ร้านคาเฟแห่งหนึ่ง
กรุ๊งกริ๊ง!!
เสียงกระดิ่งตรงประตูกระจกเป็นเครื่องบอกว่ามีแขกคนใหม่เข้ามาในร้าน ทุกสายตาต่างหันไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเจ้าของเรือนหน้าหล่อเหลา ผิวขาวสะอาดตา สวมใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำกับกางเกงยีน ทรงผมเป็นรองทรงอันเดอร์คัท เกรียนข้างหนึ่งติดหนังหัว หวีเสยช่อผมด้านบนและด้านข้างเก็บให้เรียบด้วยเจลที่เป็นเวทลุค เสริมใบหน้าคมให้ดูเท่ เขาคือเฟรม
สายตาคมกริบกวาดมองรอบร้านเพื่อหาว่าที่เจ้านายคนใหม่ ก็คุณภีมเจ้านายเก่าให้ตนเปลี่ยนมาเป็นบอดีการ์ดรับใช้หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งไม่ยอมให้ข้อมูลอะไรเลยนอกจากบอกให้มาเจอด้วยตัวเองที่ร้านคาเฟแห่งนี้
เหอะ! ภาวนาให้เป็นผู้หญิงสวยก็แล้วกัน ทำงานได้สนิทใจหน่อย
เขาคิดเช่นนั้นไล่สายตามองตามโต๊ะผ่านๆ เพื่อเดาว่าเจ้านายใหม่น่าจะเป็นใคร?
หญิงสาววัยทำงานนั่งกันอยู่หลายคนตรงโต๊ะด้านข้างเสียงดังแหกปากไม่เกรงใจลูกค้าท่านอื่น...ไม่น่าใช่เพราะคุณภีมบอกว่าเธอมาคนเดียว อีกโต๊ะ...มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆ สวมแว่นสายตาผมเผ้ารกรุงรังนั่งคนเดียวกำลังพิมพ์อะไรสักอย่างอยู่บนแล็ปท็อป...ซึ่งก็ไม่น่าใช่ เพราะเธอไม่มีทีท่าจะหันมาสนใจตน ส่วนโต๊ะตรงกลางร้าน มีเด็กสาวคนหนึ่งใบหน้าน่ารัก แต่งตัวด้วยชุดชีฟองสีชมพูหวานแหวว แขนเสื้อตุ๊กตา แต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางโทนสีชมพู ไม่ว่าจะเป็นเปลือกตา...แก้ม...ริมฝีปาก...นั่งกินเค้กสตรอว์เบอร์รี่ทำหน้าทำตาดูเอร็ดอร่อย ดูยังไงก็ยังเป็นเด็กน้อยหลุดออกมาจากการ์ตูน...คงไม่ใช่เธอหรอก
เพื่อเช็กให้แน่ใจ...เฟรมจึงโทรเข้าไปยังเบอร์โทรที่เพิ่งได้มา...
Rrrrrr
เสียงเรียกดังไม่นาน ปลายสายกดรับ
“[พินอินพูดค่ะ]” เป็นครั้งแรกที่เฟรมได้ยินเสียงหวานจากว่าที่เจ้านาย
“ผมที่จะเป็นบอดีการ์ดของคุณ ไม่ทราบตอนนี้คุณอยู่ไหนแล้วครับ ผมมาถึงร้านแล้ว”
“[ฉันก็อยู่ในร้าน]”
“ตรงไหนเหรอครับ” เขาถามพลางกวาดสายตามองรอบๆ อีกครั้ง ทั้งในร้านและนอกร้านให้แน่ใจ
“[ฉันนั่งกิน...เอ๊ะ!! คุณยืนอยู่หน้าประตูใส่เสื้อสีดำใช่ไหม]”
“ใช่ครับผมเอง”
“[นี่ๆ หันมาทางนี้สิ]”
“ทางไหน...” ชายหนุ่มหันกลับมามองในร้าน ซึ่งสาวน้อยบาร์บี้ในชุดสีชมพูกำลังโบกไม้โบกมืออยู่ เขาหันไปด้านหลังให้แน่ใจว่าเธอเรียกใคร ซึ่งตรงนี้ก็มีเขาคนเดียว
“[คุณๆ ฉันเองค่ะ]” เสียงจากปลายสายยืนยันแล้วว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นเจ้านายใหม่ของเขา
เฮ้อ...เฟรมถอนหายใจ ก่อนจะกดวางสายเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเดินไปยังหน้าโต๊ะนั่น สาวน้อยกำลังยิ้มร่าเป็นมิตร ต่างจากเขาที่ยืนกุมขมับ แสดงอาการกลุ้มใจ ลางสังหรณ์มันบอกว่าเธอเป็นตัวปัญหา...
แต่จะให้กลับไปเฉยๆ ก็เสียหน้าแย่...
จึงเลื่อนเก้าอี้ตัวตรงข้ามนั่งต่อหน้าเธอ
“แน่ใจจะจ้างผมเป็นบอดีการ์ด” ถึงอายุจะห่างกันแต่เฟรมก็ยังคงรักษามารยาท
“ใช่ค่ะ คุณลุง” สาวน้อยระบายยิ้มน่ารัก ไม่ได้ทำให้เฟรมสบายใจขึ้นเลย
“เรียกลุง...พ่อคุณอายุเท่าไหร่”
“อื้ม...น่าจะห้าสิบค่ะ”
“ผมเพิ่งจะสามสิบ คงรับคำว่าลุงไม่ได้”
“งั้นเรียกคุณอา คุณอาชื่ออะไรคะ”
“เรียกผมว่าเฟรมเฉยๆ ก็ได้ครับ”
“อาเฟรม”
“อ่ะ!! เดี๋ยวสิไม่ต้องเติมคำว่า ’อา’ หรอก” ยิ่งฟังก็ยิ่งดูแก่
หญิงสาวไม่ได้สนใจคำทักท้วง หันไปหยิบอะไรสักอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายสีชมพูบนเก้าอี้อีกตัว แล้ววางมันตรงหน้าชายหนุ่ม นั่นคือเอกสารสัญญาว่าจ้าง
“อาเฟรมอ่านรายละเอียดดูนะคะ ไม่พอใจอะไรบอกได้”
“ครับ” เฟรมเริ่มอ่านเอกสารว่าจ้างการเป็นบอดีการ์ด ถือว่าเด็กคนนี้เป็นคนรอบคอบดี รู้จักใช้หนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างกับความคิดผู้ใหญ่ แต่นึกชมไม่ทันไร...ก็ต้องมาสะดุดกับเรื่องค่าจ้าง แหงนมองเธออย่างไว
“นี่มันอะไรกันครับ!!”
“ยี่สิบล้านไม่พอเหรอคะ เพิ่มเงื่อนไขการเป็นแฟนกับหนู” (◠‿◠)
“เป็นแฟนมันเรื่องใหญ่นะครับ”
“อาเฟรมมีแฟนมีลูกแล้วเหรอ”
“ไม่มีครับ”
“งั้นก็ไม่มีปัญหา แค่สองปีเอง”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น ผมตั้งใจแค่จะเป็นบอดีการ์ด”
“ค่ะ ก็เป็นบอดีการ์ดด้วยแฟนด้วย หรือหนูไม่ได้น่ารัก...” สาวน้อยน้ำตาคลอก้มมองพื้น นั่งห่อไหล่ ท่าทางน่าสงสาร
ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เฟรมตอบไปแบบนั้น “ก็ได้ๆ”
ขวับ!!
เธอแหงนมองเขาระบายยิ้มทันที
“เริ่มงานกันเลยนะคะ”
“ครับ แต่ผมมีเรื่องอยากถาม”
“อาเฟรมถามมาได้เลยค่ะ”
“ให้ผมเป็นบอดีการ์ดเพื่อกันผู้ชายที่มาจีบ หรือกันเพื่อนที่มารังแกในโรงเรียนคุณหนู”
เฟรมเดาว่าสาวน้อยคงถูกบูลลี่ เพราะเธอดูท่าทางอ่อนแอเป็นลูกคุณหนูคงจะสู้รบตบมือใครไม่ได้ ถึงได้จ้างเขา
แต่ทว่า...สีหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่กลายเป็นจริงจัง ก่อนจะตอบ “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ฉันแค่อยากปลอดภัยจากครอบครัว”
“อะไรนะครับ!!” เสียงต่ำและท่าทางของเธอทำให้เฟรมตกใจ
“หนูล้อเล่นค่ะ แค่อยากให้อาเฟรมดูแลหนูอย่างใกล้ชิดและตลอดเวลาก็พอ อาเฟรมก็คงรู้มาบ้างว่าครอบครัวหนูรวยขนาดไหน คนไม่ดีจ้องจะเล่นงานอยู่เยอะ หนูแค่ระวังตัวไว้”
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะทำตามนั้น” ชายหนุ่มก้มลงไปอ่านเอกสารต่อ ในขณะที่สาวน้อยหันมากินเค้กที่เหลือด้วยใบหน้าใสซื่อ แต่สายตากลับจ้องเขาไม่ห่าง จนกระทั่งชายหนุ่มแหงนมองเธออีกครั้ง
“เรื่องแฟน...แค่ในนามใช่ไหมครับ ผมไม่อยากติดคุกข้อหาพรากผู้เยาว์ หวังว่าคุณหนูจะเข้าใจ”
“คิกๆ ดูอย่างนี้หนูอายุผ่านสิบแปดแล้วนะคะ อาเฟรมสบายใจได้”
“ครับ ๆ”
“อีกอย่างอย่าเรียกหนูว่าคุณหนู ให้เรียกหนูว่าพินอินค่ะ”
“ได้ครับ คุณพินอิน”
เฟรมก้มอ่านรายละเอียดทุกอย่างครบถ้วน ก่อนจะเซ็นสัญญาด้วยปากกาคู่ใจ แล้วยื่นกลับไปให้เธอ
“หลังจากนี้อีกสองปี หนูจะให้เงินค่าจ้างทั้งหมด แต่ระหว่างนั้นอาเฟรมต้องมาอยู่บ้านหนู มีที่อยู่ที่กินให้ หวังว่าเราจะร่วมงานกันได้ด้วยดีนะคะ” พินอินเอ่ยกับเขาในขณะที่ถือเอกสารใบนั้นพัดหน้าตัวเองไปมา แวบหนึ่งที่เฟรมเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ แต่ไม่กี่วินาทีก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มเหมือนเดิม ดูรวมๆ แล้วเธอก็ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร...หรือที่เขาเห็นเมื่อครู่คือคิดไปเอง
“ครับ”
“พรุ่งนี้มาที่บ้านตระกูลจินตราเวชกุลนะคะ อาเฟรมคงรู้จัก”
“รู้จักครับ”
“งั้นหนูกลับก่อนนะคะ กินเค้กเสร็จแล้วอยากกินอย่างอื่นต่อ” สาวน้อยลุกพรวดตามวัยร่าเริง เขาลุกตามอัตโนมัติ เธอส่งยิ้มหวานให้ ก่อนจะเดินอารมณ์ดีออกไป เฟรมมองตามแผ่นหลังบาง เธอเพิ่งขึ้นรถคันหรูสีดำที่มีคนขับรถมาเปิดประตูหลังให้
ดูไปแล้ว...ก็แค่คุณหนูธรรมดา ไม่ได้พูดมาก ปากจัด เอาแต่ใจ ร้ายกาจเหมือนยัยพริกเผ็ช แบบนี้คงทำงานด้วยความสบายใจหน่อย...แต่ให้เป็นแฟนเด็กนั่น มุมมองคนอื่นคงเห็นว่าเป็นพ่อลูกกันมากกว่า
แต่ช่างเหอะ! ได้เงินตั้งยี่สิบล้านสบายไปทั้งชาติแล้วกู...