ขนมยังคงกดรีเฟรชหน้าจอแอปเรียกรถซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ้วเรียวเลื่อนขึ้นลงอย่างลุ้นระทึก แต่เวลาผ่านไปหลายนาที… ก็ยังไม่มีใครกดรับงานของเธอสักคน
เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไหล่เล็กตกลงเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้าและกังวล ในจังหวะนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ก็ดังแทรกขึ้นมา
บรื๊นนนน—
รถคันหนึ่งขับผ่านหน้าเธอไปด้วยความเร็วพอประมาณ ลมที่พัดตามแรงรถทำให้ปลายผมของเธอปลิวไหวเล็กน้อย
แต่ขนมแทบไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเป็นใคร สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ ความคิดทั้งหมดวนเวียนอยู่แค่เรื่องเดียว
ตอนนี้… เธอจะกลับบ้านยังไงดี
บริเวณลานจอดรถเริ่มเงียบลงเรื่อย ๆ ไฟบางดวงถูกปิดไปแล้ว เหลือเพียงแสงสลัวที่ทำให้บรรยากาศดูวังเวงกว่าปกติ
ขนมกอดกล่องข้าวผัดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกโดดเดี่ยวค่อย ๆ แทรกเข้ามาช้า ๆ และในขณะที่เธอกำลังลังเลว่าจะลองเดินออกไปเรียกรถข้างนอกดีไหม…
เสียงเครื่องยนต์คันเดิมคำรามขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รถจะเลี้ยวเข้ามาจอดชิดฟุตบาทตรงหน้าที่เธอยืนอยู่
ขนมเงยหน้ามองอย่างแปลกใจเล็กน้อย
ชายหนุ่มบนรถยกมือขึ้นเปิดกระจกหมวกกันน็อก เผยใบหน้าคมคายที่เธอเพิ่งเห็นบนเวทีเมื่อไม่นานมานี้
“ทำไมยังไม่กลับ”
น้ำเสียงนิ่งเรียบของเขาทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล แม้แต่เสียงยังดู… หล่อเกินไปสำหรับสถานการณ์แบบนี้
“เอ่อ… คือรอรถอยู่ค่ะ” เธอตอบตะกุกตะกัก
“แล้วไหนรถ”
“กำลังเรียกค่ะ”
เขาไม่ตอบทันที เพียงหันไปมองซ้ายมองขวาอย่างประเมินสถานการณ์ ก่อนจะหันกลับมาหาเธออีกครั้ง
“ขึ้นรถ”
“คะ?”
“ขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่ง”
“มะ… ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวอีกแป๊บก็น่าจะมีคนกด—”
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงของเขาก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
“ขึ้นรถ… หรืออยากโดนไอพวกนั้นลากเข้าป่าก่อน”
คำพูดนั้นทำให้ขนมชะงักไปทันที
สายตาของเขาเหลือบมองออกไปทางรั้วสนามด้านนอก ที่ยังมีผู้ชมบางส่วนยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่ ดื่มเบียร์ ท่าทางไม่น่าไว้ใจเท่าไรในยามดึกแบบนี้
ลมกลางคืนพัดวูบเข้ามาจนเธอรู้สึกหนาวขึ้นอีกนิด
“จะขึ้นรถ… หรือจะรอให้พวกมันไปส่ง” เขาถามซ้ำ เสียงยังคงเรียบเฉยแต่หนักแน่น
ขนมเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความลังเล ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ขะ… ขึ้นค่ะ”
ขนมก้าวเข้าไปใกล้รถแล้วก็ต้องชะงัก ยืนมองตัวรถสลับกับพื้นถนนอย่างลังเล บิ๊กไบค์คันใหญ่สูงเกินกว่าที่เธอจะขึ้นได้ง่าย ๆ ยิ่งวันนี้เธอสวมกระโปรงและรองเท้าส้นสูง ความมั่นใจที่มีอยู่ก็ยิ่งหดหายไปอีก
ธาวินที่นั่งคร่อมรถอยู่หันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเธอยังยืนนิ่งไม่ขยับ
“ทำไมยังไม่ขึ้น” เขาถามเสียงเรียบ
ขนมเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างเกรง ๆ
