ตอนที่ 3: ราตรีของคนหลงทาง

1574 Words
แสงไฟนีออนหลากสีสันสาดส่องสลับไปมาตามจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่หนักหน่วง ภายใน ‘The Velvet Room’ คลับหรูย่านทองหล่อที่ขึ้นชื่อเรื่องความเอ็กซ์คลูซีฟ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและควันบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับความรุ่มร้อนของเหล่าหนุ่มสาวที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ท่ามกลางแสงสลัว . พราวนภา วรโชติอนันต์ นั่งจมอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดงในโซนวีไอพีชั้นสองที่เพื่อนสนิทจองไว้ ร่างบางในชุดเดรสสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ขับผิวขาวเนียนให้ดูเปล่งประกายภายใต้แสงไฟดิสโก้ บัดนี้กลับดูอ่อนแรงและหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ในมือของเธอถือแก้วคริสตัลที่บรรจุวอดก้าเพียวๆ ไว้เกือบครึ่งแก้ว เธอไม่ได้จิบมันเพื่อความรื่นเริง แต่เธอกระดกมันลงคอราวกับต้องการให้ความร้อนรุ่มของแอลกอฮอล์แผดเผาความทรงจำอันแสนเจ็บปวดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางวัน . “พราว... พอเถอะแก ดื่มหนักไปแล้วนะ” มิ้น เพื่อนสนิทที่คอยเฝ้าดูด้วยความห่วงใยพยายามจะแย่งแก้วออก แต่มือบางกลับรั้งไว้แน่น . “ปล่อยเถอะมิ้น... คืนนี้คืนเดียว ขอฉันโง่เป็นครั้งสุดท้าย” พราวนภาเอ่ยออกมาพร้อมเสียงหัวเราะขื่นๆ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนแก้วเหล้าจนเกิดแรงกระเพื่อม “สี่ปีที่ผ่านมา ฉันทำตัวเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนเพื่อให้คู่ควรกับเขา ดูแลตัวเองเพื่อให้เขามั่นใจเวลาพาไปไหนมาไหน แต่สุดท้าย... ฉันก็เป็นได้แค่ ‘บันได’ ให้เขาเหยียบขึ้นไปหาผลประโยชน์เท่านั้นเองเหรอ?” . ความขมปร่าของวอดก้ายังไม่เท่าความขมขื่นในหัวใจ พราวนภาหลับตาลง ภาพของนนท์ที่ประคองกอดรินลดาไว้ยังคงฉายชัดเหมือนหนังที่ฉายซ้ำไม่รู้จบ ความเจ็บปวดบีบคั้นอยู่ในอกจนเธอรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก เธอจึงตัดสินใจรินเหล้าเพิ่มเข้าไปอีก ราวกับว่าถ้ายิ่งเมามากเท่าไหร่ ความจริงเหล่านั้นก็จะยิ่งเลือนลางหายไปมากเท่านั้น . ในเวลาเดียวกัน ที่โซน VVIP ชั้นสูงสุดซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มองเห็นได้ทั่วทั้งคลับ ร่างสูงใหญ่ของ ‘ภีม รังสิมันต์’ นั่งนิ่งสงบเงียบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำสนิท แววตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองลงไปยังร่างบางที่โต๊ะวีไอพีชั้นล่างอย่างไม่วางตา มือหนากำแก้วบรั่นดีไว้แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโป่งที่หลังมือ . ภีมนั่งอยู่ที่นี่มาเกือบสองชั่วโมงแล้ว เขาให้คนติดตามพราวนภามาตั้งแต่เธอออกจากคฤหาสน์วรโชติอนันต์ หัวใจของเขาแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเห็นเธอทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มหนักขนาดนั้น รังสีความอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ ถึงกับต้องก้มหน้าหลบตา . “สี่ปีที่ผมปกป้องคุณจากเงามืด... เพื่อให้ไอ้ผู้ชายห่วยๆ คนนั้นมันมาเหยียบย่ำคุณจนเป็นสภาพนี้งั้นเหรอ?” ภีมพึมพำกับความมืด น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก . “ท่านประธานครับ... ดูเหมือนจะมีกลุ่มผู้ชายท่าทางไม่น่าไว้วางใจกำลังเข้าไปหาคุณพราวนภาครับ” กร เลขาสนิทที่คอยสังเกตการณ์ผ่านกล้องวงจรปิดรายงานด้วยน้ำเสียงตึงเครียด . ภีมเพ่งมองลงไปทันที ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มสามสี่คนท่าทางเหมือนพวกวัยรุ่นไฮโซจอมกะล่อน กำลังขยับเข้าไปรุมล้อมโต๊ะของพราวนภาในจังหวะที่มิ้นและเพื่อนคนอื่นๆ เดินออกไปเข้าห้องน้ำและไปเต้นที่ฟลอร์กลาง พราวนภาที่บัดนี้เมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ พยายามจะปัดป้องมือหยาบโลนของชายคนหนึ่งที่เริ่มเอื้อมมาโอบไหล่เธออย่างถือวิสาสะ . “ไปกับพี่ดีกว่าน้องสาว สวยๆ แบบนี้มานั่งเศร้าคนเดียวได้ไงจ๊ะ” ชายคนนั้นเอ่ยพลางยิ้มกริ่ม เพื่อนของมันเริ่มขยับเข้ามาปิดทางหนี . “ม... ไม่ต้อง พราวรอเพื่อน ปล่อยนะ!” พราวนภาส่งเสียงร้องอย่างสุดกำลัง แต่มันกลับแผ่วเบาจนถูกเสียงเพลง EDM กลบหายไปหมด เธอพยายามจะลุกหนีแต่ขาที่อ่อนแรงทำให้เธอล้มลงไปปะทะกับอกของพวกมัน . “อุ๊ย... ใจร้อนจังเลยนะจ๊ะ รีบโผเข้าหาพี่แบบนี้ พี่จัดให้ชุดใหญ่เลยดีไหม?” พวกมันหัวเราะร่วนพลางพยายามจะลากตัวพราวนภาออกไปทางประตูทางออกวีไอพีที่ค่อนข้างลับตาคน . วินาทีนั้นเอง... แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่งที่แผ่รังสีแห่งอำนาจและการทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรง . “กูบอกให้ปล่อยมือโสโครกของพวกมึง... ออกไปจากตัวเมียกู!” . เสียงตะคอกที่ทรงพลังนั้นดังก้องทะลุผ่านเสียงดนตรีจนพราวนภาที่กึ่งมีสติรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยที่คุ้นเคย กลุ่มชายฉกรรจ์หันกลับไปมองด้วยความโกรธ แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า พวกมันก็ถึงกับหน้าถอดสี ขาที่เคยแข็งแรงกลับสั่นเทาเหมือนใบไม้ร่วง . ภีม รังสิมันต์ ยืนอยู่ตรงนั้น แววตาคมกริบฉายประกายอำมหิตจนน่าขนลุก กรและบอดี้การ์ดชุดดำอีกห้าคนยืนล้อมกรอบไว้หมดแล้ว . “ข... คุณภีม!” หนึ่งในพวกนั้นอุทานเสียงหลง “พวกผมไม่รู้ครับ... ผมขอโทษ!” . “กูให้เวลามึงสามวินาที...” ภีมก้าวเข้าไปประชิดตัวชายคนที่จับแขนพราวนภาไว้ มือหนาคว้าข้อมือมันแล้วบิดอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น กร๊อบ! “ถ้ามึงยังไม่อยากพิการไปตลอดชีวิต... ไสหัวไปให้พ้นหน้ากู ก่อนที่กูจะเปลี่ยนใจส่งพวกมึงไปลงนรกคืนนี้!” . เพียงแค่คำเดียว พวกมันก็วิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต ภีมสะบัดมือราวกับเพิ่งสัมผัสสิ่งสกปรก ก่อนจะรีบเข้าไปช้อนอุ้มร่างบางของพราวนภาที่กำลังจะทรุดลงกับพื้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนที่มั่นคง . “พราวนภา... คุณได้ยินผมไหม?” ภีมเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจนบอดี้การ์ดยังต้องประหลาดใจ มือหนาลูบใบหน้าสวยที่เปื้อนคราบน้ำตาอย่างทะนุถนอม . “พี่นนท์... อย่าไป... พราวขอโทษ...” พราวนภาละเมอออกมาด้วยความเมามาย เธอซุกหน้าลงกับอกแกร่งของภีม ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เธอเข้าใจผิดว่าเป็นอดีตคนรัก . คำว่า ‘พี่นนท์’ เหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงหัวใจภีมจนแหลกสลาย กรามแกร่งบดเข้าหากันจนขึ้นสันนูน เขาข่มอารมณ์หึงหวงไว้อย่างสุดความสามารถ ก่อนจะสั่งการเสียงเฉียบขาด “ไปที่เพนต์เฮาส์ของฉัน! ใครที่กล้าพูดเรื่องคืนนี้ออกไป... ฉันจะตัดลิ้นมันทิ้งทุกคน!” . รถโรลส์-รอยซ์สีดำเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนที่เงียบสงัดในยามดึก ภายในเบาะหลังที่กว้างขวาง ภีมนั่งนิ่งให้พราวนภาซุกตัวอยู่ที่ตัก กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นกายสาวที่หอมละมุนกระตุ้นสัญชาตญาณความดิบในกายเขาให้ปะทุขึ้น ภีมจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังหลับใหลอย่างหลงใหล เขาแอบประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากมนราวกับจะประทับตราความเป็นเจ้าของ . “สี่ปีที่ผมรอ... วันนี้คุณมาหาผมเองนะพราว และอย่าหวังว่าผมจะปล่อยคุณให้กลับไปหาไอ้เศษสวะนั่นอีกเลย” . เมื่อถึงเพนต์เฮาส์ ภีมอุ้มร่างบางขึ้นไปยังห้องนอนมาสเตอร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา เขาประคองเธอวางลงบนเตียงกว้างสีเทาเข้มอย่างแผ่วเบา พราวนภาขยับกายไปมาด้วยความร้อนรุ่มจากฤทธิ์เหล้า เธอเริ่มปลดสายเดี่ยวของชุดที่รั้งตัวเธอออกโดยไม่รู้ตัว . “อื้อ... ร้อน... พราวร้อน...” เสียงออดอ้อนนุ่มนวลนั้นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของภีมขาดสะบั้น . เขานั่งลงบนเตียง จ้องมองร่างบางที่กำลังบิดเร้าอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่ลุ่มลึก ความคลั่งรักที่เก็บกดมานานสี่ปีระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟแห่งความปรารถนา ภีมโน้มตัวลงไปจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของหญิงสาว . “พราว... ผมเตือนคุณแล้วนะ ว่าอย่ามาทำให้มัจจุราชอย่างผมต้องตบะแตก” ภีมกระซิบชิดริมฝีปากบาง ก่อนจะบดเบียดจูบลงไปอย่างรุนแรงและโหยหา ราวกับต้องการจะลบสัมผัสของคนอื่นทิ้งไปให้หมดสิ้น . พราวนภาตอบสนองจูบนั้นด้วยความมึนเมาและความต้องการหาที่พึ่งพิง ร่างกายของทั้งคู่หลอมรวมเข้าหากันภายใต้แสงดาวที่ส่องผ่านกระจกบานใหญ่ บทเพลงรักที่แสนดุดันและรุ่มร้อนเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราตรีลวง ภีมตักตวงความสุขจากร่างบางครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำเตือนความเป็นเจ้าของในทุกอณูผิว . ค่ำคืนนี้... พราวนภาได้รับรู้ถึงความคลั่งรักที่น่ากลัวของภีม รังสิมันต์ เป็นครั้งแรก ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเมามายและแผนการที่แยบยลของจอมบงการ กำลังจะกลายเป็นพันธนาการลวงที่ร้อยรัดเธอไว้กับเขาไปชั่วนิรันดร์ โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่า... มัจจุราชคนนี้ รักเธอจนยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD