคันหรูสีดำสนิทที่กระจกติดฟิล์มดำมืด ‘ภีม รังสิมันต์’ ประธานหนุ่มวัย 32 ปี เจ้าของฉายา ‘มัจจุราชเยือกเย็น’ นั่งนิ่งสนิทอยู่เบาะหลัง แววตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองร่างบางที่เพิ่งเดินขึ้นรถลีมูซีนไปอย่างไม่วางตา มือหนาที่เปี่ยมไปด้วยพลังลูบไล้ไปตามพวงมาลัยรถเป็นจังหวะช้าๆ
เขานั่งอยู่ในรถคันนี้มาตั้งแต่เช้า เขาเห็นเธอตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าสู่พิธี เห็นรอยยิ้มที่แสนสดใสที่เขาแอบเฝ้ามองจากที่ไกลๆ มาตลอดสี่ปี และเห็นกระทั่งตอนที่เธอถูกทิ้งกลางสมรภูมิหัวใจ ภีมกรามขบกันจนเป็นสันนูนเมื่อนึกถึงใบหน้าของไอ้ผู้ชายที่กล้าทำให้ ‘ยอดดวงใจ’ ของเขาต้องหลั่งน้ำตา
“สี่ปีที่ผมรอคอยให้คุณโตขึ้นมา... ในที่สุด วันที่ผมต้องการก็มาถึงเสียทีนะ พราวนภา” ภีมพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความปรารถนาอันรุนแรง มุมปากหยักลึกยกยิ้มเพียงบางเบาจนแทบสังเกตไม่ได้
ภีมรู้จักพราวนภาดี... ดีกว่าที่เธอจะจินตนาการถึง เขาเฝ้าดูเธอเติบโตในรั้วมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่วันแรกที่ปู่ภาคินบอกว่านี่คือ ‘ว่าที่เจ้าสาว’ ของเขา เขาเห็นเธอร้องไห้เพราะเกรดเฉลี่ย เห็นเธอหัวเราะกับเพื่อน และเห็นเธอมอบหัวใจให้ผู้ชายห่วยๆ คนนั้น ความคลั่งรักที่เขาซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าที่แสนเย็นชาบัดนี้ปะทุขึ้นจนยากจะระงับ
“คุณเลือกถูกแล้วที่ตอบตกลงแต่งงาน... เพราะจากนี้ไป ผมจะกักขังคุณไว้ในอ้อมกอดของผม และผมจะไม่เปิดโอกาสให้คุณเปลี่ยนใจหรือมองหาผู้ชายคนไหนได้อีกเลยตลอดกาล!”
ภีมสั่งให้คนขับรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่คอยติดตามเจ้าของ ความสำเร็จของพราวนภาในวันนี้อาจจะอาบด้วยน้ำตา แต่สำหรับภีม รังสิมันต์ มันคือรุ่งอรุณแห่งการเริ่มต้นที่จะพันธนาการเธอไว้ด้วย ‘วิวาห์สัญญาใจ’ ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอให้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวในจักรวาลของเขาชั่วนิรันดร์!