“อ่อ… คือ… เราขึ้นไม่ได้อ่ะ เราเตี้ย”
คำตอบนั้นทำให้เขาหลับตาแล้วกดขมับเบา ๆ เหมือนพยายามระงับอารมณ์บางอย่าง วินาทีต่อมา เขาก็ดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถทันที
ขนมยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี ร่างสูงก็เดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่แขนแข็งแรงจะสอดเข้าที่เอวและใต้เข่าของเธอ ร่างของเธอลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย
“อ๊ะ!” ขนมร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความตกใจ มือรีบคว้าจับไหล่ของเขาไว้โดยอัตโนมัติ ระยะห่างใกล้จนเธอได้กลิ่นตัวอุ่น ๆ ผสมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ อีกครั้ง หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก
ธาวินเพียงอุ้มเธอไปวางบนเบาะรถอย่างมั่นคงราวกับเป็นเรื่องปกติ
“จับดี ๆ” เขาพูดสั้น ๆ
ก่อนจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองออกมา พันแขนเสื้ออ้อมเอวเธอแล้วผูกไว้เหมือนเป็นเข็มขัดชั่วคราว จากนั้นก็ถอดหมวกกันน็อกใบใหญ่ของตัวเองออก ก่อนจะสวมมันลงบนศีรษะของเธออย่างระมัดระวัง
ขนมรับหมวกมาด้วยความงงเล็กน้อย ก่อนจะรีบพูดขึ้น
“แต่นายต้องขับรถนะ เราไม่ใส่ก็ได้นะ…”
เธอกำลังจะยกมือถอดออก แต่ฝ่ามือใหญ่ของเขากลับเลื่อนมาปิดกระจกหมวกลงให้เสียก่อน
“พูดมาก”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เด็ดขาด
เขาหันกลับไปคร่อมรถ สตาร์ตเครื่อง เสียงเครื่องยนต์คำรามเบา ๆ ใต้ตัวทั้งคู่
“จับดี ๆ” เขาหันมาบอกอีกครั้ง
ขนมจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นไปจับเอวของเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ปลายนิ้วยังแตะเพียงแผ่วเบา
แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่พอใจ
มือทั้งสองข้างของเขาเอื้อมมาจับมือของเธอ ก่อนจะดึงให้กระชับเข้ามาแน่นขึ้น จนแขนของเธอเหมือนโอบรอบเอวเขาไว้
“จับแบบนั้น… ตกลงไปตาย ไม่รับผิดชอบนะ” คำพูดตรง ๆ ทำให้ขนมหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที เธอรีบกอดเอวเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงไปตามจังหวะเสียงเครื่องยนต์
และในวินาทีต่อมา…
รถบิ๊กไบค์ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากฟุตบาท พุ่งเข้าสู่ถนนใหญ่ที่ทอดยาวภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวของยามค่ำคืน
สายลมเย็นปะทะร่างกายจนขนมต้องกอดเอวเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ธาวินขับมาเรื่อย ๆ อย่างมั่นคง ก่อนที่รถจะชะลอลงเมื่อสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยกใหญ่
เสียงเครื่องยนต์ยังเดินเบาอยู่ใต้ตัวทั้งคู่
เขาหันหน้ามาถามเธอสั้น ๆ
“บ้านอยู่ไหน”
“อ่อ… อยู่ซอยปรีดาห้าสิบสี่ค่ะ” ขนมตอบผ่านหมวกกันน็อก เสียงฟังอู้อี้เล็กน้อย พอสิ้นเสียงของเธอ ไฟสัญญาณก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที
ธาวินบิดคันเร่งอย่างรวดเร็ว
รถพุ่งทะยานออกตัวแรงจนขนมที่ยังไม่ทันตั้งหลักต้องสะดุ้งเล็กน้อย แขนสองข้างรีบกระชับกอดเอวเขาแน่นกว่าเดิม
แรงเร่งทำให้หัวใจเธอเต้นกระหน่ำ ทั้งตื่นเต้น ทั้งหวาดเสียว
