ก่อนหน้านั้น
คฤหาสน์หลังใหญ่ใจกลางเมือง
ของตระกูลเศรษฐีจินตราเวชกุล สืบทอดความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น ในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจส่งออกแป้งมันสำปะหลังเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย
@บนโต๊ะอาหารหลุยส์ Vilnis Cara ในยามเช้า
สามชีวิตกำลังรับประทานอาหารด้วยความเงียบสงัด ด้านข้างมีสาวใช้สามคนยืนรอรับคำสั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นหัวหน้าแม่บ้านอายุหกสิบปีทำงานในคฤหาสน์หลังนี้มานานที่สุด
“วันนี้มีประชุมเรื่องการตลาดใช่ไหมปกรณ์”
เจ้าของเสียงคือ ชายอายุเฉียดห้าสิบ นามว่า นราธิป จินตราเวชกุล ทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ของตระกูล วางตัวเป็นเศรษฐีผู้สุขุม แต่จริงๆ แล้วธุรกิจทั้งหมดที่เขาบริหารอยู่ ล้วนแต่เป็นของภรรยาเก่าที่ตายไปแล้ว ผู้ซึ่งเป็นทายาทที่แท้จริงของตระกูล ‘จินตราเวชกุล’
นราธิปนั่งหัวโต๊ะเป็นคนถามชายหนุ่มสวมแว่นสายตา แต่งกายด้วยชุดสูทสีเทาราคาแพง เสื้อผ้าหน้าผมเนี้ยบทุกองศา ใบหน้าหล่อเหลา ผิวขาว ตาคม สูงโปร่ง นามว่า ปกรณ์ เอชาวัฒน์ อายุยี่สิบสองเพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ ทำงานในบริษัทตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย ไม่มีความสามารถอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นหัวหน้าได้ก็เพราะใช้เส้นฐานะลูกเลี้ยงของท่านประธาน
“ใช่ครับท่านประธาน” เขาตอบด้วยความเคารพเหลือบไปมองผู้เป็นมารดาที่นั่งติดกันทางขวามือของตน ซึ่งเธอนั่งใกล้กับคนหัวโต๊ะ
“แหม...เวลาทานข้าวคุณธิปก็ยังถามเรื่องงานอีกเหรอคะ”
จารวี เอชาวัฒน์ เอ่ยเสริมด้วยเสียงสอง คนนี้คือภรรยาใหม่ อายุสี่สิบปลายๆ เป็นแม่หม้ายมีระดับได้เงินหย่าร้างก้อนโตมาจากสามีเก่า ดันฐานะตัวเองเข้ามาในแวดวงธุรกิจ และได้เจอกับนราธิป ทั้งคู่แต่งงานใหม่โดยไม่จดทะเบียนสมรสเมื่อแปดปีก่อน...เธอและลูกติดยังใช้นามสกุลเดิม
“ฉันแค่ให้ชัวร์ เพราะไม่ชอบการผิดพลาด” นักธุรกิจใหญ่ใช้น้ำเสียงเรียบมีร่องรอยวางอำนาจ ตามนิสัยประธานเจ้าระเบียบ
จังหวะเดียวกัน สาวน้อยในชุดแบบฟอร์มนักเรียนเดินถือกระเป๋าเป้สีชมพู มัดผมรวบหางม้าติดกิ๊บสีหวานด้านหน้าสองอัน เดินยิ้มแฉ่งเข้ามาดึงความสนใจให้ทั้งสามคนหันไปมอง
“คุณพ่อคะ พินอินมาแล้ว” เสียงแจ้วทักทายเช่นนี้ทุกวัน เปลี่ยนบรรยากาศบนโต๊ะให้ผ่อนคลาย เธอกวาดยิ้มเห็นไรฟันให้ทุกคน ก่อนจะดึงเก้าอี้ที่ประจำข้างคนหัวโต๊ะฝั่งที่ว่าง แล้วหย่อนสะโพกนั่งลงลวกๆ โดยไม่มีความเป็นกุลสตรี สาวใช้คนหนึ่งก้าวมาตักโจ๊กใส่ชามตรงหน้าคนมาใหม่ แล้วเดินกลับไปที่เดิม
อารียา จินตราเวชกุล ใครๆ เรียกเธอว่า พินอิน เจ้าของเรือนหน้าจิ้มลิ้มสมวัยสิบแปด ดวงตากลมโตเป็นประกาย คิ้วเรียงสวยได้รูปโดยไม่ต้องเขียนหรือตกแต่ง จมูกโด่งเป็นหยดน้ำ มีลักยิ้มสองแก้มเสริมความน่ารัก ผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด รูปร่างทรวดทรงเพรียวหุ่นนาฬิกาทราย โดยเฉพาะหน้าอกที่ใหญ่โตนำหน้าเพื่อนวัยเดียวกัน
“ไม่รู้จักเวลาหรือไง” นราธิปถามด้วยสีหน้าเรียบ เขาเข้มงวดและดุแม้กระทั่งกับบุตรสาวแท้ๆ
“ขอโทษค่ะ พินอินมัวแต่เก็บหนังสือเรียน คุณพ่อไม่โกรธใช่ไหมคะ” รอยยิ้มสดใสทำให้คนเป็นพ่อโกรธไม่ลง หันมานั่งจิบกาแฟต่อ
“วันนี้พินอินมีจัดกิจกรรมที่โรงเรียนอาจจะกลับช้าหน่อยนะคะ”
“เรื่องเล็กน้อยคุณพินอินไม่ต้องบอกคุณธิปก็ได้ค่ะ” จารวีเอ่ยต่อทันที ฉากภายนอกส่งยิ้มใจดี แต่แววตาจ้องพินอินด้วยความไม่พอใจ ในขณะลับหลังสายตานราธิป
“พินอินบอกพ่อค่ะ ไม่ได้พูดกับน้า”
ต่อหน้านายธุรกิจใหญ่ ทั้งคู่ดูเหมือนจะรักใคร่กัน แต่จริงๆ กลับเกลียดเหมือนคู่ลูกเลี้ยงแม่เลี้ยงในละคร พินอินไม่เคยเคารพหล่อน และหล่อนก็ไม่เคยคิดว่าพินอินเป็นลูกด้วย
ส่วนแม่แท้ๆ ของพินอินนั้นเสียชีวิตจากไปเมื่อแปดปีก่อน ด้วยปัญหาสุขภาพอ่อนแอเรื้อรัง สาเหตุมาจากการมีบุตรตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะเสียชีวิตเธอกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่เป็นปี และได้เสียชีวิตอย่างสงบในบ้านหลังนี้ แต่หลังจากทำพิธีศพผ่านไปไม่กี่วัน สามีก็พาภรรยาใหม่เข้ามาแทนที่
“ไม่ต้องขยันเรียนให้มันมาก” คนเป็นพ่อเสริม ไม่มีแม้แต่จะชายตามองลูกสาว
“ทำไมคะ พินอินอยากเรียนจบสูง ๆ จะได้ไปช่วยงานคุณพ่อ”
“เรียนจบมอหกแล้วฉันจะให้แกแต่งงานทันที” นราธิปหันมองสาวน้อยด้วยสีหน้าจริงจัง
“อะไรนะคะ!!” พินอินตกใจร้องเสียงหลง ลุกพรวดยืน เพราะเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้ และไม่เคยคิดด้วยจะต้องแต่งงานในวัยเพียงแค่สิบแปด
‘ความคิดนี้ต้องไม่ใช่ของคุณพ่อ’
ดวงตากลมโตจ้องไปฝั่งตรงข้ามมองจารวีด้วยความขึงโกรธ ซึ่งหล่อนกำลังคว่ำปากส่งให้ เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเรื่องนี้เป็นตัวต้นคิด ยิ่งทำให้สาวน้อยโกรธจัด
แต่พอสายตานราธิปหันไปมองจารวีเช่นกัน คุณหล่อนก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มนิดๆ แล้วเอื้อมมือไปเกาะแขนสามีไว้
“คุณธิปพูดหุนหันแบบนี้จะดีเหรอคะ ยัยหนูของพวกเราเพิ่งจะสิบแปด” หล่อนแสร้งทำเป็นคนดีตีหน้าเศร้า แต่ข้างในน่าขยะแขยงยิ่งกว่าหนอนกินศพ
“จะสิบแปดหรือยี่สิบแปดอีกหน่อยก็แต่งงานอยู่ดี สู้ให้ฉันหาคนที่เหมาะสมให้ไม่ดีกว่าเหรอ”
“ใครคะ...คุณพ่อจะให้พินอินแต่งกับใคร” สาวน้อยโพล่ง
“คุณเกรียงไกร”
“เพื่อนคุณพ่อน่ะเหรอ”
“ใช่”
“เขาอายุห้าสิบแล้วนะคะ!!”
