บทที่ 08 ข้อเสนอ

1714 Words
"แก้ไขสัญญาแล้วส่งให้ภิภพอีกรอบ ถ้ามีอะไรให้มันติดต่อกูโดยตรง" ไคเซอร์พูดเสียงเรียบในขณะปิดแฟ้มเอกสารลงอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะยื่นมันไปให้ภีม ชายหนุ่ทที่นอกจากจะเป็นมือขวาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเลขาที่ทำงานรู้จังหวะเขาแทบทุกฝีก้าว รู้ว่าเมื่อไรควรถาม เมื่อไรควรเงียบ และเมื่อไรควรรับคำสั่งไปทำต่อโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย และนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักธุรกิจในคราบมาเฟียจากอิตาลีต้องบินข้ามซีกโลกมาถึงประเทศไทยด้วยตัวเอง ตลาดเอไอในไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โมเดลที่เขากำลังพัฒนาจึงกลายเป็นของที่หลายบริษัทต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มสื่อที่สามารถนำมันไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ทันที ดีลนี้จึงสำเร็จลงอย่างราบรื่น และคนที่ยื่นมือมารับมันไปก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากภิภพ เจ้าของสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง และเพื่อนสนิทสมัยเรียนโทที่ยังคงเชื่อใจเขามากพอที่จะเดิมพันด้วยเงินก้อนใหญ่ "ครับนาย" ภีมรับคำสั้น ๆ ก่อนจะรับแฟ้มไปอย่างคุ้นเคย ปึก! ไคเซอร์ปรายสายตาไปยังเสียงประตูห้องนอนที่เพิ่งปิดลง บ่งว่าคนด้านในนั้นตื่นขึ้นแล้ว เขาจึงหันกลับมามองยังลูกน้อง แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้รีบเก็บเอกสารเดินออกไป "คนไทยเขาชอบยืนแอบฟังคนอื่นคุยกันเหรอครับ?" เสียงของมาเฟียหนุ่มหน้าลูกครึ่งดังขึ้นพอจะทำให้คนที่ยืนหลบอยู่หลังประตูก้าวออกมา เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาในชุดเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งที่ดูไม่เข้ากับเรือนร่างเสียเลย ชายเสื้อตัวยาวเลยลงมาคลุมต้นขาไว้เกือบมิด ขณะที่เจ้าตัวยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนรู้สึกผิดแต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี "ขอโทษค่ะ" เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แค่ไม่กล้าออกมาในจังหวะที่รู้ว่ายังมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย ไคเซอร์ไล่สายตามองเรือนร่างภายใต้เสื้อตัวโคร่งตั้งแต่บนจรดล่าง สายตาคมกวาดมองตั้งแต่เส้นผมที่ยังไม่เรียบร้อยดี ไปจนถึงปลายเท้าที่ขยับเล็กน้อยเหมือนเจ้าตัวกำลังประหม่า ก่อนที่สายตานั้นจะหยุดค้างอยู่ชั่วครู่ แล้วเขาก็เบือนหน้าออกเหมือนพยายามดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน แต่ภาพบางอย่างกลับไม่ยอมจางหายไปง่าย ๆ ความทรงจำของค่ำคืนที่เร่าร้อนยังคงติดค้างอยู่ในหัวเขา เป็นสิ่งที่ยิ่งพยายามไม่คิด ก็ยิ่งนึกถึงชัดเจนกว่าเดิม เขาอดชื่นชมในใจไม่ได้ว่าเธอเก่งมากจริง ๆ แม้จะผ่านสมรภูมิรักที่เขาโหมกระพือความหิวกระหายเข้าใส่จนเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่นั่นคือครั้งแรกของเธอที่ต้องรับมือกับขนาดอันเกินพอดีของเขา แต่เจ้าตัวกลับยังฝืนร่างกายเดินออกมาในสภาพที่มีเพียงขาสั่นระริกเท่านั้น "คะ คือเสื้อของฉันมันใส่ไม่ได้แล้ว" ลูกพีชรีบอธิบาย เข้าใจไปเองว่าเขาคงไม่พอใจที่เธอหยิบเสื้อของเขามาใช้โดยไม่ขออนุญาต แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อเดรสที่ใส่มาตอนแรกมันขาดว่อนจนแทบไม่เหลือสภาพให้ใช้งานได้อีก "นั่งสิครับ" เขาพูดสั้น ๆ พลางเบือนหน้าออกจากเธอ ภาพเรียวขาที่โผล่พ้นปลายเสื้อตัวยาวกำลังรบกวนสมาธิของเขาจนต้องกลืนน้ำลายลงคอเพื่อเรียกสติ "ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้" เธอพูดต่อในสิ่งที่ตั้งใจจะพูด เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้ชีวิตเธอคงพังไปไกลกว่านี้แล้ว ไคเซอร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาทำเพียงแค่ยื่นโทรศัพท์ส่งให้เธอแทน ลูกพีชรับมาเปิดดูอย่างงุนงง ก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่โทรศัพท์ของเธอ และก็ไม่ใช่ของเขาเช่นกัน แต่เป็นของไอ้โจ้ ที่หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่ห้องแชทกับใครบางคน "รู้จักอีกฝ่ายหรือเปล่าครับ" ชายหนุ่มเอ่ยถาม "ค่ะ รุ่นพี่ทึ่รู้จัก" ลูกพีชตอบทั้งที่น้ำตาคลออยู่เต็มดวงตา คนในแชทคือมายด์ รุ่นพี่ที่เธอไว้ใจและพึ่งพามาโดยตลอด ข้อความที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่บทสนทนาธรรมดา แต่มันคือการตกลงซื้อขายตัวเธอระหว่างมายด์กับโจ้ ในราคาสองหมื่นบาท พร้อมกับรูปถ่ายที่ถูกส่งไปเป็นหลักฐานว่าอีกฝ่ายควบคุมเธอได้แล้ว สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าคือถ้อยคำของมายด์ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ทั้งยังอวยพรให้ค่ำคืนของเธอกับโจ้มีความสุขให้ถึงที่สุดกับร่างกายของเธอ ราวกับเธอไม่ใช่คน แต่เป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งที่ใครจะหยิบจับหรือทำอะไรด้วยก็ได้ ลูกพีชรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในใจมันยุบลงช้า ๆ ทั้งเจ็บ ทั้งชา ทั้งอับอาย และสับสนปะปนกันไปหมด ความไว้ใจที่เคยมีให้ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือเค้าเดิม "จะเอายังไงต่อครับ" เสียงของไคเซอร์ดึงสติที่หลุดลอยของเธอกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว "ให้ผมเอามันทั้งคู่เข้าคุกหรือเปล่าครับ?" เมื่อเห็นเธอยังเงียบ เขาจึงเสนอทางเลือกที่พอจะทำให้ได้ "ไม่ค่ะ" ทว่าเธอส่ายหน้าปฏิเสธทันที ไม่ใช่เพราะไม่อยากเอาผิด แต่เพราะ...กลัว กลัวว่ารูปของตัวเองจะหลุดไปสู่ที่สาธารณะด้วยฝีมือของมายด์ กลัวว่าแม่หรือน้องจะมาเห็น และคราวนั้นมันจะไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่เจ็บ แต่จะพาคนในครอบครัวเธอเจ็บไปด้วย "แล้วจะปล่อยมันไปแบบนี้เหรอครับ?" ไคเซอร์ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ถูกกระทำถึงเลือกจะเงียบและยอมผ่านมันไปง่ายดายเช่นคนอื่น ๆ ที่เคยตกเป็นเหยื่อ เธอไม่ตอบ มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งแทนคำพูด "ถ้ามันทำกับคุณได้ มันก็ทำกับคนอื่นได้เหมือนกันนะครับ" "แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง ฉันยังมีครอบครัวต้องดูแล คุณไม่เป็นฉันคุณไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวมากแค่ไหน" ลูกพีชพูดทั้งน้ำตา เธอเองก็ไม่ได้อยากให้ใครต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน แต่บางครั้งการปกป้องคนที่รัก ก็ต้องแลกมาด้วยการกลืนความเจ็บของตัวเองเอาไว้ไม่ใช่หรือไง "..." คราวนี้เป็นไคเซอร์ที่เลือกจะเงียบแทน ความเงียบนั้นยาวพอจะทำให้ลูกพีชรู้สึกอึดอัด เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน "ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ" เธอว่า ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วมองเสื้อที่สวมอยู่จึงพูดต่อ "ฉันขอซื้อต่อเสื้อตัวนี้ได้ไหมคะ" "ผมมีข้อเสนอ" เสียงของเขาดังขึ้นพอดี "แค่ซื้อเสื้อต่อต้องใช้ข้อเสนอเลยเหรอคะ?" เธอเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ พอจะเดาได้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งวิธีพูดกับลูกน้อง ห้องสวีทโรงแรมหรูที่แสนกว้างขวางห้องนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องเล็กแค่นี้จะต้องจริงจังขนาดนั้น "ผมไม่ได้หมายถึงเสื้อ ผมหมายถึงคุณ" "ฉัน ฉันทำไม?" ลูกพีชชี้เข้าหาตัวเองโดยอัตโนมัติ ในขณะที่ไคเซอร์เงยหน้ามองเธอตรง ๆ เป็นครั้งแรก ตั้งแต่บทสนทนานี้เริ่มขึ้นมา "เป็นผู้หญิงของผม" "คะ!?" ลูกพีชสะดุ้งจนหน้าซีด เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิด แต่ก็ไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นข้อเสนอแบบนั้นจริง ๆ "อีกไม่นานหลังจากที่ผมปล่อยมันไป ผมเชื่อว่ามันจะโกรธ และปล่อยรูปของคุณออกสู่สาธารณะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนกำลังอธิบายข้อเท็จจริง "แล้ว…ยังไงคะ" เธอถามกลับอย่างระแวง "ถ้าคุณตกลง ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ทั้งเรื่องรูป เรื่องงานในวงการ และค่าตัวของคุณอีกสองล้าน" "…" ลูกพีชเม้มปากเป็นเส้นตรง ใจเธอปั่นป่วนจนแทบตั้งหลักไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าชีวิตตัวเองเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร "ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ผมมีเวลาให้คุณคิดหนึ่งคืน" "เลือกเอาว่าจะยอมเป็นผู้หญิงของผม หรือจะยอมให้ข่าวว่าคุณเป็นเมียน้อยของผู้กำกับเฮงซวยถูกปล่อยออกไป" เขาไม่ได้พูดเหมือนข่มขู่ และไม่ได้พูดเหมือนขอร้อง แค่เสนอทางเลือกอย่างคนที่เคยชินกับการตัดสินใจเรื่องใหญ่โตอยู่ทุกวันและรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เธอกำลังต้องการ สำหรับไคเซอร์นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เวลาที่เขาเริ่มสนใจใครมันก็มักจบลงด้วยข้อเสนอแบบนี้เสมอ เป็นข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างยินยอม ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ ดีกว่าความสัมพันธ์ที่ผูกมัดด้วยความรู้สึกและคำสัญญาที่เขาไม่เคยเชื่อว่ามีอยู่จริง เขาไม่เคยคิดถึงวันหนึ่ง ไม่เคยคิดถึงปลายทาง ไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์จะต้องเป็นอะไรมากไปกว่านี้ แต่ลูกพีชไม่เหมือนเขา เธอยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก กระพริบตาปริบ ๆ เหมือนสมองกำลังพยายามประมวลผลคำพูดของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดที่ค่อย ๆ แกะศักดิ์ศรีของเธอออกจนแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเกาะ "ฉันต้องทำอะไรบ้างคะ" คำถามหลุดออกมาทั้งที่หัวใจยังต่อต้าน เพราะท้ายที่สุดศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ มันไม่สามารถช่วยเธอจ่ายค่าผ่าตัดให้แม่ จ่ายค่าเทอมให้น้อง หรือแม้แต่ซื้อข้าวแกงหนึ่งจานในวันพรุ่งนี้ มีแค่เงิน มีแต่อำนาจ พวกนี้ต่างหากที่จะพาเธอออกจากวงจรอุบาทว์นี้ได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD