PlAWHALE TALK...
ช่วงบ่ายสาม
ในที่สุดฉันก็ถึงที่หมายสักที หลงไปไกลมาก แทบจะทั่วกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ และยังต้องเผชิญอะไรหลายสิ่งอย่างกับออกรบ...แถมมื้อเช้ามื้อเที่ยงก็ไม่ได้ทาน เพราะต้องเก็บเงินหนึ่งร้อยบาทไว้เป็นค่ารถ มิหนำซ้ำพอลงรถเมล์มา ก็ต้องเดินเข้าซอยอีกเป็นกิโล ๆ จะนั่งพี่วินก็ไม่ได้ เพราะเงินทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือแค่ห้าบาท ชีวิตอนาถมากอีปลาวาฬ...
แต่ความเหนื่อยล้ากลับหายไปปลิดทิ้งเมื่อได้เห็นบ้านที่ตัวเองจะได้อยู่ กระเป๋าเป้ร่วงตกพื้นอย่างกับว่าแขนไร้เรี่ยวแรง รีบเข้าไปเกาะประตูรั้ว มองไปในบ้านให้แน่ใจ...ไม่สิ! ใหญ่ขนาดนี้เรียกว่าคฤหาสน์น่าจะดีกว่า เกิดมาอายุเจียนจะยี่สิบอยู่แล้ว เพิ่งเคยเห็นบ้านหลังใหญ่ตัวเป็น ๆ นี่แหละ...เคยมีคนมาถ่ายหนังไหมหว่า?
โอ๊ย!! วาสนาอีปลาวาฬแล้วคราวนี้ ป้านะป้า...น่าจะบอกว่าทำงานบ้านเศรษฐี ไม่งั้นฉันตามมาอยู่ด้วยตั้งนานแล้ว ไม่ต้องระหกระเหินไปบ้านคนโน้นคนนี้...
นิ้งหน่อง! นิ้งหน่อง!
ฉันหันไปกดกริ่งตรงด้านซ้ายมือหน้าประตูรั้ว กดไปสองครั้งไม่ยักจะมีคนเดินออกมา เลยกดย้ำ ๆ เป็นสิบรอบ และในที่สุดก็เห็นผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวบ้าน เธอชะเง้อมองมาพร้อมกับโบกมือให้ ก่อนจะรุดมาหา
เธอเข้าใกล้เรื่อย ๆ ทำให้เห็นใบหน้าชัดเจน ฉันจำได้ว่าเป็นป้าแจ๋ว ถึงแม้จะแก่กว่าในรูปที่เคยเห็น แต่ใบหน้ายังคงมีเค้าเดิม
“ทำไมเพิ่งมาล่ะปลาวาฬ” คนทักเอ่ยพร้อมกับเปิดประตูให้
“สวัสดีค่ะป้า จำหนูได้เหรอ” ฉันยกมือไหว้ ก่อนจะเอียงคอถาม เพราะมั่นใจมาก ว่าป้าน่าจะไม่เคยเจอฉันมาก่อน
“ป้าเคยอุ้มแกตอนเล็ก ๆ จำไม่ได้หรือไง”
“ตอนเด็กนะป้าใครจะไปจำได้”
“ช่างเถอะ ไม่คิดว่าแกโตมาจะหน้าเหมือนน้องชายป้าขนาดนี้ เอ้า! เข้ามา” เอ่ยพร้อมกับผายมือ ฉันหันไปหยิบกระเป๋าเป้บนพื้น ก่อนจะเดินเข้าไป
เหยียบเขตพื้นที่บ้านปุ๊บ ก็หยุดยืนกวาดสายตามองรอบ ๆ ทันที ตอนมองจากหน้ารั้วว่าใหญ่แล้วนะ แต่พอมาเห็นโดยไม่มีอะไรขวางสายตาดูใหญ่กว่าเดิมเสียอีก พาโนรามาอย่างกับวัง...เริ่มจากด้านซ้ายมือเป็นสวนหย่อมขนาดกว้างมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมให้ความร่มรื่น ขวามือเป็นโรงรถที่มีรถราคาแพงจอดอยู่สามคัน ตรงกลางลานกว้างเป็นน้ำพุ ซึ่งด้านหลังเป็นตัวบ้านสีขาวมีระเบียงอย่างกับพระราชวัง ข้างบ้านเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ มองไกล ๆ รู้สึกเหมือนมีอะไรเขียนใต้น้ำด้วย
“ตามมาเร็ว ๆ สิ”
ป้าแจ๋วเดินนำไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หันมาเรียกฉันเพราะมัวแต่มองไปเรื่อย ได้สติกลับมาก็รีบวิ่งไปยืนเคียงเธอ
“ทำไมป้ามาเปิดประตูช้าจัง บ้านใหญ่ขนาดนี้น่าจะมีคนอื่นด้วยสิ”
เธอเป็นฝ่ายเริ่มเดินก่อน ฉันจึงเดินตาม
