บทที่ 15 แผดเผาในปาก

2147 Words
"พลอยใสรายงานมาว่าคนคุยเก่าของคุณลูกพีชที่ชื่อเมษ ตามมารังควานเธอถึงห้องประชุมครับ" มือขวาคนสนิทรีบรายงานสถานการณ์ที่ได้รับแจ้งมาสด ๆ ร้อน ๆ คราวนี้เขาระมัดระวังถ้อยคำและรักษาระยะห่างตามระเบียบวินัย เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องคนอื่นที่กำลังทำหน้าที่ขับรถ เพื่อรักษามาตรฐานความยำเกรงที่มีต่อเจ้านาย ไคเซอร์ไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าดวงตาคมกริบกลับช้อนขึ้นมองเย็นเฉียบ บรรยากาศภายในรถกดต่ำลงทันทีที่เขาเริ่มใช้ความคิด "พลอยใสจัดการเรียบร้อยแล้วครับ ผมส่งคลิปเหตุการณ์ให้นายแล้ว" สิ้นเสียงรายงาน โทรศัพท์เครื่องหรูในมือหนาก็สั่นเตือน ไคเซอร์กดเปิดคลิปดูด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ชายที่ชื่อเมษ เพียงแค่ปรายตามองเขาก็รู้ว่าไอ้ไฮโซนั่นต้องการอะไร และคนอย่างมันคงไม่จบลงง่าย ๆ เพียงเพราะคำขู่ที่มันมองว่าไร้น้ำหนัก "ส่งคลิปนี้ให้สื่อทุกสำนัก กำชับไปว่าห้ามทำให้ลูกพีชเสียหายแม้แต่ปลายก้อย ไม่อย่างนั้นรายต่อไปที่จะเดือดร้อนคือไอ้คนที่เขียนข่าว ส่วนไอ้หมอนั่นไม่ต้องเหลือที่ยืนให้มันอีก" ไคเซอร์เกลียดที่สุดคือการที่มีแมลงหวี่แมลงวันมายุ่มย่ามกับของที่เขาเป็นเจ้าของ ยิ่งลูกพีชคือผู้หญิงที่เขากำลังโปรดปรานถึงขีดสุด เขาก็ยิ่งอยากกันท่าทุกคนไม่ให้เข้าใกล้ สิทธิ์ในการครอบครองและจัดการเธอ ควรจะเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น "ครับนาย" ภีมรับคำสั้น ๆ โดยไม่มีข้อสงสัย "แล้วตอนนี้ลูกพีชกลับหรือยัง?" "กำลังกลับครับ น่าจะถึงที่พักพร้อมกัน" "มึงไปจัดการสั่งอาหารฝรั่งเศสมาส่งที่ห้อง สำหรับสองที่" ไคเซอร์สั่งการเสียงเรียบ เขาประเมินแล้วว่าการพาเธอออกไปทานข้างนอกในยามนี้คงไม่เหมาะ ทั้งเรื่องสถานะที่ซับซ้อนและอนาคตในวงการของเธอที่อาจจะมีปัญหาตามมาหากถูกปาปารัสซีเก็บภาพได้ ไม่นานนัก รถโรลส์รอยซ์คันหรูก็เคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้าโรงแรมหรู ไคเซอร์ก้าวลงจากรถเพียงลำพัง ปล่อยให้ภีมและบอดี้การ์ดไปจัดการเรื่องอาหารตามที่สั่ง "มายืนรออะไรตรงนี้?" ฝีเท้าหนักหน่วงชะงักลง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กที่แอบนั่งรออยู่บริเวณมุมอับใกล้หน้าลิฟต์ "รอขึ้นห้องพร้อมคุณค่ะ" ลูกพีชเด้งตัวขึ้นยืนทันทีพร้อมรอยยิ้มสดใส ร่องรอยความกังวลก่อนหน้านี้เลือนหายไปเพียงแค่ได้เห็นหน้าคนที่เธอเฝ้ารอเกือบสิบนาที "หนูกลัวว่าถ้าไปนั่งรอที่ล็อบบี้แล้วจะมีคนเห็นเข้า เลยมาหลบตรงนี้ดีกว่าค่ะ" เธออธิบายพลางชี้ไปยังซอกกำแพงที่ถ้าไม่สังเกตดี ๆ คงไม่มีทางรู้เลยว่ามีคน "รอบคอบดีมาก" มือหนาวางลงบนกลุ่มผมก่อนจะโยกไปมาอย่างเอ็นดู ไคเซอร์มองรอยยิ้มที่ทวีความสดใสของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกดีอย่างประหลาด ราวกับเขาได้เห็นภาพซ้อนของเด็กสาววัยสิบห้าคนเดิมกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมันดีกว่าการเห็นเธอทำหน้าหดหู่แบกโลกไว้ทั้งใบ เหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรกเป็นไหน ๆ "คุณทานอะไรมาหรือยังคะ?" ระหว่างที่รอประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวเอียงคอถามด้วยท่าทางน่าเอ็นดู ไคเซอร์ส่ายหน้าเป็นคำตอบ พลางส่งสายตาตั้งคำถามกลับไป ซึ่งลูกพีชก็ส่ายหน้าหวือแทนคำตอบเช่นกัน "ยังเหมือนกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นสนใจทานมื้อเย็นด้วยกันไหมคะ?" พูดยังไม่ทันขาดคำ เธอก็ชูปิ่นโตที่ถือติดมือมาด้วย ไคเซอร์เลิกคิ้วมองสิ่งของในมือเธอด้วยความสงสัย เขาไม่คุ้นเคยกับภาชนะแบบนี้ และยิ่งไม่เข้าใจว่าเธอกำลังจะทำอะไร "ฉันลงมือเข้าครัวเองเลยนะ พอดีคุณแม่บ่นว่าเบื่ออาหารโรงพยาบาลน่ะค่ะ ฉันเลยต้องกลับบ้านไปจัดการเอง แล้วก็ไม่ลืมที่จะทำเผื่อคุณด้วยนะคะ" เธอฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ ความมั่นใจฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่สวย เพราะการทำอาหารคือสิ่งที่เธอรักที่สุด และทุกคนที่เคยชิมต่างก็ยกนิ้วให้จนเชียร์ให้เธอเปิดร้านมานักต่อนัก "ทำอาหารเป็นกับเขาด้วยเหรอเรา?" ไคเซอร์เย้าถามพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูที่ปิดไม่มิด ยิ่งเห็นความเป็นธรรมชาติของเธอ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกดูสดใสขึ้นมาอย่างประหลาด "ทำเป็นสิคะ ทั้งคุณแม่คุณยายติวเข้มมาดีค่ะ" "เข้าข้างตัวเองหรือเปล่า?" ชายหนุ่มยังคงแกล้งแหย่ต่อ "งั้นคุณก็ต้องลองพิสูจน์และตัดสินด้วยตัวเองแล้วแหละค่ะ" "หึ ได้สิ" สิ้นเสียงทุ้มที่หัวเราะในลำคอ ประตูลิฟต์ก็เปิดออก สองร่างก้าวเดินเคียงกันไปยังห้องพักส่วนตัวที่เงียบสงบ ลูกพีชใช้โอกาสช่วงที่เขาแยกตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องข้าง ๆ จัดการเตรียมสำรับอาหารอย่างคล่องแคล่ง อาหารสองอย่างถูกจัดวางลงในจานกระเบื้องอย่างประณีต ไม่นานนักชายหนุ่มเจ้าของห้องก็กลับออกมาในชุดลำลองสบายตาที่ดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิม "มันเรียกว่าอะไร?" ไคเซอร์ขมวดคิ้วมองอาหารตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้จะมีสายเลือดไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ชายหนุ่มสามสัญชาติอย่างเขากลับมองอาหารตรงหน้าเป็นเรื่องแปลกใหม่ "ถ้วยนี้คือแกงเขียวหวานค่ะ ส่วนจานนี้คือผัดฉ่าปลาหมึก คุณไม่เคยทานเหรอคะ?" "ผมไม่เคยกินอาหารไทย" เขาตอบตามตรง แม้จะเดินทางมาไทยบ่อยครั้ง แต่รสนิยมและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่กับอาหารสากลเสียมากกว่า รสชาติที่ดูจัดจ้านตรงหน้าจึงถือเป็นครั้งแรกที่เขากำลังจะได้ลิ้มลอง "ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ รับรองว่าคุณต้องติดใจแน่ ๆ" หญิงสาวจัดการตักแกงเขียวหวานเมนูภูมิใจนำเสนอราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ เธอทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมอาหารตัวน้อยที่พร้อมจะเผยแพร่รสชาติกลมกล่อม ทั้งหวาน เค็ม และเผ็ดกำลังดีให้มาเฟียหนุ่มอิตาลีได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก ไคเซอร์จ้องมองน้ำแกงสีนวลที่มีเนื้อไก่ชิ้นพอดีคำอย่างพิจารณา และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปสบกับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววคาดหวังอย่างปิดไม่มิด เขาก็จำต้องอ้าปากรับคำแรกเข้าไปอย่างเอาใจ ทันทีที่รสชาติสัมผัสลิ้น สีหน้าที่เคยพราวระยับก็ชะงักกึกไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตยังคงจ้องมองรอคำตอบอย่างจริงจัง "เป็นยังไงบ้างคะ?" คนลุ้นไม่ทันได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนสีหน้าที่ไวปานแสงนั้นแม้แต่นิดเดียว เธอยังคงเท้าคางบนเรียวแขนตัวเองพร้อมส่งยิ้มกว้างรอคำตัดสิน "อร่อย อร่อยดีครับ" ชายหนุ่มฝืนพยักหน้ายืนยันรัว ๆ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่าน "จริงเหรอคะ ฉันดีใจจัง" ลูกพีชยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ เธอไม่รอช้ารีบตักผัดฉ่าปลาหมึกที่ทวีความเผ็ดร้อนขึ้นอีกหลายเท่าตัวส่งให้เขาชิมเป็นคำถัดไปทันที ก๊อกๆ ดูเหมือนเสียงสวรรค์จะเข้าข้างเขาได้ทันเวลาพอดี ลูกพีชที่กำลังจะลุกไปเปิดประตูถูกชายหนุ่มรั้งไว้ด้วยข้อเสนอที่เจ้าตัวรีบคว้าไว้ทันควัน "ผมเปิดเองครับ พอดีมีงานต้องสั่งไอ้ภีมนิดหน่อย" "ค่ะ" ร่างบางมองตามแผ่นหลังกว้างที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปหน้าประตู เธอพยายามชะเง้อคอมองก็เห็นว่าเป็นภีมที่มายืนรออยู่จริงๆ "นายครับ ผมเอาอาหารถะ-" ทันทีที่ประตูเปิดออก ภีมตั้งใจจะรายงานเรื่องอาหารฝรั่งเศสเลิศรสตามที่ได้รับสั่งไว้ แต่ไม่ทันจะจบประโยค เขาก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ เมื่อเห็นเจ้านายส่งสัญญาณส่ายหัวอย่างดุดันเป็นเชิงสั่งให้หุบปาก "นายมึงหน้าแดงมาก เป็นอะไรวะ?" มือขวาคนสนิทที่พอจะอ่านสถานการณ์ออกรีบกระซิบถามเสียงเบา ใช้ประโยคทางการกับกันเองปะปนตามประสา สายตาแอบเหลือบไปมองหญิงสาวที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารสลับกับใบหน้าของเจ้านายที่กำลังเผชิญกับความเผ็ดระดับพริกยกสวน "ไม่มีอะไร" ไคเซอร์ตัดบทเสียงเรียบพลางปรายตาขู่มือขวา ก่อนจะหันกลับไปสบตาใสซื่อของคนที่นั่งรออยู่ ลูกพีชที่เห็นว่าทั้งคู่คุยธุระกันเสร็จแล้วจึงเอ่ยชวนตามมารยาท "พี่ภีมทานแกงเขียวหวานกับผัดฉ่าด้วยกันไหมคะ?" "ไม่ดีกว่าครับคุณลูกพีช พอดีผมมีส่วนของผมแล้ว" ภีมเบี่ยงตัวหลบให้เธอเห็นอาหารถาดใหญ่ที่พนักงานโรงแรมเตรียมมาส่ง ซึ่งอันที่จริงมันคืออาหารฝรั่งเศสสุดหรูที่เจ้านายสั่งไว้เผื่อตัวเองและลูกพีช แต่ดูท่าตอนนี้ภีมคงต้องรับเหมาคนเดียว เพราะเจ้าของตัวจริงดันอยากเปลี่ยนรสนิยมไปทานอาหารไทยรสจัดจ้านเสียอย่างนั้น "คุณช่วยไปเร่งแอร์ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ผมรู้สึกร้อนนิดหน่อย" ไคเซอร์แสร้งหาเรื่องหลอกล่อให้หญิงสาวเดินออกไปจากวงสนทนา "ได้ค่ะ" เธอรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินไปอีกมุมของห้องเพื่อปรับเครื่องปรับอากาศตามที่เขาต้องการ เมื่อลับหลังร่างบาง ภีมก็หันมาเย้าเจ้านายทันที "ทานเผ็ดไม่เก่ง ทำไมไม่บอกเธอไปตรง ๆ ล่ะวะ?" เขารู้ดีว่าใบหน้าที่แดงก่ำและเหงื่อที่ผุดตามกรอบหน้าไม่ได้มาจากอุณหภูมิห้อง แต่มันมาจากพริกที่คนอย่างไคเซอร์พ่ายแพ้มาตลอดชีวิต ชนิดที่ว่าเผ็ดแค่ปลายลิ้นก็แทบจะขาดใจ "ก็ไม่ได้เผ็ดขนาดนั้น เธออุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้" คนปากแข็งรีบปาดเหงื่อทิ้ง แต่คำปฏิเสธนั้นช่างไร้น้ำหนักในสายตามือขวาที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก "หึ...จะไม่เปลี่ยนใจจริง ๆ นะ?" ภีมให้โอกาสสุดท้ายพลางปรายตามองถาดอาหารฝรั่งเศสหน้าตาน่าทาน "เออ จะไปไหนก็ไป!" ไคเซอร์กระแทกเสียงไล่อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะปิดประตูใส่หน้ามือขวาเพื่อตัดบทการล้อเลียน ร่างสูงกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่แอร์ในห้องเริ่มส่งความเย็นฉ่ำออกมา "คุยงานเสร็จแล้วเหรอคะ?" ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะก้มลงมอง ผัดฉ่าปลาหมึกในช้อนด้วยสายตาที่เหมือนกำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบ "มีอะไรหรือเปล่าคะ?" ลูกพีชเอียงคอถามตาใส ดูใบหน้าที่ไร้เดียงสานั่นสิ ใครมันจะไปกล้าปฏิเสธลงได้ ไคเซอร์สูดหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจตักคำต่อไปเข้าปากติด ๆ กัน เขารู้ซึ้งแล้วว่าผัดฉ่านั้นร้ายกาจกว่าแกงเขียวหวานถึงสองเท่า ทันทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ ชายหนุ่มถึงกับตาโตเก็บอาการแทบไม่อยู่ ทว่าลูกพีชกลับเข้าใจไปว่าดวงตาที่เบิกกว้างนั้นคืออาการอร่อยจนคาดไม่ถึง เธอจึงยิ่งยิ้มร่ามองเขาตักคำที่สาม สี่ และห้าตามมาติดๆ "ยังร้อนอยู่เหรอคะ?" เสียงหวานถามอย่างเป็นห่วง เพราะแม้แอร์จะเย็นเฉียบ แต่ใบหน้าของคนตรงหน้ากลับแดงจัดและเหงื่อซึมออกมามากกว่าเดิมเสียอีก "นิดหน่อยครับ วันนี้รู้สึกว่าแอร์มันไม่ค่อยเย็น" เขาโกหกคำโตพลางคว้าน้ำมาดื่มรวดเดียวหมด มือหนารีบปลดกระดุมเสื้อออกแล้วสะบัดเรียกความเย็นเพื่อบรรเทาความเผ็ดร้อนที่กำลังแผดเผาในปาก "งั้นหนูไปเตรียมน้ำให้นะคะ อาบน้ำเสร็จน่าจะรู้สึกดีขึ้น" "ครับ" เขาพยักหน้าเห็นด้วยรัว ๆ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดไม่ใช่การอาบน้ำ แต่เป็นการแช่ทั้งตัวลงในน้ำแข็งเพื่อดับไฟในปาก ทันทีที่แผ่นหลังเล็กเดินหายเข้าห้องน้ำไป ไคเซอร์ก็หลุดมาดมาเฟียหนุ่มผู้สุขุมทันที เขาแลบลิ้นออกมาแล้วใช้มือโบกสะบัดแรง ๆ ก่อนจะเค้นเสียงที่อัดอั้นเพื่อระบายความเผ็ดที่กักเก็บมานาน "เผ็ดโว้ยยย!!!"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD