ตอนที่3 แฟนกำมะลอ

1858 Words
ปัจจุบัน คุณหนูในกรงทองกำลังหลับใหลในวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอลืมไปซะสนิทว่าวันนี้นัดใครไว้ ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องทำให้สาวน้อยค่อย ๆ สะลึมสะลืองัวเงียพลิกตัวไปอีกทางพร้อมกับคว้าหมอนใบใหญ่ปิดหน้า เธอเพิ่งจะหลับได้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากแชทคุยกับกลุ่มเพื่อนมาทั้งคืน ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! “คุณหนูคะ มีผู้ชายมาขอพบค่ะ” พรึ่บ! สาวน้อยลืมตาพรวด ฉุกคิดได้ว่ามีนัด ดีดตัวลุกขึ้นไปเปิดประตูอย่างไว “เขารออยู่ที่ไหนเหรอคะป้า” หัวหน้าป้าแม่บ้านขึ้นมาเรียกด้วยตัวเอง “ห้องรับแขกค่ะ คุณหนูพินอินรู้จักคนแบบนั้นด้วยเหรอคะ” “อื้ม แฟนพินอินเองค่ะ” คนได้ยินเบิกตาโพลง สาวน้อยไม่เปิดจังหวะให้ถามต่อปิดประตูใส่หน้าป้า แล้วเดินกลับมาแต่งกายใหม่ ถอดชุดนอนตัวสีชมพูออก เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงสี่ส่วนก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง ซึ่งเธอได้ยินเสียงสนทนามาแต่ไกล “มาทำอะไรในบ้านฉัน” เสียงโกรธนิด ๆ เป็นของพ่อพินอิน เธอระบายยิ้มเพราะคิดว่าพ่อหวงตัวเอง “ผมมาหาคุณพินอิน” เสียงชายหนุ่มแปลกหน้าตอบห้วน ๆ เมื่อวานคุยกับพินอินก็สุภาพอยู่หรอก ไหงวันนี้ราวกับเป็นคนละคน “มีธุระอะไรกับลูกสาวฉันคะ” แต่เสียงที่ถามต่อนั้นดันเป็นแม่เลี้ยง...สาวน้อยไม่ทนฟังอีก จ้ำอ้าวอย่างไวตรงเข้าไปในห้องรับแขก ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนยืนหันหลังให้ บนโซฟาตัวยาวมีคุณพ่อของตนกับแม่เลี้ยงนั่งวางมาดเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้า “มาแล้วเหรอคะลูกสาว” เสียงแหลมทักก่อน พินอินทำเป็นไม่สนใจ ยิ้มแฉ่งเดินผ่านชายหนุ่มไปนั่งเกาะแขนบิดาอีกฝั่ง “คุณพ่อ” “นี่ใครกันพินอิน” เจ้าของบ้านกดเสียงต่ำถาม สาวน้อยหันไปมองใบหน้าคมคายที่กำลังมองตนอยู่ ไม่ยักรู้ว่าพอเขาสวมแว่นกันแดดแล้วดูเท่ต่างไปจากเมื่อวานลิบลับ... “แฟนพินอินเองค่ะ คุณพ่อบอกให้พามาหนิ” นักธุรกิจยืนพรวดด้วยความโกรธ หันไปหาชายตรงหน้าเพ่งพิจารณามองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาถอดแว่นออก พับเก็บขาแว่นแล้วเสียบไว้ที่ปกเสื้อ ยักยิ้มมุมปากแล้วยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณพ่อ” “อย่ามาเรียกฉันว่าพ่อ” “ครับ งั้นเรียกว่าที่พ่อตา” เสียงทะเล้นตอบตามนิสัยยียวน “แก!!” สถานการณ์เริ่มไม่ดี พินอินลุกมายืนขวางระหว่างพวกเขา “คุณพ่ออย่าโกรธสิคะ ให้พินอินพาเขามาแนะนำไม่ใช่เหรอ” “เลิกกับผู้ชายคนนี้ซะ ดูสารรูปมันสิ อย่างกับกุ๊ยข้างถนน” “ไม่ค่ะ เขาเป็นแฟนพินอินนะ” เธอก้าวถอยหลังไปเกาะแขนชายหนุ่ม เสียงแข็งใส่บิดาเป็นครั้งแรก “ถ้าไม่เลิกฉันจะหักเงินแก ไม่สิ! ฉันจะไม่ให้สักบาท” “ตามใจคุณพ่อค่ะ แต่อย่ามาบังคับให้พินอินออกจากบ้านนี้นะคะ เพราะที่นี่เป็นบ้านแม่ของพินอิน” “อะไรนะ!!” “คุณพ่อหรือใครหน้าไหน...” คำว่าหน้าไหน เธอเหลือบไปมองยัยแม่เลี้ยง แล้วหันกลับมาหาผู้เป็นบิดา “ก็ไม่มีสิทธิ์มาไล่ และต่อไปแฟนพินอินก็จะนอนที่นี่ด้วย” “แกเป็นผู้หญิงทำไมทำตัวแบบนี้พินอิน!!” นราธิปขึงตาโตโกรธจัด “พินอินทำตัวยังไงคะ คุณพ่อเองยังอยากให้พินอินแต่งงานเลยนิ เรื่องมีแฟน นอนกับแฟนธรรมดาจะตาย” สาวน้อยยกไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้ แสดงอาการต่อต้านตามวัย แต่แท้จริงแล้วพินอินตัดสินใจเด็ดขาดว่านับจากนี้จะไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดบิดาอีกแล้ว เพราะเรื่องที่เขาหมายหมั้นจะให้เธอแต่งงานนั้นมันใจร้ายเกินไป ไม่รักไม่ว่า...แต่ผลักไสกันแบบนี้เธอไม่ยอม... “พินอิน!!” “ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว งั้นขอตัวก่อนนะคะ พินอินจะพาแฟนไปดูห้องนอน” สาวน้อยเอ่ยจบหมุนตัวเดินคล้องแขนกำยำออกมา พ้นออกจากห้องรับแขก พินอินก็ปล่อยแขนเขาเป็นอิสระ แล้วหันไปคุยด้วย “ขอโทษนะคะที่ให้อาเฟรมมาเจอเรื่องแบบนี้” “ครอบครัวไม่ลงรอยกันสินะ” “อย่างที่เห็นค่ะ หนูคงไม่ต้องพูดอะไรมาก” เธอทำเหมือนเข้มแข็ง แต่นัยน์ตาคู่สวยแอบเศร้า ฝ่ามือหนาจึงยกวางนาบบนศีรษะคนตัวเล็ก “เป็นเด็กเข้มแข็งดีนิ” “เข้มแข็งเหรอ? เพิ่งเคยมีคนพูดแบบนี้กับหนู” สาวน้อยยิ้มแฉ่ง อารมณ์ขุ่นมัวหายวับไปอย่างเหลือเชื่อเพียงเพราะประโยคสั้นๆ จากคนที่จะมาเป็นแฟนกำมะลอ เฟรมก็แค่สงสารสาวน้อย เพราะแค่ก้าวเข้ามาในบ้านไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็รู้แล้วว่าเธอไม่ได้เป็นที่รักของใคร “ไปดูห้องนอนหนูกันดีกว่าค่ะ” สาวน้อยจับมือหนาบนศีรษะ แล้วจูงเขาให้เดินตามมาชั้นสอง ตรงไปยังห้องประตูไม้สีน้ำตาลอ่อน สาวน้อยเปิดประตูออกกว้าง ผายมือให้เขาเดินเข้าไป ผ่านแค่กรอบประตู...ขายาวกลับชะงักกึก...กวาดสายตามองรอบห้องด้วยความตกตะลึง รู้อยู่หรอกว่าเธอเป็นคนหนูที่น่าจะชอบสีชมพูเอามากๆ แต่ไม่คิดว่าทั้งห้องนอนจะมีแต่สีชมพูจ๋า เตียงก็สีชมพู ม่านก็ด้วย พรมขนสัตว์ก็ใช่ ตู้เสื้อผ้าก็อีก วอลล์เพเปอร์ก็ไม่พ้น...สรุปง่ายๆ ว่าทุกอย่างในห้องล้วนแต่เป็นสีชมพู ไม่มีพื้นที่ไหนให้แทรกสีอื่นได้ ชายหนุ่มขนลุกทั้งตัว ทรงแบดอย่างเขาแทบอ้วก “น่ารักใช่ไหม นี่ห้องหนูเอง” เจ้าของห้องปิดประตูแล้วก็ก้าวมาข้างหน้า ยืนกางสองแขนออกสุดยิ้มสดใสมั่นใจอวดห้องนอนตัวเอง “สวย” ‘ตายล่ะ’...สองคำหลังเฟรมเอ่ยในใจ “ว่าแล้วอาเฟรมต้องชอบ มาค่ะมาทางนี้” สาวน้อยจูงมือหนามาทางเตียง ชายหนุ่มรั้งขาไว้รีบค้านทันที “นั่งเก้าอี้ก็ได้” “นั่งทำไมคะ หนูพร้อมเสียซิงให้อาเฟรม มาเริ่มกันเลยดีกว่า” “ฮะ!!” “มาค่ะมา ช่วงกลางวันนี่แหละค่ะเหมาะแก่การเสียซิง” เขายืนอึ้ง...เธอรีบผลักชายหนุ่มล้มไปทางเตียง แล้วกระโดดขึ้นคร่อมนั่งทับตรงหน้าขาจู่โจมอย่างไว “เดี๋ยวๆ ไหนบอกจ้างมาเป็นแฟนในนาม” “ใช่ค่ะ แต่ในสัญญาบอกแล้วนิ ถ้าหนูให้เปิดซิง คุณอาจะไม่ได้เงินยี่สิบล้าน” ใบหน้ายิ้มหวานส่งให้คนด้านล่าง “อะไรนะ ในสัญญาบอกตอนไหน ผมอ่านมันแล้วไม่เห็นมีสักประโยคเขียนไว้” “มีค่ะ คุณอาอ่านไม่ดีเอง” “ไหนเอาสัญญามาดูใหม่สิ” “เฮ้อ...ก็ได้” สาวแก่นแก้วก้าวลงจากหน้าขา ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ เพราะถ้านั่งนานอีกนิดมีหวังความเป็นชายตื่นกันพอดี เธอเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบเอกสารออกมาแล้วเดินกลับมาส่งให้ชายหนุ่ม “นี่ค่ะ” เขารับมาอ่าน เอกสารทุกอย่างยังเป็นฉบับเดิม ลายเซ็นก็เป็นของเขา แต่เพิ่มเติมคือตัวอักษรประโยคยาวๆ ตัวเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมด้านล่างสุดของกระดาษ มันเล็กจนต้องเพ่งต้องหรี่ตาอ่านให้ชัดๆ “ป.ล.หากเจ้านายถูกคนว่าจ้างเปิดซิง เรื่องเงินค่าจ้างยี่สิบล้านจะโมฆะทันที” ขวับ!! เขาแหงนมองหน้ายิ้ม “นี่มันอะไร” “สัญญาที่อาเฟรมอยากดู” “ไม่ใช่เรื่องนั้น ประโยคตรงนี้หมายความว่าไง” คนถามหงายกระดาษแล้วชี้ตรงข้อความใหม่ที่โผล่ขึ้นมา “ป.ล. อาเฟรมไม่รู้ความหมายเหรอ” สาวน้อยเอียงคอถาม “รู้ แต่มันมาได้ไง เมื่อวานผมเซ็นเอกสารมันยังไม่มี” “ป.ล.แปลว่า เขียนภายหลัง หนูเพิ่งเขียนเพิ่มเข้าไป” “มันได้เหรอครับคุณ...หนู” สองคำหลังชายหนุ่มกระแทกเสียง เจ็บอกทั้งแค้นทั้งโมโห อยากบีบคอหล่อน ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้านาย...เขาคงฆ่ายัยเด็กนี่ไปแล้ว “ได้สิคะ อาเฟรมก็ต้องเลือกเอาว่าจะเอาเงินหรือไม่เอา คิกๆ” มือหนากำกระดาษแน่น เขาหลับตาปี๋ กำลังอดทน...ไม่ให้โมโห ข่มอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา... “อาเฟรม...อาเฟรม” สาวน้อยก็เรียกไม่หยุด พรึ่บ!! ลืมตาปุ๊บ เขาก็ฉีกกระดาษในมือทิ้ง แขวก!! “ผมยกเลิกการว่าจ้าง ถือว่าพวกเราไม่ได้ทำสัญญากัน” มือหนาปล่อยกระดาษร่วงลงพื้นอย่างไร้ค่า สาวน้อยถึงกับเบิกตาโพลง เม้มริมฝีปากแน่นสีหน้าผิดหวัง “หึ!! ไม่มีหลักฐานการว่าจ้าง งั้นผมลาล่ะครับคุณหนูเอาแต่ใจ” ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนกำลังจะก้าว แต่ใบหน้าสาวน้อยกลับยกยิ้มกลั้วหัวเราะในลำคอ “คิกๆ คิดว่าสัญญามีเพียงใบเดียวเหรอคะ” “อะไรนะครับ” “อันนี้ก็แค่ฉบับที่สองสาม หรือสี่ห้าก็ไม่รู้ ของจริงหนูเก็บรักษาไว้อย่างดี” “ไม่เชื่อหรอก” ปากแข็งตอบเช่นนั้น แต่เหลือบมองกระดาษที่เพิ่งฉีก ใช่แล้ว! ลายเซ็นของเขาเป็นหมึกสีดำ ซึ่งเมื่อวานเขาเซ็นด้วยน้ำหมึกสีน้ำเงิน บ่งบอกว่าไม่ใช่ฉบับจริง หนอย!! ยัยนี่ไม่ใช่เด็กน้อยธรรมดา...แต่หล่อนเจ้าเล่ห์ “เอกสารว่าจ้างยังอยู่ หรือจะให้หนูรายงานน้าภีมดีคะ ว่าคนที่ส่งมาเจตนาจะหนี ไม่กล้าเป็นบอดีการ์ดให้สาวน้อยตัวเล็ก ๆ” “ใครบอกผมไม่กล้า” “ก็นั่นสินะคะ อาเฟรมเป็นผู้ชายแข็งแรง” “ก็ได้ ๆ ตกลงผมทำงานนี้” “เย้!! อาเฟรมน่ารักจะตาย งั้นมาเริ่มเสียซิงกันเถอะคะ” ไม่เอ่ยเปล่าคราวนี้เธอเหยียบบนเตียงแล้วกระโดดขี่หลังร่างสูง หมับ!! ทำเอาหลังชายหนุ่มเกือบหลัง เธอล็อกเขาด้วยแขนเรียวพันรอบคอ สองขาเกี่ยวเอวหนาไว้ “นี่ๆ ลงไปเดี๋ยวนี้” เขาพยายามดึงมือออก แต่กลับแน่นยิ่งกว่าตุ๊กตาเสียอีก “ไม่ลงจนกว่าอาเฟรมจะตอบตกลงเปิดซิงหนู” “ไม่ลงใช่ไหม” “ไม่ลง!!” ชายหนุ่มนอนหงายหลังไปกับเตียง แผ่นหลังบางกระแทกใส่เตียงดัง ตุบ!! ทั้งแขนทั้งขาปล่อยจากเขาอัตโนมัติ ได้โอกาสชายหนุ่มพลิกตัวนอนนาบบนร่างเล็กทันที คว้าข้อมือคนดื้อรวบขึ้นเหนือศีรษะ “รู้ใช่ไหมว่าเสียซิงหมายถึงอะไร” ทั้งสองสบสายตากัน ใบหน้าสาวน้อยแดงระเรื่อเฉียบพลัน เพราะโดนสายตาคมกริบจ้องอย่างเร่าร้อน เธอลอบมองริมฝีปากรูปหยักเป็นระยะในขณะที่ลมหายใจคนด้านบนรดอยู่บนพวงแก้ม ตึกตัก! ตึกตัก! แต่ทว่า!! ปึก!!  จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD