ตกดึก
‘นอนไม่หลับแฮะ’
ฉันคงยังไม่ชินกับที่ใหม่ และไม่ชินกับเสียงกรนของป้าแจ๋ว คนอะไร...กรนดังยิ่งกว่าช้างร้องไม่สมเป็นผู้หญิง จะหยิบโทรศัพท์มาดูเว็บพอร์นกล่อม นอนก็ไม่ได้ กลัวป้าจะตื่นมาเห็นเข้า ดีไม่ดีจะหาว่าฉันลามก...ทั้งที่ภายนอกออกจะดูเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้
นี่แหละหนอ...ผลเสียในการนอนร่วมกับคนอื่น บ้านใหญ่โตน่าจะมีห้องให้ฉันนอนคนเดียวบ้างสิ ว่าแล้วก็แอบไปสำรวจสักหน่อยดีกว่า
หยิบโทรศัพท์มือถือดูเวลา ตอนนี้ตีหนึ่ง...ทุกคนคงหลับกันหมดแล้ว สองเท้าจึงค่อย ๆ หย่อนแตะพื้นในขณะที่หยัดกายลุกจากเตียง เดินย่องให้เงียบที่สุดออกจากห้องนอน เสียงกรนของป้ายังดังอยู่ทำให้รู้ว่าหลับสนิทไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
พ้นจากกรอบประตู ฉันถึงกับถอนหายใจ ก่อนจะยืดหลังตรง ชูสองแขนชี้ฟ้าบิดขี้เกียจสองสามครั้ง แล้วระบายยิ้มเห็นไรฟัน
เคยได้ยินไหม ‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ ในเมื่อห้ามดีนัก ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในบ้านจะวิเศษวิโสขนาดไหนเชียว
ว่าแล้วก็ใช้ไฟฉายในโทรศัพท์มือถือส่องดูทาง จำได้ว่าเมื่อตอนบ่ายป้าพามาทางนี้จึงเดินต่อไปยังห้องครัว นับว่าโชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อค ฉันจึงเข้าไปได้สะดวก มีประตูอีกบานอยู่ฝั่งตรงข้าม เดาได้ไม่ยากว่าทางนั้นต้องเป็นบ้านใหญ่ ไม่รีรอที่จะเดินทะลุออกไป แต่กลับพบแต่ความมืด...บ้านใหญ่โตก็จริง แต่ไม่ยักจะเปิดไฟสักดวง ฉันจึงต้องใช้ไฟฉายในมือส่องไปรอบ ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ต้องโถงทางเดิน สายตาคู่สวยสำรวจด้วยอาการตื่นตะลึง ไหนจะเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์เอย...พื้นบ้านเอย...โคมไฟระย้าเอย ทุกอย่างล้วนแต่ราคาแพงบ่งบอกถึงฐานะเศรษฐี ฉันอดไม่ได้ที่จะใช้ฝ่ามือน้อย ๆ ลูบไล้ไปตามตู้กระจกให้เป็นบุญมือ และสังเกตเห็นในตู้บานหนึ่งมีรูปถ่ายของเด็กทารกไล่ไปจนถึงตอนห้าขวบ ซึ่งเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวกับที่เห็นในห้องป้าแจ๋ว แสดงว่าคนนี้แหละคือคุณหนูของบ้านนี้
“อีกไม่นานจะได้เจอพี่สาวแล้วนะจ๊ะ”
แต่จู่ ๆ...
แก๊ง!!
ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงแก้วกระทบอะไรสักอย่างดังมาจากประตูอีกบานที่อยู่ด้านซ้ายมือ ใช้ไฟฉายส่องดูหน้าห้องนั้น พร้อมกับกลืนน้ำลายเหนียวลงคอด้วยความกลัว อุณหภูมิรอบตัวรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ ทั้งที่ในบ้านปิดมิดชิดไม่มีแม้แต่ลมจะพัดผ่านด้วยซ้ำ
“ใครน่ะ” ปากหนอปาก ไม่รู้อะไรดลใจให้ทักออกไป...
“....” ความเงียบคือคำตอบที่ได้
แต่ห้องนั้นน่ะ...จะมีคนอยู่ได้ไง ก็ตรงช่องใต้ประตูมืดตึ๊ดตื๋อ ถ้ามีคนจริงก็น่าจะเปิดไฟจริงไหม?
ปึก!!
เสียงดังอีกครั้งทำฉันแทบกรีด ดีนะที่ใช้อีกมือปิดปากทัน ชัดเจนว่าต้นตอของเสียงมาจากห้องนั้น...คิดในแง่บวกอาจเป็นแมวก็ได้ ไม่แน่...คุณหนูของป้าแจ๋วอาจจะเลี้ยงตัวอะไรไว้แก้เหงา ใช่...นั่นต้องเป็นเสียงสัตว์ซุกซน
ปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่ในเสี้ยวความคิดกลับมีคำว่า ‘ผี’ ผุดขึ้นมา ขนลุกตั้งแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ ใจสั่น เย็นวาบไปทั้งตัว...แต่กระนั้นก็ยังอยากดูให้แน่ใจ
เอาวะ! ขืนกลับไปทั้ง ๆ มีเรื่องค้างคาใจ คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่
ฉันจึงก้าวช้า ๆ ตรงไปห้องนั้น โดยที่อกข้างซ้ายกำลังเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ แทบจะทะลุออกจากอก...
มาถึงหน้าประตูสูดลมหายใจเต็มปอด ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งจับคันโยกด้วยอาการสั่น แล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไป
แอ๊ด...
ในห้องมืดมาก ฉันชะโงกแค่ศีรษะพร้อมกับส่องไฟฉายในมือไปรอบ ๆ เพื่อหาต้นตอของเสียง แต่กลับว่างเปล่า...จึงก้าวเข้าไปด้านในเต็มตัวดูให้แน่ใจอีกครั้ง
กลับต้องดวงตากลมโตเบิกกว้างกว่าเก่า...ลืมความกลัวไปซะสนิท เมื่อได้เห็นสิ่งของในห้องนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดโซฟาหรูสีแดงราคาแพง พรมขนสัตว์หรูหราแค่ใช้เท้าแตะก็สัมผัสได้ถึงความนุ่ม โฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่อย่างกับโรงหนังขนาดย่อม มีโต๊ะไม้ยาวซึ่งด้านหลังเป็นตู้โชว์บรั่นดีและไวน์เหมือนอยู่เลานจ์ ทุกอย่างดูสมฐานะเศรษฐี บ่งบอกว่าคุณผู้ชายบ้านนี้เป็นพวกนักดื่ม เอ๊ะ!! หรือว่าเขายังอยู่...หวงสมบัติเหรอ? อย่าบอกนะว่า เสียงเมื่อครู่คือใช่...
ฉิบหาย!!
นึกถึงคนตายขึ้นมา...ความกลัวกลับมาครอบงำอีกครั้ง พลันเม็ดเหงื่อพราวไหลตามกรอบหน้า ปากสั่น พลางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ
แกร๊ง!!
เสียงดังมาจากหลังโต๊ะสำหรับนั่งดื่ม สองมือเล็กยกขึ้นพนมพร้อมกับหลับตาปี๋ ‘ได้โปรดอย่าทำอะไรหนูเลยค่ะ หนูเพิ่งมาวันนี้วันแรก’ ในใจพร่ำบอกเช่นนั้น เพราะตอนนี้กลัวจนพูดไม่ออก รู้สึกอึดอัดราวกับมีบางอย่างที่มองไม่เห็นบีบรัด หรือนี่จะเป็นอาการผีอำ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว...ชนิดที่ว่าขนหัวลุกตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา เกิดมาก็เพิ่งเคยโดนผีหลอกครั้งแรก
แต่ทว่า...
“เธอเป็นใคร!!”
เสียงเข้มดังข้างกกหู ฉันลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าสีขาวยื่นมาใกล้ระยะห่างเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น “กรี๊ดดดดดดดดดดดด” ฉันหวีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจ
“หูกูจะแตก” เสียงต่อมาเป็นของอีกคน
สองมือยื่นไปหยุมหัวผี...เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาพร้อมกับแหกปากแผดร้อง
“อย่ามาหลอกฉันค่ะ เดี๋ยวทำบุญไปให้”
“โอ๊ย!! เชี้ย!! เจ็บสัส!!”