ถนนยามดึกโล่งกว่าปกติ ไฟถนนเรียงเป็นเส้นยาวเหมือนกำลังไหลผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว ขนมหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะซบหน้ากับแผ่นหลังของเขาอย่างไม่รู้ตัว
ไม่นาน รถบิ๊กไบค์สีดำก็ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้ปากซอยบ้านของขนม หญิงสาวที่นั่งซ้อนท้ายอยู่รีบสะกิดเขาแรง ๆ
“นาย ๆ ๆ จอด ๆ ๆ ๆ”
ธาวินบีบเบรกทันทีตามที่เธอบอก เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ เงียบลงเมื่อรถหยุดสนิท
ขนมรีบขยับตัวลงจากรถ แม้จะทุลักทุเลเล็กน้อยเพราะความสูงของตัวรถ แต่สุดท้ายเธอก็ยืนลงบนพื้นได้สำเร็จ
“ถึงแล้วเหรอ” เขาถามพลางมองเข้าไปในซอยอย่างสงสัย เพราะสิ่งที่เห็นมีเพียงทางแคบมืด ๆ และเงาต้นไม้สองข้างทาง ยังไม่เห็นบ้านสักหลัง
“ถึงแล้ว นายส่งเราแค่นี้แหละ เดี๋ยวเราเดินเข้าไปเอง” เธอพูดพร้อมถอดหมวกกันน็อกส่งคืนให้เขา แล้วแกะเสื้อแจ็กเก็ตที่ผูกอยู่รอบเอวออกคืนเช่นกัน
“รถนายมันเสียงดัง เดี๋ยวคนในซอยออกมาด่าเอา”
เขารับของกลับไป แต่ยังคงมองเข้าไปด้านในอย่างพิจารณา
“แล้วมันต้องเดินเข้าไปไกลไหม”
“ไม่ไกล ๆ แค่นิดเดียวเอง เราเดินบ่อยแล้ว” ขนมยิ้มให้เหมือนจะให้เขาสบายใจ “นายก็ขับรถกลับดี ๆ นะ ขอบคุณที่มาส่ง เราไปก่อน ดึกแล้ว ยายรอกินข้าว”
พูดจบ เธอก็รีบหันหลังเดินเข้าซอยทันที
ทางเดินค่อนข้างมืด มีเพียงไฟถนนดวงเก่า ๆ ส่องสลัวเป็นช่วง ๆ ด้านหน้าซอยยังพอมีบ้านทรงดีอยู่สามสี่หลัง แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ภาพรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป
บ้านไม้เก่า บ้านสังกะสีที่ดูทรุดโทรม และรั้วลวดที่ขึ้นสนิมปรากฏให้เห็นเป็นระยะ เสียงหมาเห่าห่าง ๆ ดังแว่วมาในความเงียบ
ขนมกอดกล่องข้าวไว้แน่น ก้าวเท้าเร็วขึ้นเล็กน้อยเหมือนอยากถึงบ้านให้ไวที่สุด
ขนมยังคงเดินไปตามทางแคบ ๆ อย่างรีบเร่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะเบา ๆ ในความเงียบของซอยยามดึก
แต่ยิ่งเดินลึกเข้ามา… เธอก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เหมือนมีเสียงฝีเท้าอีกคู่ดังตามหลังมาไม่ใกล้ไม่ไกล
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันที มือที่กอดกล่องข้าวแน่นอยู่แล้วก็ยิ่งกำเข้าไปอีก ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จนกระทั่ง…
“มานี่ เดี๋ยวถือให้”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง
ขนมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง
“นะ… นาย”
ภายใต้แสงไฟถนนสลัว ๆ ร่างสูงของธาวินยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอมากนัก มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือยื่นออกมาหาเธออย่างเรียบเฉย
“เดินถือของแบบนั้น เดี๋ยวก็สะดุดล้ม” เขาพูดสั้น ๆ
ขนมยังยืนนิ่ง เหมือนสมองกำลังประมวลผลว่าเขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
“นาย… ยังไม่กลับอีกเหรอ”
ธาวินไม่ตอบทันที เพียงเหลือบมองเข้าไปในซอยลึกที่มืดกว่าเดิม ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ซอยแบบนี้ เดินคนเดียวมันอันตราย” คำพูดนั้นทำให้ขนมรู้สึกบางอย่างอุ่นวาบขึ้นในอกอย่างบอกไม่ถูก