พินอินกลับเห็นอะไรบางอย่างเป็นก้อนสีม่วงคล้ำๆ ขนาดเล็กกว่าเหรียญบาท มันหน้าตาแปลกประหลาดราวกับเป็นถุงอะไรสักอย่าง ลองใช้ช้อนทิ่มลงไป น้ำสีดำอมแดงก็ไหลทะลักออกมาน่ากลัว
“อี๋...อะไรเนี่ย!!”
สาวน้อยดีดตัวลุกพรวดก้าวถอยหลังอัตโนมัติ แต่สายตายังจับจ้องในชาม สามคนที่เหลือส่งสายตาตำหนิสลับกับมองในชาม ซึ่งตอนนี้โจ๊กขาวๆ กลายเป็นสีดำเลือด ต่างพากันตกใจลุกยืนพรวดพร้อมกัน
“นี่มันอะไร!!” เจ้าของบ้านหันไปหาสาวใช้ที่ยืนอยู่ พวกเธอทำสีหน้าตกใจ ยกเว้นสาวใช้คนที่เพิ่งตักโจ๊กให้พินอินกำลังยืนหลุบคอก้มมองพื้นด้วยความกลัว
“มีกลิ่นสาบด้วยนะครับ” ปกรณ์เอ่ยต่อเอามือปิดจมูก แม่ของเขาทำตามพลางสีหน้าขยะแขยง
“เป็นดีงูค่ะ ดิฉันเคยเห็น” ป้าแม่บ้านเสริม
จารวีจู่ ๆ ก็สาวเท้าไปหาสาวใช้ที่ยืนตัวสั่น
“หล่อนคิดจะแกล้งลูกสาวฉันใช่ไหม”
“เปล่านะคะคุณนาย”
เพียะ!!
ฝ่ามือขาวฟาดใส่หน้าสาวใช้ล้มทรุดไปกองกับพื้น แล้วเอ่ยต่อ
“ฉันไล่แกออก ใครก็ได้พากันอีนังนี่ออกไปจากบ้านซะ”
“ค่ะคุณนาย” สาวใช้อีกคนกระชากคนถูกตบให้ลุกขึ้นยืน
“ไม่จริงนะคะ ฉันไม่ได้ทำค่ะคุณนาย ได้โปรดอย่าไล่ฉันออก” คนสร้างปัญหาถูกลากออกไปจากห้องอาหาร จารวีหันกลับมาส่งยิ้มให้กับสามีราวกับไม่มีเรื่องอะไร
“เป็นความผิดของวีเองค่ะที่ดูแลสาวใช้ไม่ดี หล่อนคงอิจฉาที่เห็นพินอินเป็นที่รักของคนในบ้าน” ประโยคหลังเอ่ยพร้อมกับหันไปมองเจ้าของชื่อ
“ไม่น่ารีบไล่ออกนะคะ น่าจะถามให้รู้ก่อนว่ามีคนอยู่เบื้องหลังหล่อนหรือเปล่า ทำไมกล้าแกล้งพินอินแบบนี้” นัยน์ตาจริงจังจ้องจารวีกลับ เพราะเดาไว้อยู่แล้วว่าไอ้อาการเดือดร้อนเมื่อครู่คงกลัวสาวใช้หลุดปากบอกล่ะสิว่าตัวหล่อนอยู่เบื้องหลัง
แหม...ตลอดแปดปีมานี่ภรรยาใหม่ของพ่อทำหน้าที่เป็นคุณผู้หญิงในบ้าน ดูแลทุกอย่างราวกับของทุกชิ้นเป็นของตัวเอง ถ้าหล่อนไม่สั่งมีเหรอที่สาวใช้คนนั้นจะกล้าเอาสิ่งสกปรกมาอยู่ในชามได้ และไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่เกิดเหตุการณ์กลั่นแกล้ง...
“หัดซักประวัติสาวใช้ที่เข้ามาสะบ้างสิ จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก” นราธิปหันไปตำหนิจารวี ซึ่งเขาแค่กล่าวตักเตือน ไม่ชักสีหน้าโกรธหรือไม่พอใจ เห็นตำตาว่าลูกสาวถูกแกล้งแต่ยังเฉย หัวใจเขาทำด้วยอะไร?...
พินอินจ้องหน้าบิดาไม่วางตา...ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่ากับคนเป็นพ่อ รู้เต็มอกว่าเขามีนิสัยเย็นชา แต่ลึก ๆ ก็แอบหวังสักนิดว่าจะแสดงการปกป้องบ้าง แต่เปล่าเลย...เขาไม่เคยใส่ใจลูกสาวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว
“ได้ค่ะคุณธิป วีจะคัดเลือกคนให้ดีกว่านี้”
“หมดเรื่องแล้ว ไปยกชามใหม่มาให้พินอินซิ” เจ้าของบ้านหันไปสั่งป้าแม่บ้าน เธอกำลังจะหยิบชามใหม่มา แต่สาวน้อยแทรกเสียก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ พินอินกินไม่ลง ขอตัวไปโรงเรียนก่อนนะคะคุณพ่อ” สาวน้อยยกมือไหว้บิดา แล้วหมุนตัวเดินออกมาจากห้องอาหาร ตรงไปหน้าบ้าน
รองเท้านักเรียนคู่สีดำวางเตรียมพร้อมอยู่ตรงกรอบประตูใหญ่ สาวน้อยหยุดชะงักก้มหยิบมันขึ้นมาเคาะก่อนสวม เธอต้องทำแบบนี้ทุกเช้าเพื่อความปลอดภัย ก็เพราะมักจะมีอะไรอยู่ในรองเท้า วันนี้ก็เช่นกันเข็มหมุดหนึ่งเล่มร่วงลงมา พินอินไม่ได้มีสีหน้าตกใจแม้แต่น้อย
ดีนะที่ไม่สวมไป...นี่คงเป็นฝีมือยัยแม่มดนั่นอีก...เฮ้ออออ
เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว เธอจึงสวมรองเท้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินขึ้นรถให้คนขับพาไปส่ง
@โรงเรียนมัธยมปลายสตรีเอกชนแห่งหนึ่ง
กลุ่มเด็กสาวทยอยกันกุลีกุจอเดินเข้าโรงเรียนเพราะตอนนี้เกือบจะแปดโมงแล้ว แต่ไม่ใช่กับสามสาว...กิ่ง แอลลี่ ปลาวาฬ พวกเธอมายืนรอพินอินอยู่ตรงหน้าประตูป้ายชื่อสถานศึกษา เห็นรถคันหรูขับมาจอดทั้งสามก็ปรี่เข้าไปหาทันที
“มาแล้วเหรอพินอิน”
เจ้าของชื่อก้าวลงจากรถยิ้มแฉ่งทักทายเพื่อนทั้งสามคน พินอินเป็นที่รักของพวกเธอเพราะความสดใส น่ารัก ใสซื่อ จริงใจ เป็นเครื่องมัดใจให้เพื่อนทั้งสามไม่ทิ้งกันและตามติดกันมาตั้งแต่เรียนอนุบาล
ฉาบหน้าอาจดูพินอินเป็นเด็กสาวโง่ ไร้สมองไม่มีความคิด แต่จริงๆ แล้วนิสัยจริงจังกับทุกเรื่อง เรียนเก่ง หัวไว ช่างสังเกตเก็บรายละเอียด รอบคอบ ดูคนออกว่ามาดีหรือคิดร้าย
“พวกเธอมาพอดี เรามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” พินอินทำสีหน้าจริงจัง ทั้งสามต่างหันมองหน้ากันเองแบบงงๆ ก่อนจะหันมาพยักพเยิดให้
@หลังตึก
สถานที่ปลอดคนคือฐานลับของทั้งสี่สาว พวกเธอใช้เวลาก่อนเคารพธงชาติมาคุยกันที่นี่ เพื่อเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่อยากให้คนนอกรู้
สี่สาวนั่งทำสีหน้าซีเรียสอยู่บนกองเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ถูกทางโรงเรียนมากองทิ้งขว้างเพื่อรอวันกำจัด
“เป็นอะไรพินอิน” ปลาวาฬเลือกจะถามก่อน เพราะเพื่อนเอาแต่ทำหน้าเศร้า ไม่เล่าสักที
“คุณพ่อเราจะให้แต่งงาน” พินอินตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“แต่งงาน!!” ทั้งสามอุทานพร้อมกัน
“พวกเรายังเรียนไม่จบมอหกนะ” กิ่งโพล่ง
“ใช่อะสิ เราไม่อยากแต่ง เลยนั่งกลุ้มใจอยู่เนี่ย” พินอินถอนหายใจเป็นสิบๆ รอบ เพื่อนทั้งสามต่างเงียบช่วยกันระดมสมองหาทางออก เพราะรู้เรื่องราวครอบครัวของกันและกันเป็นอย่างดี คนที่ดูครอบครัวเพอร์เฟกต์กว่าใครคือพินอิน แต่ความจริงแล้วเธอมีปัญหาเยอะที่สุด
“แต่งกับคนแก่ด้วยนะ เราไม่อยากแต่ง” พินอินพึมพำต่อ
“คนแก่!!” ต่างคนยิ่งอึ้งเข้าใหญ่
“แบบนี้ต้องหนีออกจากบ้าน” แอลลี่เอ่ยต่อ
“ไม่เอาหรอก พวกเธอก็รู้เรื่องพินัยกรรม”
“อืม นั่นสิ”
“ยังมีอีกเรื่องที่เรายังไม่บอกพวกเธอ” พินอินเอ่ยต่อ ดึงความสนใจให้ทั้งสามหันไปมองตน พลางเลิกคิ้วสูงรอคำตอบ
“ฉันดันโกหกคุณพ่อไปด้วยว่ามีแฟน”
“แฟน!!”
“มีแฟนแล้วเหรอทำไมพวกเราไม่รู้”
“ใคร...พินอินคบกับใคร”
“พวกเรารู้จักไหม”
หลังจากตกใจ พวกเธอก็ยิงคำถามรัวๆ จนพินอินต้องยกมือห้ามไว้ จึงจะเงียบ
“ฟังก่อน...เราไม่มีแฟนหรอก แค่เผลอโกหกคุณพ่อไปแบบนั้น ต้องมานั่งกลุ้มใจเพราะคุณพ่อให้พาแฟนไปแนะนำอะสิ”
“หา!!” พวกเธออุทานพร้อมกัน
“ใช่...เราอยากให้พวกเธอหาแฟนให้หน่อย ใครก็ได้ที่ทำให้คุณพ่อเชื่อ”
ทั้งสามอ้าปากค้างหันมองหน้ากันเอง เมื่อสติกลับมาก็หันกลับไปหาสาวน้อยน่ารักที่กำลังยิ้มเจื่อน ๆ
“โรงเรียนเรามีผู้ชายซะที่ไหน”
“ใช่ๆ”
สามสาวพยักหน้ารับรัวๆ สนับสนุนความคิดของคนพูด กางนิ้วชี้และนิ้วโป้งวางใต้คางครุ่นคิดแก้ปัญหาให้เพื่อน
“หรือจะจ้างโฮสต์ดี หน้าตาหล่อๆ ทั้งนั้น” ปลาวาฬเอ่ยลอย ๆ
“ไม่เอา” พินอินปฏิเสธทันควัน “พวกนั้นดูหิวเงินเกินไป”
“หรือจะเป็นพวกญาติของพวกเรา ใครมีพี่ชายบ้าง” กิ่งเอ่ยต่อกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสาม แต่พินอินแทรก
“ถ้าคุณพ่อรู้ว่ามาจากครอบครัวพวกเธอ อาจบีบธุรกิจให้แย่ได้นะ”
“จริง”
“อื้ม”
“แล้วจะเอาไงดี”
“ใช่!! น้าเธอไง น้าภีม ๆ ให้น้าภีมช่วยสิ น่าจะดีนะ” แอลลี่โพล่ง สองสาวที่เหลือสนับสนุนพยักหน้ารับรัวๆ ส่วนพินอินมองตาปริบ ๆ ลืมไปเลยว่ายังมีน้าที่เธอพึ่งได้อีกคน
ทั้งสี่สาวโล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะได้ทางออกแล้ว แต่ในความอิ่มอกอิ่มใจก็ถูกชะงักด้วยคำถามประโยคถัดมา
“ค่าจ้างล่ะ ต้องจ้างเท่าไหร่ คนถึงจะยอมมาเป็นแฟนให้เด็กอย่างพินอิน” ปลาวาฬถาม
“ให้สมฐานะพินอินก็ต้องสักสิบล้านไม่ใช่เหรอ” กิ่งเสริม
“โอ้โฮ...ตั้งสิบล้าน...ใครจะไม่ยอมรับข้อเสนอบ้าง” แอลลี่เอ่ยต่อ
“ค่าตัวเราต้องยี่สิบล้านสิ” พินอินโพล่ง
“เธอน่ะมีเงินจ้างเขาเหรอพินอิน”
“ไม่มีอะสิ...” พินอินตอบเสียงแผ่ว
“เอางี้ไหม พวกเราเป็นสาวแล้วนิ ก็ใช้เรือนร่างให้เป็นประโยชน์ ผู้ชายยอมมาเป็นแฟนปุ๊บก็เพิ่มเงื่อนไขไปว่า ถ้ามีอะไรด้วย...เงินยี่สิบล้านก็จะไม่ได้ แบบนี้พินอินก็ไม่ต้องจ่าย” ปลาวาฬเอ่ย
เพียะ!!
มือกิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ฟาดใส่แขนคนพูดทันที “พินอินเป็นเด็กน่ารักของพวกเรา จะให้ไปทำตัวต่ำ ๆ แบบนั้นได้ไง เธอต้องเก็บความบริสุทธิ์ให้สามีในวันแต่งงานสิ”
“นั่นสิ คนที่จะได้เปิดซิงพินอิน ต้องเป็นผู้ชายคนแรกและคนสุดท้ายในชีวิตต่างหากล่ะ เธอหุบปากไปเลยปลาวาฬ”
“ก็แค่เสนอความคิดเอง ไม่ทำก็ไม่เป็นไรนิ”
ที่ปลาวาฬเสนอแบบนั้น เพราะเห็นมานัดต่อนัดว่าสันดารพวกผู้ชายเหมือนกันหมด ยอมพลีกายถวายหัวเพื่อให้ได้เชยชมเรือนร่างหญิงสาว
ในระหว่างที่สามสาวกำลังเถียงกัน ในความคิดพินอินกลับเห็นดีด้วยอย่างที่ปลาวาฬว่า การเสียซิงไม่ใช่เรื่องยากอะไร...ก็แค่จับมือ นอนด้วยกัน จูจุ๊บกัน นั่นก็นับเป็นการเสียซิงแล้วนิ...
เพราะเหตุนี้จึงติดต่อไปหาน้าภีม และไม่ผิดหวัง เพราะเขาช่วยอย่างเต็มใจ...แนะนำผู้ชายคนนั้นมาให้พินอิน