ธาวิน เดชาวิทย์ คือศัลยแพทย์หัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาลชื่อดัง ชื่อเสียงของเขาในวงการแพทย์เรียกได้ว่าโดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยฝีมือการผ่าตัดที่แม่นยำ สุขุม และตัดสินใจเด็ดขาดในทุกสถานการณ์
เขามีพี่ชายหนึ่งคน คือ ธาดา เดชาวิทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งและการรับมือกับเหตุการณ์คับขันได้อย่างยอดเยี่ยม สองพี่น้องตระกูลเดชาวิทย์จึงถูกพูดถึงเสมอในฐานะ “หมอแถวหน้าของวงการ”
แต่ในขณะที่ธาดาทุ่มเทให้กับชีวิตในห้องฉุกเฉินอย่างเต็มตัว ธาวินกลับมีอีกด้านหนึ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาคือคนที่คลั่งไคล้ความเร็ว
ทุกครั้งที่มีเวลาว่างจากตารางผ่าตัดอันแน่นขนัด เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับรถแข่ง เครื่องยนต์ และสนามแทร็ก เสียงคำรามของเครื่องยนต์และแรงกดของความเร็วคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา
การแข่งรถจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง แต่เป็นเหมือนพื้นที่ปลดปล่อยความกดดันจากงานแพทย์ที่ต้องแบกรับชีวิตผู้คนไว้ในมือ
บางคนมองว่าเขาบ้าบิ่น
บางคนมองว่าเขาเท่และน่าค้นหา
แต่สำหรับธาวินแล้ว…
มันคือสมดุลของชีวิต
โลกหนึ่งเต็มไปด้วยมีดผ่าตัดและเสียงมอนิเตอร์ อีกโลกหนึ่งเต็มไปด้วยความเร็วและเสียงเครื่องยนต์
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาแทบไม่เคยสนใจเรื่องความรักเลย
ตลอดเวลาเกือบยี่สิบเจ็ดปีในชีวิต ธาวินครองสถานะโสดมาโดยตลอด โลกของเขาเต็มไปด้วยห้องผ่าตัด ตารางเวรที่แน่นขนัด และสนามแข่งที่ส่งเสียงคำรามไม่เคยหยุด
บุคลิกสุขุม นิ่งขรึม และไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของเขา ยิ่งทำให้ผู้หญิงหลายคนที่เคยหมายปองต้องถอยห่างออกไปทีละคน ต่อให้พยายามเข้าหาแค่ไหน สุดท้ายก็เหมือนชนกำแพงที่ไร้รอยตอบรับ
ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่ง
ไม่ใช่ว่าเขาเล่นตัว
แต่เพราะเขาไม่เคยเปิดพื้นที่ในชีวิตให้ใครเข้ามาเลยต่างหาก
สำหรับธาวิน ความรักดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว ไกลพอ ๆ กับความเงียบสงบที่เขาไม่เคยมีเวลาหยุดเพื่อมองหา
.
.
“คุณธาวินไง… ไม่รู้จักจริง ๆ เหรอ?” จีจี้ถามซ้ำด้วยน้ำเสียงงง ๆ เพราะชื่อของชายคนนั้นแทบจะเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้หญิงที่มาสนามนี้
“ไม่ค่ะ ไม่เคยได้ยินเลย” ขนมส่ายหน้าเบา ๆ ตอบตามตรง
จีจี้ถอนหายใจนิดหนึ่งก่อนจะเริ่มเล่า
“เขาน่ะ เป็นหมอผ่าตัดหัวใจเบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลดังเลยนะ แต่ดันมาชอบแข่งรถที่นี่เป็นชีวิตจิตใจ คุณธาวินมาสนามบ่อยมาก แกไม่เคยเห็นจริง ๆ เหรอ”
“ไม่นะคะ ไม่เคยเลย”
“แสดงว่าทำแต่งานจริง ๆ สิเรา”
“ฮ่า ๆ …” ขนมหัวเราะแห้ง ๆ พลางเกาท้ายทอยเล็กน้อย
จีจี้ยังพูดต่ออย่างออกรส
“แต่ก็เอาเถอะ เขาเป็นพวกไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ผู้หญิงจีบเป็นแสนก็ไม่เห็นจะควงใครสักคน สงสัยงานหนักจนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องพวกนี้มั้ง”
ขนมนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้เสริมอะไร เพียงแต่ในหัวกลับนึกถึงภาพสายตานิ่งลึกของเขาบนเวทีโดยไม่รู้ตัว
จีจี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะล้วงหยิบซองสีขาวจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วยื่นให้
“อ่ะ นี่เงินสำหรับวันนี้ พี่ใส่ทิปเพิ่มให้แล้วนะ”
“ขอบคุณค่ะพี่จีจี้” ขนมรีบยื่นมือไปรับ สีหน้าสว่างขึ้นทันที ก่อนจะเปิดซองดูอย่างตื่นเต้นและตั้งใจนับ
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง
“โห… พี่จีจี้ สามหมื่นเลยเหรอคะ รอบนี้เยอะจัง”
จีจี้ยิ้มอย่างภูมิใจ
“ก็ดูด้วยสิว่าใคร เด็กในสังกัดพี่ก็ต้องได้เยอะอยู่แล้ว อีกอย่างรอบนี้คุณดนัยเป็นสปอนเซอร์หลัก เงินเลยหนาขึ้นด้วย”
ขนมก้มมองเงินในมืออีกครั้ง ความโล่งใจค่อย ๆ แทรกเข้ามาแทนความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
อย่างน้อย… เงินก้อนนี้ก็ช่วยให้เธอหายใจได้คล่องขึ้นอีกนิดในชีวิตที่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา
“ขอบคุณนะคะพี่จีจี้… พี่เหมือนแม่หนูอีกคนเลย”
“หยุด!” จีจี้ยกมือห้ามทันที สีหน้าทำเหมือนจะดุแต่แววตากลับอ่อนลง “อย่ามาดราม่าตอนนี้ เดี๋ยวฉันร้องไห้ตามขึ้นมาจะยุ่งเอา”
ขนมหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่เสียงยังสั่นนิด ๆ
“ก็จริงนี่คะ… ขนมรักพี่จีจี้ที่สุดเลย ขนมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานที่พี่จีจี้ให้”
จีจี้พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะยื่นมือไปแตะไหล่เธอเบา ๆ
“อืม… ฉันเชื่อว่าแกทำได้ ตั้งใจเรียนให้จบล่ะ ยายแกจะได้ภูมิใจที่มีหลานสาวสวย แถมยังเก่งอีกต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของขนมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยักหน้าหงึก ๆ รีบยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่คลออยู่ตรงขอบตา พยายามกลั้นไม่ให้มันไหลลงมา
แม้ชีวิตจะเหนื่อยแค่ไหน
อย่างน้อย… ก็ยังมีใครสักคนที่คอยเชื่อมั่นและยืนอยู่ข้างเธอเสมอ
“แล้วนี่กลับยังไง ให้พี่ไปส่งไหม” จีจี้ถามพลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาถือ
“มะ… ไม่เป็นไรค่ะ ขนมเรียกรถไว้แล้ว” เธอตอบรีบ ๆ พร้อมยิ้มเกรงใจ
“อ้าวเหรอ งั้นก็โอเค รีบไปเปลี่ยนชุดนะ จะได้รีบกลับไปหายาย” จีจี้พยักหน้า ก่อนจะชี้ไปทางโต๊ะตัวเล็กข้างโซฟา
“เออ แล้วก็นู่น… ข้าวผัด พี่ซื้อมาฝากแกกับยาย ดึกแล้ว เดี๋ยวออกไปข้างนอกต้องแวะตลาดอีก นั่งรถหลายต่อมันเหนื่อย”
ขนมหันไปมองกล่องข้าวบนโต๊ะ ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นทันที
“โห… ขอบคุณมากเลยค่ะพี่จีจี้”
ความอบอุ่นบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาในอกจนเธอรู้สึกจุกเล็ก ๆ
“ขอบคุณไปเถอะ รีบไปเปลี่ยนชุด เดี๋ยวรถมาถึงแล้วจะได้ไม่ต้องให้เขารอ” จีจี้โบกมือไล่แบบคนปากแข็ง
ขนมพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบเดินไปยังห้องแต่งตัวด้านใน มือกอดซองเงินแน่นเหมือนกลัวมันจะหายไป พร้อมกับสายตาที่เผลอมองกล่องข้าวอีกครั้ง
จากนั้นขนมก็เข้าไปเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว จัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกอีกครั้ง
เธอเก็บของใส่กระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ มือไม่ลืมหยิบกล่องข้าวผัดที่พี่จีจี้ซื้อฝากไว้ขึ้นมาถือแนบอก ราวกับมันเป็นทั้งมื้อเย็นและกำลังใจในเวลาเดียวกัน
เมื่อออกมาถึงหน้าทางเดิน ขนมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปเรียกรถที่กดจองไว้ก่อนหน้านี้
แต่แล้ว…
หัวใจของเธอก็หล่นวูบ
สถานะการเรียกรถที่ตอนแรกขึ้นว่า “ยืนยันแล้ว” กลับเปลี่ยนเป็น “คนขับยกเลิก” ไปเรียบร้อย
ขนมเม้มริมฝีปากแน่น สูดลมหายใจลึกก่อนจะกดเรียกรถใหม่อีกครั้ง นิ้วเรียวแตะหน้าจอช้า ๆ อย่างลุ้นระทึก ดึกขนาดนี้… จะมีใครรับไหมนะ
บริเวณรอบสนามเริ่มเงียบลงเรื่อย ๆ ทีมงานบางส่วนทยอยเก็บของ เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังกึกก้องเมื่อช่วงหัวค่ำเหลือเพียงเสียงห่าง ๆ เป็นระยะ
ลมกลางคืนพัดผ่านจนเธอรู้สึกหนาวขึ้นมานิดหนึ่ง ขนมยืนกอดกล่องข้าวไว้แน่น พลางจ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างมีความหวัง
ขอให้มีใครสักคนกดรับทีเถอะ…
เพราะเธอไม่แน่ใจเลยว่า ถ้าต้องติดอยู่ที่นี่คนเดียวในเวลานี้
เธอจะทำยังไงต่อ