หมับ!!
มารู้สึกตัวอีกที หัวฉันก็ถูกกระชากดึงให้แหงนมองเพดานเหมือนกัน ความเจ็บทำให้ฉันออกแรงมากกว่าเก่าตามสัญชาตญาณ ต่อให้เป็นผีก็เถอะนะ ฉันจะให้มันตายซ้ำสองเลยคอยดู...
ไม่ถึงอึดใจ ไฟในห้องสว่างขึ้น พร้อมกับมีเสียงตะคอก
“หยุดเดี๋ยวนี้!!”
ทั้งฉันและคุณผีต่างหยุดมือพร้อมกัน หันไปมองเจ้าของเสียง นั่นคือป้าแจ๋ว ด้านหลังมีสาวใช้อีกสองสามคนกำลังยืนเบิกตาโพลง
“ทำอะไรยัยปลาวาฬ” คนถามเอ่ยพร้อมกับเดินมาหา
“ก็ผีไงป้า ไม่เห็นเหรอ” เอ่ยจบหันไปมองไอ้ผี แต่ทว่า...เจ้าของกลุ่มผมกลับเป็นผู้ชายที่กำลังก้มศีรษะ สวมชุดคลุมอาบน้ำสีชมพู รองเท้าสลิปเปอร์เป็นหัวตุ๊กตาสีเดียวกันกับชุด
“ปล่อยฉัน!!” เสียงแหบเป็นเครื่องยืนยันอีกแรงว่านั่นเป็นคนจริง ๆ ฉันจึงปล่อยมือออกจากกลุ่มผมให้เขาเป็นอิสระ ฝั่งโน้นก็ยอมปล่อยมือเช่นกัน
ชายแปลกหน้ายืนเต็มความสูง ทำให้ฉันเห็นใบหน้าคมคายชัดเจน เขาหล่อมาก...หล่อถล่มทลาย...หล่อวัวตายควายล้ม แถมหุ่นล่ำน่าเจี๊ยะ อย่างกับพระเอกหนังโป๊ที่ฉันมักดูบ่อย ๆ คิดได้ก็รีบหลุบตามองท่อนกลางทันที นึกเดาไซซ์ใต้เสื้อคลุมอาบน้ำนั่น น่าจะ58ได้มั้งตามมาตรฐานชายไทย ถือว่าใหญ่อยู่
เจ้าประคุณรุนช่อง...ถ้าเมื่อกี้รู้ก่อนว่าเขาหล่อขนาดนี้ ฉันคงยอมนอนแผ่หลาให้แล้ว
“ยัยนี่เป็นใครป้าแจ๋ว” เสียงหลงถามป้า
“หลานสาวป้าเองค่ะคุณหนู”
ขวับ!!
ฉันถึงกับหันคอเคล็ดไปมองป้าแจ๋ว ก่อนจะหันกลับมามองชายเบื้องหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “คะ..คุณหนูเหรอ” บ่นพึมพำพร้อมกับเบิกตาโพลง คุณหนูของป้าไม่ใช่อายุสิบกว่าขวบเหรอเนี่ย แล้วแผนที่คิดจะเป็นพี่สาวจะทำไง...
ส่วนทางโน้นก็ถือวิสาสะมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเหมือนกัน ก่อนทำสีหน้าบึ้งตึง หัวคิ้วขมวดชนกันแสดงออกชัดเจนว่าโกรธ
“หลานป้าไม่ใช่เด็กเหรอ ฉันคิดว่าน่าจะแค่ห้าขวบ อ๋อ! คงเป็นสมองสิที่ห้าขวบ”
“คุณสิห้าขวบ แต่งตัวอะไรล่ะนั่น อย่างกับตุ๊ด” ฉันโพล่ง
“เออสิ ฉันเป็นตุ๊ด หนักหัวหล่อนไหมล่ะ”
คำตอบของเขาทำฉันอึ้ง จะว่าไปท่าทางเอย...ใส่สีชมพูเอย...ผู้ชายเต็มร้อยที่ไหนเขาทำกัน เสียดายความหล่อฉิบหาย...ไอ้ผีกะเทย!!
“ไล่ยัยชะนีออกจากบ้านฉันไปซะ”