“ทุกคนกำลังยุ่งอยู่ ต้องช่วยกันจัดห้องใหม่ให้คุณหนู”
“คุณหนูของป้าอายุกี่ขวบล่ะ ทำไมไม่รู้จักทำเองกับอีแค่จัดห้องตัวเอง” ให้เดาจากที่ป้าพูดถึงด้วยน้ำเสียงเอ็นดู คุณหนูที่ว่าน่าจะยังเรียนไม่จบปอหก อืม...อายุไม่เกินสิบสองแน่นอน
“หือ...” จู่ ๆ ป้าก็หยุดเดิน แล้วหันมาเหมือนจะเอ่ยอะไรต่อ แต่ฉันแทรกซะก่อน
“ชิ๊! คุณหนูของป้าคงทำอะไรไม่เป็น อย่าให้หนูเจอนะจะตบกบาลสั่งสอนเลยคอยดู”
“เออ!! แกมันเก่ง แต่อย่าได้ทำเชียว ไม่งั้นจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ต้องกลับไปอาศัยบ้านญาติคนอื่นอีก แกเอาเหรอ”
“เหอะ! ขู่หนูเพราะป้าห่วงเจ้านายอะสิ”
“เลิกพูดมากได้แล้ว เดินตามมาเร็ว ๆ ปลาวาฬ”
“ค่ะ ๆ”
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวต่อ ไอ้ท้องเวรก็ร้องประท้วงขึ้นมา “จ้อกกกก”
ฉันกุมท้องทันทีด้วยความอาย เม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง พลางมองตาปริบ ๆ ให้ป้าที่กำลังจ้องมาด้วยดวงตาเบิกโพลง
“แกยังไม่ได้กินอะไรมาเหรอ”
“หนูออกมาจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำเปล่าเลยป้า”
“แล้วไม่รีบบอกล่ะ ไป ๆ กินข้าวกันก่อน”
“ค่ะ”
ป้าเดินนำฉันมาเข้าประตูด้านหลังบ้าน เดาไม่ยากว่าเป็นส่วนของห้องครัว เพราะมีอุปกรณ์ครบครัน แถมยังมีผู้หญิงสองคนใส่แบบฟอร์มเดียวกับป้ากำลังทำงานอยู่ นี่แค่ห้องครัวนะ...ใหญ่กว่าบ้านที่ฉันเพิ่งจากมาเสียอีก
“หลานที่บอกเหรอป้าแจ๋ว” หนึ่งในนั้นหันมาถาม ทั้งสองคนส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ฉันยิ้มตอบ ก่อนจะยกมือไหว้เพราะเห็นหน้าพวกหล่อนก็รู้แล้วว่าอายุมากกว่า
“ใช่ นี่ปลาวาฬหลานสาวป้าเอง พวกเธอทำงานด้านบนเสร็จแล้วเหรอ”
“ยังจ้ะป้า”
“ไปทำซะสิ ตรงนี้เดี๋ยวป้าจัดการเอง” แม้จะใช้เสียงเรียบ แต่ดูเหมือนคนอื่นจะค่อนข้างกลัวป้าแจ๋วแฮะ
“ได้ค่ะป้าแจ๋ว”
พอสองคนเดินออกไป ป้าก็เป็นคนตักข้าวและยกกับข้าวมาให้อีกสองอย่าง เป็นแกงเหลืองกับผัดถั่วลันเตา วินาทีนี้อะไรก็ได้ ขอฉันอิ่มท้องก่อน ไม่รีรอรีบจ้วงข้าวเข้าปาก พูดได้เต็มปากเลยว่า มื้อนี้คือมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต...
ง้ำ ๆ
“กินช้า ๆ ก็ได้เดี๋ยวติดคอหรอก”
ฉันกลืนข้าวลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะถามป้า
“ที่นี่มีเจ้านายกี่คนเหรอป้า”
“ตอนนี้เหลือคนเดียวคือคุณหนูนั่นแหละ” ไม่รู้ทำไม จู่ ๆ ป้าถึงได้ทำหน้าเศร้าขึ้นมา จะว่าไปชุดยูนิฟอร์มของที่นี่เป็นสีขาวดำ อย่างกับกำลังไว้ทุกข์ให้ใครอยู่
ยังไม่ทันถาม ป้าก็เล่ามาเองว่าคุณผู้ชายของบ้านนี้เพิ่งจะเสียไป มิน่าทุกคนถึงได้ใส่สีขาวดำสิน...
“หนูอยู่ที่นี่จะมีของกินแบบนี้ทุกวันใช่ไหมคะ” ฉันถามเพื่อให้แน่ใจ
“ใช่สิ อีกอย่างเรื่องค่าเทอม ค่าใช้จ่ายทั้งหมด แกบอกป้ามาเลยว่าต้องการเท่าไหร่”
“ป้าจะให้ฉัน”
“ใช่ แต่...”
หมับ!!
ฉันลุกขึ้นไปสวมกอดป้าทันที
“ขอบคุณนะคะป้า หนูโชคดีจริง ๆ ที่ได้เป็นหลานป้า” เอ่ยจบก็หอมแก้มเหี่ยว ๆ สลับกันทั้งสองข้าง จนคนถูกหอมใช้มือผลักหน้าผากมนออกห่าง
“ไปนั่งกินข้าวต่อได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะพาแกไปห้องนอน”
“ค่ะ”
ฉันกลับมานั่งกินข้าวต่อ ระหว่างนั้นป้าก็พูดขึ้นมาอีก
“คุณหนูถือเป็นผู้มีพระคุณ ต่อไปแกต้องทำหน้าที่ดูแลให้ดีเข้าใจไหม”
“แน่นอนป้า”
“คุณหนูชอบความเป็นส่วนตัว แกห้ามขึ้นไปบนบ้านเด็ดขาด”
“เป็นพวกเด็กอินโทรเวิร์ตเหรอ”
“คืออะไร?”
“เด็กที่ชอบเก็บตัว”
“เออ ๆ แกอย่าไปยุ่งก็แล้วกัน”
“ถ้าแค่แวบไปดูนิดหน่อยล่ะป้า ได้ใช่ไหม”
“ไม่ได้!! ถ้าแกไม่อยากถูกเฉดหัวออกจากบ้าน จงเชื่อฟังที่ป้าพูด” ป้ายืนยันเสียงแข็งขนาดนั้น ฉันจะปฏิเสธได้ไง พยักหน้ารับส่ง ๆ ก่อน เรื่องจะไปสำรวจค่อยว่ากันอีกที
หลังจากนั้นป้าพาฉันมาที่ห้องพัก ระหว่างทางก็เอาแต่พูดถึงคุณหนูว่าดีแบบโน้นดีแบบนี้ ทำเรื่องน่ารักกระจุกกระจิกให้ตามภาษาคนแก่ ฟังแล้วอยากจะอ้วก...
จนในที่สุดก็มาถึงฝั่งที่เป็นห้องแถว ซึ่งมีประตูเรียงกันน่าจะสิบห้องได้ ป้าเดินไปยังประตูห้องด้านในสุด ล้วงกุญแจจากเอวแล้วไขเข้าไป ประตูเปิดออก ป้าถอดรองเท้าแล้วเดินนำเข้าไป ฉันทำตาม พอเข้ามาในห้องก็กวาดสายตามองรอบ ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ป้าเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นชัดเจน
มีเตียงหลังใหญ่ห้าฟุตอยู่ตรงกลางห้อง ด้านข้างเป็นตู้เสื้อผ้าทรงสูงสองอัน ทุกอย่างดูเป็นระเบียบแม้กระทั่งผ้าปูที่นอนไม่มีรอยยับสักนิด ตรงหัวเตียงมีรูปถ่ายเด็กผู้ชายอายุน่าจะสามสี่ขวบ ให้ทาย...นั่นคงเป็นคุณหนูของป้ามั้ง
“แกนอนกับป้าที่นี่ก็แล้วกัน”
“ห้องป้าเหรอ”
“อืม เสื้อผ้าเอาไปเก็บไว้ตู้โน้น ห้องน้ำในตัวอยู่ตรงนั้น มีอะไรก็ไปหาป้าที่ห้องครัว ป้าจะไปทำงานต่อ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ป้ากำลังจะเดินไปที่ประตู ฉันก็ก้าวเข้าไปดักหน้าเสียก่อน
“ป้าคะ”
“มีอะไร”
“ให้หนูเป็นติวเตอร์ให้คุณหนูของป้าดีไหม” คิดได้ปุ๊บก็โพล่งไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แหม...ก็ฉันน่ะหวังจะตีสนิทกับเจ้าของบ้าน อาศัยช่วงที่เด็กกำลังว้าเหว่ไม่มีที่พึ่งทางใจ สร้างความสนิทสนมชิดเชื้อกัน...และเมื่อสำเร็จฉันจะได้กลายเป็นคุณหนูอีกคน ได้กินได้นอนบนกองเงินกองทองสบายไปทั้งชาติ ใครบ้างไม่อยากมี คิกคิก นี่แหละความคิดยอดเยี่ยมของฉัน...
“ติวเตอร์?” คิ้วหย่อนแทบจะผูกติดกัน
“เฮ้อ...ช่างเถอะป้าคงไม่รู้ใช่ไหมว่าติวเตอร์หมายถึงอะไร ไว้หนูเจอคุณหนูของป้าแล้วถามเองก็ได้”
“คุณหนูไม่ได้อยากพบแก”
“ไม่แน่หรอกป้า”
“เจียมตัวบ้าง แกเป็นหลานคนใช้ จะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปเจอคุณหนูเนี่ยนะ แกบอกมาดีกว่าว่าคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่จะทำอะไรแปลก ๆ ใช่ไหม”
“ทำอะไร ฉันก็แค่อยากจะตอบแทน”
ป้าทำหน้าเหมือนสงสัย ในเมื่อฉันไม่พูดอะไรต่อ จึงเดินออกไปจากห้อง ปล่อยฉันอยู่ตามลำพัง...จึงกวาดสายตามองอีกครั้งด้วยความพิจารณา ฉันนอนร่วมกับคนอื่นได้อยู่แล้ว เพราะที่นี่ดีกว่าที่แล้วมาเป็นไหน ๆ