ภายในเพนต์เฮาส์หรูชั้นบนสุดของตึกรังสิมันต์ทาวเวอร์ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงการทำงานแผ่วเบาของเครื่องปรับอากาศ แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าดีไซน์ล้ำสมัยสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่หล่อเหลาราวกับรูปสลักของ ‘ภีม รังสิมันต์’ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้หลังโต๊ะทำงานไม้โอ๊คขนาดใหญ่ ในมือถือแท็บเล็ตที่กำลังแสดงภาพถ่ายชุดหนึ่ง ซึ่งหากใครมาเห็นเข้าคงต้องตกใจ เพราะทุกภาพคืออิริยาบถต่างๆ ของพราวนภา วรโชติอนันต์ ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา
.
ภีมเลื่อนดูรูปเหล่านั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งภาพพราวนภาในชุดนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังยิ้มอย่างร่าเริงกับกลุ่มเพื่อน ภาพตอนที่เธอตั้งใจอ่านหนังสือในหอสมุดจนหลับคาโต๊ะ และภาพที่ทำให้หัวใจของเขาบีบรัดทุกครั้งที่เห็น... ภาพพราวนภาที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขในอ้อมกอดของ ‘นนท์’
.
เขาจำได้ดีถึงวันแรกที่ ‘ปู่ภาคิน’ พาเขาไปที่บ้านวรโชติอนันต์เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นพราวนภายังเป็นเด็กสาวมัธยมปลายที่สดใสและไร้เดียงสา ปู่บอกกับเขาอย่างหนักแน่นว่าเด็กคนนี้คือคนที่จะมาเป็น ‘นายหญิงแห่งรังสิมันต์’ ในอนาคต ตามสัญญาใจที่ปู่ทำไว้กับเพื่อนรักอย่างเจ้าสัวประจักษ์
.
ในตอนแรกภีมเพียงแค่รับคำตามหน้าที่ของผู้สืบทอดตระกูลที่ต้องกตัญญูต่อผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ ต่อเด็กสาวที่อายุห่างกันเกือบสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาแอบไปดูเธอที่มหาวิทยาลัยในวันที่เธอเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 เป็นวันแรก
.
วันนั้นพราวนภาสวมชุดนักศึกษาที่ดูสะอาดสะอ้าน รวบผมหางม้าเผยให้เห็นใบหน้าหวานที่ไร้เครื่องสำอาง เธอเดินหลงทางอยู่ในคณะและพยายามสอบถามรุ่นพี่ด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อ วินาทีที่เขาสบตาเธอจากระยะไกล วินาทีที่รอยยิ้มนั้นพาดผ่านหัวใจที่เคยเย็นชาและแข็งกระด้างของเขา ภีมก็รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ตกหลุมรัก’ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
.
แต่ความรักของเขากลับต้องเผชิญกับบททดสอบ เมื่อเขารู้ว่าพราวนภาได้มอบหัวใจให้กับนนท์ รุ่นพี่หนุ่มที่เข้ามาทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาวในยามที่เธอต้องการที่พึ่ง ภีมเลือกที่จะถอยกลับมาอยู่ในเงามืด เขาใช้ความเย็นชาเป็นเกราะกำบังความรู้สึกที่รุ่มร้อนภายใน เขาไม่ยอมเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของเธอตามคำสั่งของปู่ที่อยากให้ทั้งคู่ทำความรู้จักกัน เพราะเขาไม่อยากบังคับหัวใจของเธอ
.
สี่ปีที่ผ่านมา... ภีมทำตัวเป็น ‘เงา’ ที่คอยปกป้องพราวนภาอย่างเงียบเชียบ
.
เขารู้แม้กระทั่งว่าเธอชอบดื่มกาแฟคาราเมลมัคคิอาโต้ที่ร้านไหน รู้ว่าเธอแพ้อาหารทะเลบางชนิด และรู้ดีที่สุดว่าไอ้นนท์คนนั้นมันไม่ใช่ผู้ชายที่แสนดีอย่างที่เธอเข้าใจ ภีมมีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับนนท์ เขารู้เรื่องที่นนท์พยายามเข้าหาพราวนภาเพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ และรู้กระทั่งเรื่องที่นนท์แอบไปมีความสัมพันธ์ลับๆ กับรินลดามานานกว่าหนึ่งปี
.
หลายครั้งที่ภีมอยากจะบุกไปกระชากหน้ากากไอ้ผู้ชายสารเลวคนนั้นออก แต่เขาก็ต้องข่มใจไว้ เพราะเขารู้จักนิสัยของพราวนภาดี เธอเป็นคนจริงจังกับความรักและมีความเชื่อมั่นในคนที่เธอรักอย่างแรงกล้า ถ้าเขาบอกเธอโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เธอคงมองว่าเขาเป็นคนร้ายที่จ้องจะทำลายความสุขของเธอ
.
เขาจึงเลือกที่จะ ‘รอ’... รอให้ความจริงเปิดเผยออกมาด้วยตัวมันเอง และรอให้พราวนภาเห็นธาตุแท้ของมันในวันที่เธอเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด
.
“ท่านประธานครับ เอกสารสัญญาการโอนหุ้นของวรโชติอนันต์บางส่วนเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ” เสียงของกรดังขึ้นที่หน้าประตู ทำให้ภีมดึงสติกลับมาจากภวังค์
.
“วางไว้บนโต๊ะ... แล้วเรื่องที่ผมสั่งให้คนไปจัดการกับบริษัทของพ่อไอ้นนท์ล่ะ?” ภีมเอ่ยเสียงเย็นเยียบ แววตาคมกริบฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง
.
“ดำเนินการตามแผนครับ ตอนนี้สายป่านทางการเงินของพวกเขาเริ่มติดขัด และถ้าการเจรจาระหว่างรังสิมันต์กับวรโชติอนันต์เริ่มต้นขึ้นจริงๆ บริษัทของตระกูลนนท์จะถูกตัดออกจากวงโคจรทันทีครับ”
.
ภีมยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่า เขาไม่ได้เพียงแต่ต้องการตัวพราวนภา แต่เขาต้องการกำจัดเศษขยะทุกคนที่ริอ่านมาทำร้ายหัวใจของเธอ เขาจะแสดงให้พราวนภาเห็นว่า ผู้ชายที่เธอมอบรักให้นั้นมันไร้ค่าเพียงใด เมื่อเทียบกับอำนาจและความรักที่เขามีให้เธอ
.
เขาลุกขึ้นเดินไปยังกระจกใสบานยักษ์ที่มองเห็นแสงสีของมหาวิทยาลัยที่เธอเพิ่งจากมาเมื่อช่วงบ่าย ในหัวยังคงมีภาพน้ำตาของพราวนภาวนเวียนอยู่ ความคลั่งรักที่เขาสะสมมาตลอดสี่ปีบัดนี้มันล้นปรี่จนแทบจะระเบิดออกมา ภีมยอมรับกับตัวเองว่าเขาเป็นคน ‘ใจร้าย’ ที่แอบมองเธอนอนร้องไห้โดยไม่เข้าไปช่วย แต่เขาก็เป็นคน ‘รักมั่น’ ที่พร้อมจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมาอยู่ในกรงทองของเขา
.
“พราว... คุณคงไม่รู้หรอกว่าสี่ปีที่ผมต้องเห็นคุณยิ้มให้มัน ผมต้องกำหมัดแน่นขนาดไหน” ภีมพึมพำกับความมืด “ทุกครั้งที่คุณเสียใจเพราะมัน ผมอยากจะฆ่ามันทิ้งเสียวันละร้อยรอบ แต่ผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าคุณรักมัน...”
.
เขากระแทกฝ่ามือลงบนกระจกอย่างแรง ความโกรธแค้นและโหยหาปนเปกันจนใบหน้าคมคายเคร่งเครียด
.
“แต่วันนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว คุณเป็นคนเลือกที่จะกลับมาหาผมเอง คุณเลือกเดินเข้าสู่สัญญาของปู่... และสัญญาครั้งนี้ ผมจะเป็นคนคุมกติกาเองทั้งหมด!”
.
ความเย็นชาที่ภีมแสดงออกต่อหน้าทุกคนในตระกูลรังสิมันต์ คือหน้ากากที่เขาใช้ปกปิดปีศาจแห่งความคลั่งรักที่อยู่ภายใน เขาสาบานกับตัวเองว่าเขาจะไม่มีวันบอกพราวนภาว่าเขาแอบเฝ้าดูเธอมานานแค่ไหน เขาจะไม่ให้เธอรู้ว่าเขาหลงรักเธอตั้งแต่แรกสบตา เพราะเขาต้องการให้เธอเกลียดเขา... ต้องการให้เธอประจันหน้ากับเขาด้วยความทระนง เพื่อที่เขาจะได้ใช้ความเผด็จการและอำนาจที่มี ต้อนเธอให้จนมุมและค่อยๆ กลืนกินเธอไปทั้งตัวและหัวใจ
.
“ถ้าความดีทำให้ผมได้แค่เงาของคุณ... ผมก็จะยอมเป็นคนร้ายที่ได้ครอบครองร่างกายของคุณแทน”
.
ภีมหยิบไวน์รสเลิศขึ้นมาจิบช้าๆ แววตาที่มองออกไปเบื้องนอกนั้นดูเย็นเยียบและลุ่มลึกเกินกว่าใครจะหยั่งถึง เขาเริ่มต้นวางหมากตาสุดท้ายบนกระดานชีวิต งานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของการรวมตัวธุรกิจ แต่มันคือ ‘คุกสวาท’ ที่เขาเตรียมไว้ขังหัวใจของพยัคฆ์สาวตัวน้อยอย่างเธอ
.
วันพรุ่งนี้... เขาจะทำให้เธอได้เห็นว่า ‘ภีม รังสิมันต์’ คนที่เธอกำลังจะต้องแต่งงานด้วยนั้น น่ากลัวและร้ายกาจเพียงใด เขาจะขยี้ความภูมิใจของเธอ และจะเปลี่ยนน้ำตาของเธอให้กลายเป็นความวาบหวามในอ้อมกอดของเขา
.
พราวนภา... คุณเตรียมตัวไว้ได้เลย เพราะมัจจุราชที่รักคุณที่สุดในโลก กำลังจะไปทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทุกอณูของคุณคืนแล้ว!
.
ในความมืดที่เงียบสลัว ภีมหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความปรารถนาที่ไม่มีวันดับมอด สี่ปีแห่งการรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง และการเริ่มต้นของ ‘พันธนาการรัก’ ที่รุนแรงที่สุดกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้เอง!