“แล้วจะทำไม แกได้แต่งกับคนรวยแบบนั้นสบายไปทั้งชาติ”
“คุณพ่ออยากเพิ่มฐานธุรกิจตัวเองมากกว่า”
“รู้ก็ดีนิ”
สาวน้อยเถียงไม่ออก เข้าใจเรื่องความจำเป็นในด้านธุรกิจ แต่ไม่คิดว่าจะถูกคลุมถุงชน แถมฝ่ายโน้นเป็นคนแก่คราวพ่อ รู้ข่าวลือเรื่องพฤติกรรมคุณเกรียงไกรมาไม่น้อย เป็นทั้งเฒ่าหัวงู...บ้ากาม...ตัณหากลับ ไม่นึกว่าพ่อตัวเองจะยอมใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือหากิน...
บ้านนี้ไม่มีใครรักฉันสินะ!
ดวงตาคู่สวยกลอกไปมากำลังครุ่นคิด และในตอนนั้นก็ถูกเรียกสติจากเสียงแหลม
“ลูกพินอินไม่อยากแต่งงาน คุณธิปไม่น่าไปบังคับนะคะ” เสียงเธอเศร้าสร้อยก็จริง แต่ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางนั้นกำลังยิ้มเย้ย ทำให้พินอินตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างโดยไม่ทันไตร่ตรอง
“พินอินไม่แต่งค่ะ”
ขวับ!!
คนเป็นพ่อหันมาอย่างไว
“แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ”
“ไม่ได้ขัดคำสั่งค่ะ แต่พินอินมีแฟนแล้ว พินอินจะแต่งกับแฟนเท่านั้น”
“อะไรนะ!!” ทั้งสามอุทานพร้อมกันพลางเบิกตาโพลง
“ใคร!! มันเป็นใคร”
“คนที่คุณพ่อไม่รู้จัก”
คนเป็นพ่อถึงกับอ้าปากค้าง เพราะลูกสาวไม่เคยแสดงสีหน้าขึงขังใส่มาก่อน แต่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเรียบเมื่อนึกถึงนิสัยหัวอ่อนของลูก
“พามาแนะนำฉันสิ”
“ที่บ้านเหรอคะ”
“ใช่ พามาให้ฉันดู”
“ได้ค่ะ พินอินจะรีบพาเขามา”
“ดี...แกนั่งกินโจ๊กให้เรียบร้อย บอกจะรีบไปโรงเรียนไม่ใช่หรือไง”
“ค่ะคุณพ่อ”
สถานการณ์กลับมาปกติ สาวน้อยนั่งลงอย่างว่าง่าย ส่งยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ข้างในกำลังเป็นกังวลว่าจะพาใครมาพบคุณพ่อดี ก็เรื่องที่เอ่ยไปนั้นเป็นแค่คำโกหก เธอแค่หาข้ออ้างเพื่อยกเลิกเรื่องแต่งงาน แต่ใครจะไปคิดว่าต้องพาผู้ชายมโนมาให้พ่อดูตัว...
พินอินนั่งครุ่นคิดพลางเขี่ยโจ๊กในชาม ทว่า!