ตอนที่1 ถูกทิ้ง

1479 Words
PlAWHALE TALK... ‘ความจนมันน่ากลัว’ คำนี้เห็นจะจริง ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ทิ้งไว้เพียงเพราะพวกเขาฐานะยากจน ต้องไปกู้เงินนอกระบบ แต่ไม่มีปัญญาจ่ายคืน เจ้าหนี้จึงมาทวงเช้าทวงเย็น พวกเขาตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย ปล่อยลูกสาวคนเดียวอย่างฉันอยู่ในโลกอันโหดร้ายเพียงลำพังตั้งแต่อายุเพียงแค่สามขวบ ฉันจำหน้าค่าตาพ่อกับแม่ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ที่รู้เรื่องราวก็เพราะพวกญาติพูดกรอกหูไม่เว้นวัน ไม่ใช่ในทางดี เรียกว่าเสียดสีมากกว่า...ถามว่าฉันจะคิดสั้นหนีปัญหาเหมือนพวกเขาไหม? ก็ไม่นะเพราะฉันเข้มแข็งพอ และรู้ด้วยว่านั่นไม่ใช่ทางออก ไอ้ความจนรับมือง่ายดายนิดเดียว ก็แค่ต้อง’มีเงิน’ ฉันถูกย้ายไปบ้านญาติคนโน้นทีคนนี้ทีตั้งแต่จำความได้ แต่ละที่...อาศัยอยู่ไม่ถึงปีก็ต้องระหกระเหินไปบ้านญาติคนอื่น เพราะพวกเขาไม่มีเงินส่งเสียเด็กกำพร้าไร้ค่าอีก... จนกระทั่งมอปลาย ฉันไปอาศัยบ้านลุงจำลองในกรุงเทพ และเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตที่ได้มีเพื่อนสนิท คือ กิ่ง แอลลี่และพินอิน พวกเธอเป็นคุณหนูลูกคนรวย แต่ยอมมาคบฉันเป็นเพื่อนสนิทโดยไม่คำนึงถึงฐานะยากจน และเพื่อเอาใจพวกเธอในช่วงที่กำลังเป็นสาวแรกรุ่น ฉันคือคนที่ทำหน้าที่ส่งเว็บพอร์นให้...จนตัวเองติดเป็นนิสัยเวลามีเรื่องเศร้าหรือคิดมาก ก็มักจะต้องอาศัยผู้ชายหุ่นล่ำ กล้ามเป็นมัด เจ้าโลกใหญ่ ในเว็บพอร์นปลอบใจเสมอ ฟังดูหื่น...แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนส่วนใหญ่มักทำกัน กระทั่งปี1 การเริ่มต้นสู่ช่วงมหา’ลัยคือสิ่งที่ฉันใฝ่ฝัน เงินที่ได้มาจากการขู่เข็ญพี่เฟรมทำให้สามารถเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนได้ แต่กิ่งกับแอลลี่เลือกเรียนคณะบริหาร ซึ่งฉันไม่ชอบสักเท่าไหร่...จึงทำเรื่องเปลี่ยนมาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ สาขาศิลปะการแสดง เพื่อก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เพราะเป็นอาชีพที่หาเงินง่ายที่สุดแล้ว “นี่ ยัยนั่นใครอะ? ดูท่าทางจ๊นจนเนอะพวกแก” วันแรกในการเปิดเรียน ฉันโดนแขวะต่อหน้าเพื่อนร่วมคลาส กลายเป็นว่าฉันคือจุดเด่นที่สุดที่ทุกสายตาหันมาจับจ้อง ฉันเถียงไม่ออกก็ชุดมันเชยจริงแหละ ทั้งเสื้อตัวใหญ่โคร่งไม่ใช่ไซซ์ตัวเอง ทั้งกระโปรงพลีทยาวปิดไปถึงตาตุ่ม เป็นชุดนักศึกษามือสองที่ฉันไปซื้อมาจากตลาดนัด ราคาทั้งชุดไม่เกินร้อย...ส่วนรองเท้าเป็นผ้าใบที่อดีตเคยเป็นสีขาวสะอาด แต่ตอนนี้เป็นสีเหลืองไปซะแล้ว เพราะเป็นคู่หากินที่ใส่ทุกวันทุกโอกาส “น่าอายว่ะไม่คิดว่าสาขาพวกเราจะมีผู้หญิงแบบนี้ด้วย” “ใช่แก อย่าไปเข้าใกล้เชียว เดี๋ยวความจนจะติดเชื้อใส่พวกเรา” “อาจารย์น่าจะดูสำรวจสักหน่อยนะ ว่าใครเหมาะกับสาขาการแสดงบ้าง ไม่ไหวจริง ๆ” ทุกคำบูลลีฉันได้ยินชัดเจน โกรธนะ...แต่พยายามอดทนอดกลั้นไว้เพราะไม่อยากมีเรื่องตั้งแต่วันแรก... เรื่องพวกหล่อนฉันรู้ดี นั่นเป็นสามสาวสวยที่สุดในคณะ ชื่อ ข้าวตัง ชูลี่ และมีนา ตัวท็อปของคณะนิเทศในปีนี้ ใส่ชุดนักศึกษาแนบเนื้ออวดสัดส่วนโค้งเว้า ใบหน้าสวยด้วยฝีมือหมอ ผมยาวปล่อยสยายกลางหลัง รูปร่างผอมสูงโปร่ง แต่งหน้าทันสมัยตามเทรนด์ หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม แอกเซสซอรีบนร่างกายหรูหราอย่างกับจะไปเที่ยวมากกว่าจะใส่มาเรียน ทุกอย่างบ่งบอกให้ทุกคนรู้ว่าพวกหล่อนมีอันจะกิน อย่างว่า...สังคมในมหา’ลัยชอบอวดกันจะตาย เพราะโดนพวกหล่อนพูดแบบนั้น เพื่อนคนอื่นจึงไม่มีใครมาคุยกับฉัน... หลังเลิกคลาส ฉันนั่งรถเมล์กลับมายังชุมชนแออัดหลังสถานีรถไฟถึงบ้านช่วงหกโมงกว่า ๆ อันที่จริงวันแรกไม่ได้เรียนอะไรมาก เลิกตั้งแต่บ่ายแต่ฉันถ่วงเวลาไม่อยากกลับบ้าน...บ้านที่ไม่ใช่ครอบครัวของฉัน บ้านไม้สองชั้นกลางซอย คือบ้านของลุงขี้เมา ฉันอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้มาสามปีแล้ว ถือว่านานที่สุดกว่าญาติคนอื่น เพราะหลังจากที่ติดต่อป้าแจ๋ว พี่สาวแท้ ๆ ของพ่อฉันได้ เธอก็มักจะส่งเงินมาให้ลุงใช้เสมอ...แต่เงินพวกนั้นไม่เคยส่งมาถึงฉันสักบาท ไอ้ที่ตัวเองมีกินมีใช้ทุกวันนี้ล้วนแต่ได้จากนายหน้าในแอปพลิเคชันติ๊กต๊อกทั้งนั้น มันไม่เยอะมาก...แต่ก็พอให้ฉันมีกินไปวัน ๆ “อีปลาวาฬทำไมไม่รู้จักทำตัวดี ๆ เหมือนยัยเค้กบ้างยะ” เสียงแว้ดเป็นของน้าซิน หล่อนเป็นเมียลุงจำลองขี้เมา มีนิสัยขี้บ่นจ้ำจี้จ้ำไช บ่นยิ่งกว่าหมีกินผึ้ง ไม่มีงานการทำ วัน ๆ อยู่ในวงไพ่ท้ายซอยโน่น เห็นหน้าตาบึ้งตึงของหล่อนก็รู้ทันทีว่าเพิ่งแพ้หมดตูดมาแน่ และคนที่หล่อนเอ่ยชื่อเมื่อครู่ คือลูกสาวแสนรักแสนตามใจนั่นแหละ อายุมากกว่าฉันสามปี ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้วเพราะมีผัวมีลูกตั้งแต่ยังไม่จบมอปลาย ไม่ได้ย้ายไปไหน แต่มากระจุกกันในบ้านไม้เก่า ๆ แหงล่ะ...ลูกสาวตัวเองไม่ทำงานนอนเลี้ยงลูกอยู่บ้านจะไปไหนได้... ฉันถอดหายใจ ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “มีอะไรอีกน้า หนูก็แค่กลับช้าเพราะต้องทำกิจกรรมรับน้อง” ตอบในขณะที่กำลังยืนถอดรองเท้าผ้าใบไว้หน้าประตู ถอดได้แค่ข้างเดียว กลับถูกป้าขี้บ่นกระชากแขนลากเข้าไปในตัวบ้าน “ป้าแจ๋วแกส่งเงินมาให้บ้างไหม เอามาให้ฉันสักสามร้อยสิ จะไปต่อทุน” สีหน้าที่มองมาแสดงออกชัดเจนว่าอยากได้มาก ตาถลน อ้าปากค้าง รูจมูกบาน นี่แหละอาการพวกผีพนัน...แต่ฉันไม่กลัวหรอก จะบอกว่าชินแล้วก็ได้ เพราะเห็นเป็นแบบนี้ประจำ แต่กระนั้นหล่อนก็ไม่เคยรุนแรงถึงขั้นตบตีฉันสักครั้ง “ไม่มีหรอก น้าก็รู้ว่าป้าแจ๋วไม่เคยโอนเข้าบัญชีหนู” ได้ยินคำตอบ ผีพนันก็ยอมปล่อยมือจากท่อนแขน คงคิดได้แล้วว่าทุกครั้งเงินจากป้าแจ๋วจะโอนเข้าบัญชีลุงจำลองเสมอ มีแต่ลุงเท่านั้นที่รู้ว่าโอนมาเท่าไหร่ เวลาไหน...ซึ่งฉันไม่รู้อะไรเลย และไม่คิดจะโทรไปฟ้องป้าแจ๋วด้วย เพราะถือว่ามาอาศัยบ้านลุงเป็นที่ซุกหัวนอน คนอยากได้เงินกลอกตาไปมา นึกขึ้นมาได้ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่สบอารมณ์ “เอาไงดีวะ” บ่นพึมพำพลางเกาหัวหงุดหงิด ก่อนจะหันมามองฉันอีกครั้ง “เงินที่แกทำงานล่ะ มีไหม เอามาให้ฉันก่อนสิ” “ไม่มีน้า” “อย่ามาโกหก ฉันรู้ว่าแกขายของได้” “ขายได้ที่ไหนล่ะ” เงินติดตัวตอนนี้เหลือแค่ร้อยเดียว กำลังคิดด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะทำไงกับชีวิต ขืนขายของไม่ได้อีก...ฉันคงต้องกินแกลบ ได้ยินคำตอบหนักแน่นของฉันแล้ว น้าซินคงคิดอะไรได้ จู่ ๆ ก็หันขวับเดินขึ้นไปชั้นสอง ส่วนฉันก็หันมาถอดรองเท้าเก็บให้เป็นระเบียบ ก่อนจะเดินต่อไปยังห้องใต้บันได นั่นเป็นห้องนอนแคบ ๆ ของฉันเอง...เล็กเท่ารูหนู มีแค่ตู้เสื้อผ้าพลาสติกแบบพับหนึ่งอัน พัดลม และฟูกบาง ๆ สำหรับปูนอนกับพื้น สองทุ่ม ฉันได้ยินเสียงโวยวายของลุงจำลองมาจากด้านนอก ไม่ต้องออกไปดูก็รู้ว่าลุงเมากลับบ้านมาอีกแล้ว ฉันจึงข่มตาให้หลับ...ไม่สิ! พอนอนไม่หลับก็จะหาเว็บพอร์นดูอะไรไปเรื่อย...ถามว่ามีอารมณ์ไหม? ก็ไม่นะ แค่ดูผู้ชายกรวยใหญ่กล่อมให้หลับก็เท่านั้นเอง ตกดึก ขณะที่กำลังหลับสบายในยามค่ำคืน ฉันต้องรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงมีใครงัดประตู กำลังผงกศีรษะมองไปยังต้นเสียงดูให้แน่ใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูถูกผลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว เห็นเงาดำทมิฬ ฉันถึงกับเบิกตาโพลงอย่างตกใจ พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นนั่งอัตโนมัติ แต่เหมือนจะช้าไป เพราะเงานั่นกลับพุ่งเข้ามาหาแล้วปิดปากฉันไว้ทันที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD