“โอโห… ผู้ชนะของเราหน้าตาใช้ได้เลยนะครับ ฮ่า ๆ”
พิธีกรแซวอย่างอารมณ์ดีทันทีที่ชายหนุ่มถอดหมวกกันน็อกออกเต็มตัว
เสียงกรี๊ดของสาว ๆ บนอัฒจันทร์ดังสนั่นแทบจะกลบเสียงดนตรีประกอบ บางคนถึงกับลุกขึ้นยืน ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพรัว ๆ แฟลชวาบไหวสะท้อนกับแสงไฟบนเวทีจนบรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก
นักแข่งหมายเลขสิบเก้ายังคงยืนอยู่ในท่าทีสุขุม แม้จะตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งสนาม แต่แววตาของเขากลับนิ่งและมั่นใจ ราวกับชินกับความสนใจแบบนี้มานานแล้ว
พิธีกรกระแอมเบา ๆ ก่อนจะกลับเข้าสู่ช่วงพิธีการ
“เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทางสนาม KKA ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นร้านบิ๊กไบค์ ‘ที่ไม่ได้แปลว่าไส้กรอก’ ร้านอะไหล่บิ๊กไบค์ซอยสี่ ขนมเปาะแปะ กินวันนี้อร่อยวันหน้า…”
เสียงหัวเราะของผู้ชมดังขึ้นเป็นระยะ ๆ จากมุกหยอกล้อบนเวที
“และที่ขาดไม่ได้เลยนะครับ ต้องขอขอบคุณคุณดนัย เจ้าของสนามแข่งแห่งนี้ ที่ให้การสนับสนุนทั้งสถานที่และเงินอัดฉีดสำหรับผู้ชนะในวันนี้”
พิธีกรหันไปทางบันไดขึ้นเวที พลางผายมือเชิญ
“ขอเรียนเชิญคุณดนัยขึ้นมามอบรางวัลให้กับผู้ชนะด้วยนะครับ”
“และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ… น้องพริตตี้สาวสวย น้องขนมครับ!”
ทันทีที่ชื่อของเธอถูกเอ่ยผ่านลำโพง เสียงแซวและเสียงเชียร์จากผู้ชมฝั่งอัฒจันทร์ก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน บางคนถึงกับเป่านกหวีดเรียกความสนใจ บางคนตะโกนเรียกชื่อเธออย่างคุ้นเคย
ขนมเม้มยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกพานในมือให้มั่นขึ้นอีกนิด รู้สึกได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่กำลังจับจ้องมาทางเธอ
ตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ทำงานเป็นพริตตี้ตามสนามแข่งและอีเวนต์ต่าง ๆ ทำให้ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนดูและนักแข่งอยู่ไม่น้อย บางคนจำได้จากรอยยิ้ม บางคนจำได้จากรูปร่างสะดุดตา หรือแม้แต่ท่าทางมั่นใจเวลาอยู่บนเวที
แสงไฟสาดลงมาจนผิวเนียนใสของเธอดูเปล่งประกาย ชุดที่สวมใส่ขับให้รูปร่างดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แต่แม้จะชินกับสายตาผู้คนมากแค่ไหน… หัวใจของขนมก็ยังเต้นแรงทุกครั้งที่ต้องก้าวขึ้นสู่เวที
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามรักษารอยยิ้มให้เป็นธรรมชาติ ก่อนจะก้าวออกไปยืนในตำแหน่งที่ทีมงานบอกไว้
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตาของเธอก็เผลอไปสบเข้ากับนักแข่งหมายเลขสิบเก้า…
“เชิญคุณดนัยมอบรางวัลได้เลยครับ”
เสียงพิธีกรประกาศขึ้นท่ามกลางแสงไฟที่สาดลงมาบนเวที ดนัยก้าวเข้ามายืนข้างนักแข่งผู้ชนะ ก่อนจะหันหลังมาทางขนม มือใหญ่หยิบเหรียญจากพานในมือของเธออย่างระมัดระวัง
ขนมยืนนิ่ง รักษารอยยิ้มตามมารยาท แม้หัวใจจะยังเต้นแรงไม่หาย
ดนัยหันกลับไปหาชายหนุ่มหมายเลขสิบเก้า ก่อนจะคล้องเหรียญรางวัลลงบนลำคอของเขา เสี้ยววินาทีนั้นเสียงแฟลชจากกล้องหลายสิบตัวก็ดังรัวไม่หยุด แสงวาบสาดใส่ใบหน้าของทั้งสองฝ่ายจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
นักแข่งผู้ชนะยืนตัวตรง รับเหรียญด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่สายตาคมยังคงมองตรงไปข้างหน้า ราวกับทุกอย่างรอบตัวเป็นเพียงฉากหนึ่งที่ผ่านเข้ามา
“เอาล่ะครับ! เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับพิธีมอบรางวัลให้กับผู้ชนะในวันนี้!”
พิธีกรกล่าวเสียงดังอย่างกระตือรือร้น เสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ชมดังขึ้นอีกระลอก
ขนมค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ราวกับเพิ่งผ่านช่วงเวลาตึงเครียดมาได้ เธอกำลังจะก้าวถอยออกจากตำแหน่ง แต่เสียงพิธีกรกลับดังขึ้นเสียก่อน
“เดี๋ยวน้องขนมคนสวยอยู่ถ่ายรูปกับนักแข่งด้วยนะครับ”
เธอชะงักไปทันที รู้สึกเหมือนความมั่นใจที่เพิ่งรวบรวมได้เมื่อครู่ถูกดึงกลับมาอีกครั้ง จริงสิ… ปกติพริตตี้ที่ขึ้นมามอบรางวัลจะต้องอยู่ถ่ายภาพร่วมกับผู้ชนะอยู่แล้ว หลังจากคุณดนัยถ่ายภาพเสร็จและเดินลงจากเวทีไป เหลือเพียงเธอกับนักแข่งหมายเลขสิบเก้ายืนอยู่ท่ามกลางแสงแฟลชและสายตาผู้คนนับร้อย
“ชิด ๆ หน่อยครับ!” เสียงช่างภาพตะโกนบอก ขนมลังเลเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เขา
กลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ ผสมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวชายหนุ่มลอยเข้ามาแตะปลายจมูก ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“ชิดกว่านี้อีกนิดครับ!”
คำสั่งนั้นทำให้เธอต้องขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม ไหล่แทบจะชนกับต้นแขนแข็งแรงของเขา ความร้อนจากร่างกายอีกฝ่ายแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ จนเธอรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว
ขนมพยายามยิ้มให้กล้องอย่างมืออาชีพ แต่สายตากลับเผลอเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขาโดยไม่ตั้งใจ
“ชิด ๆ เลยครับ!” เสียงช่างภาพตะโกนเร่งขึ้นมาอีกครั้ง
ยังไม่ทันที่ขนมจะตั้งตัวดี แขนเรียวยาวของชายหนุ่มก็เลื่อนเข้ามาโอบที่เอวของเธอ ก่อนจะออกแรงดึงเบา ๆ ให้ร่างของเธอขยับเข้าไปแนบชิดกับตัวเขา
“แบบนั้นแหละครับ!”
แชะ! แชะ! แชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังรัวต่อเนื่องไม่หยุด แสงแฟลชสาดวาบเข้ามาจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ขนมทำได้เพียงยืนยิ้มค้างไว้ตามหน้าที่ แต่ร่างกายกลับเกร็งไปหมด หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก มือของเขายังคงวางอยู่ที่เอวเธออย่างมั่นคง
วันนี้เธอสวมเสื้อเอวลอย เนื้อผ้าบางเพียงชั้นเดียวทำให้สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นนั้นส่งผ่านเข้ามาโดยตรง จนเธอรู้สึกได้ถึงแรงกดเบา ๆ ทุกครั้งที่เขาขยับตัว
กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ผสมกับความร้อนจากร่างกายของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนแคบลงเรื่อย ๆ
ขนมพยายามควบคุมสีหน้าให้ดูเป็นมืออาชีพที่สุด แม้ในใจจะวุ่นวายไปหมด
และยิ่งแฟลชดังถี่ขึ้นเท่าไร…
เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขาแทบไม่เหลืออยู่เลย
“ขอบคุณมากครับ!”
เสียงช่างภาพที่ดูพอใจกับภาพที่ได้เอ่ยขึ้น ก่อนที่กลุ่มคนถือกล้องจะเริ่มแยกย้ายกันลงจากหน้าเวทีทีละคน บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังคึกคักและอัดแน่นไปด้วยเสียงแฟลช ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างช้า ๆ
ขนมหันไปทางชายหนุ่มข้างตัว เขาก้มศีรษะให้เธอเล็กน้อยตามมารยาท เธอก็รีบก้มตอบแทบจะพร้อมกัน รอยยิ้มบาง ๆ ยังถูกแต้มไว้บนใบหน้าราวกับหน้าที่นั้นยังไม่จบลงเสียทีเดียว
ไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ยต่อ
มีเพียงสายตาที่เหมือนจะสบกันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะหันหลังให้กันและก้าวลงจากเวทีคนละฝั่ง
เสียงดนตรีจากลำโพงยังคงดังคลออยู่ไกล ๆ แต่สำหรับขนม ความรู้สึกเมื่อครู่กลับยังคงติดอยู่ในใจอย่างชัดเจน
จากนั้นขนมก็รีบเดินกลับมายังห้องแต่งตัว ผลักประตูเข้าไปก็เห็นพี่จีจี้นั่งไขว่ห้างรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าดูอยากรู้เต็มที
“เป็นไงบ้าง” จีจี้ถามทันทีที่เห็นเธอ
ขนมยกมือปาดเหงื่อเบา ๆ ก่อนจะตอบยิ้ม ๆ
“ก็…ร้อนนิดหน่อยค่ะ”
“ไม่ได้ถามเรื่องนั้นสิ” จีจี้โบกมืออย่างรำคาญนิด ๆ “หมายถึงได้ถ่ายรูปกับคุณธาวินแล้วเป็นไงบ้าง”
ขนมชะงักไปทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง
“คุณธาวิน… ใครหรอคะ”
“เอ้า!” จีจี้ร้องเสียงสูง “ก็คนที่ชนะไง คนที่แกไปยืนถ่ายรูปด้วยเมื่อกี้น่ะ!”
“อ๋อออ…” ขนมลากเสียงยาว เหมือนเพิ่งนึกออก “ก็…ไม่มีอะไรนะคะ ถ่ายเสร็จก็แยกเลย”
“ง่ายจัง” จีจี้ทำหน้าผิดหวังเล็ก ๆ “ไม่ได้คุยอะไรกันเลยเหรอ”
“ไม่นะคะ ไม่ได้คุย” ขนมตอบตามตรง พลางเดินไปหยิบน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อกลบความรู้สึกแปลก ๆ ในอก
“เห้อออ… ฉันนี่สิ อยากมีโอกาสได้ถ่ายรูปกับเขาบ้างจัง” จีจี้ถอนหายใจยาวเหมือนเสียดาย
ขนมหันกลับมามองอย่างสงสัย
“เขาเป็นใครเหรอคะ”
จีจี้เลิกคิ้วสูง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“คุณธาวินไง… ไม่รู้จักจริง ๆ เหรอ?”
คำถามนั้นทำให้ขนมชะงักไปอีกครั้ง เหมือนชื่อที่เพิ่งได้ยิน… กำลังจะพาเธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว…