“ห้ามเกรงใจ”

1427 Words
“แต่ว่านะ… นาย…” ขนมยังพูดไม่ทันจบประโยคเหมือนเดิม “เดินนำไป” เขาพูดแทรกขึ้นเสียงเรียบ “พูดมาก” หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อยอย่างคนโดนดุ แต่สุดท้ายก็ยอมหมุนตัวกลับ เดินนำเข้าไปในซอยต่อ ความเงียบปกคลุมระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงฝีเท้าสองจังหวะที่เดินไปพร้อมกัน แสงไฟสลัวจากเสาไฟเก่า ๆ ทอดเงาของพวกเขายาวไปบนพื้นปูน ขนมแอบเหลือบมองเงาที่มีเขาเดินตามหลังอยู่ใกล้ ๆ ไม่รู้ทำไม… ความกลัวเมื่อครู่ถึงหายไปเกือบหมด “อีกไกลไหม” ธาวินถามขึ้นในที่สุด “ไม่ไกลแล้ว… ใกล้ถึงแล้ว” เธอตอบเบา ๆ ลมกลางคืนพัดใบไม้ให้เสียดสีกันเกิดเสียงซู่ ๆ เป็นระยะ ซอยที่เคยมืดและน่ากลัวเมื่อครู่ กลับดูสั้นลงอย่างประหลาดเมื่อมีใครอีกคนเดินมาด้วย และแล้วขนมก็หยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็กของตัวเอง “ถึงแล้ว…” เธอพูดขึ้นพร้อมหันไปบอกคนที่เดินตามหลังมา ก่อนจะยื่นมือไปเหมือนจะขอของที่เขาถืออยู่คืน ธาวินมองบ้านตรงหน้าเงียบ ๆ บ้านกึ่งไม้กึ่งสังกะสีที่ดูเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ไฟหน้าบ้านดวงเล็กส่องแสงสีเหลืองหม่น ๆ “บ้านเธอเหรอ?” เขาถาม “อะ… อืม” ขนมตอบเสียงเบาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก นี่คงเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่มีคนนอกเดินมาถึงบ้านของเธอ แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างมีนา… ก็ยังไม่เคยมาเลยด้วยซ้ำ เธอสังเกตเห็นว่าเขายังคงยืนมองสำรวจไปรอบ ๆ “นาย… มีอะไรหรือเปล่า” “อยู่กับยายสองคน?” “อืม… เราขอของเราคืนด้วย” ขนมยื่นมือไปอีกครั้ง แต่เขากลับหลบ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในรั้วบ้านราวกับตั้งใจจะไปส่งให้ถึงในมือเจ้าของบ้าน ขนมรีบเดินตามเข้าไป บ้านหลังนี้เป็นบ้านของยายเธอมาตั้งแต่ก่อนเธอจะจำความได้ เธอเติบโตที่นี่ เติบโตมากับมือเหี่ยวย่นของคนแก่คนหนึ่งที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เธอมีอนาคต ภาพในอดีตแวบเข้ามาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่ วันนั้น… เธอถูกพ่อกับแม่พามาส่งไว้ที่หน้าบ้านหลังนี้ พร้อมคำพูดที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นการฝากฝัง… หรือการทิ้งกันแน่ “แม่เอามันไปเลี้ยงแล้วกัน ฉันกับพี่ทิศจะไปทำงานที่เกาหลี” เสียงผู้เป็นแม่พูดขึ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนจะผลักไหล่เด็กหญิงตัวเล็กให้มายืนข้างยาย “ไอ้พวกนี้ จะทิ้งลูกทั้งคนแล้วหนีไปเสวยสุขกันหรือไง!” ยายตะโกนไล่หลังด้วยความโกรธ “หนีอะไรล่ะแม่ ฉันก็จะส่งเงินมาให้เหมือนเดิม ส่วนไอขนม… แม่ก็เลี้ยงมันแทนพวกหนูหน่อยแล้วกัน” แล้วหลังจากวันนั้น… เธอก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่อีกเลย เงินที่บอกว่าจะส่งมา ไม่เคยมาถึงสักบาท มีเพียงยายที่คอยเลี้ยงดูเธอด้วยแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มี แม้กระทั่งเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิต ยายก็เอามาใช้เพื่อให้เธอได้เรียนหนังสือ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ขนมต้องทำงานหนัก ต้องอดทน ต้องพยายามมากกว่าคนอื่น เพราะเธออยากตอบแทนบุญคุณของคนที่ไม่เคยทอดทิ้งเธอ “นะ… นาย” ขนมรีบเดินตามเขาเข้าไปทันที พอเปิดประตูบ้านเข้าไป ทั้งสองก็เห็นยายของเธอกำลังนอนเอนดูโทรทัศน์อยู่กลางห้อง ไฟจากจอทีวีสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของคนชรา “ยะ… ยาย” ขนมรีบแทรกตัวเข้าไปข้างหน้าเขา ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้าง ๆ แล้วจับแขนยายไว้ “ยายนอนอะไรตรงนี้ ทำไมไม่เข้าไปนอนในห้อง ยุงมันเยอะนะ” “อ้าว… มาแล้วนิ” ยายค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ขนมรีบช่วยพยุงทันที “ข้าก็รอเอ็งนั่นแหละ ดึกดื่นยังไม่ถึงบ้าน เป็นห่วง” คำพูดนั้นทำให้ขนมยิ้มบาง ๆ อย่างรู้สึกผิด “ยายนะยาย… แล้วกินอะไรหรือยัง” “กินข้าวต้มไปหน่อย รอเอ็ง” “ขนมเอาข้าวผัดมาฝาก พี่จีจี้ซื้อให้” เธอรีบยื่นกล่องให้ “โอ๊ยย ดีคัก… จีจี้นี่ใจดีจริง ๆ” ยายพูดพลางยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วชะงัก เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ไม่ไกล “เฮ้ย! เอ็งใครเนี่ย โจรหรือไง ออกไปเลยนะมึง!” เสียงยายดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ “ยะ… ยาย ไม่ใช่ ๆ” ขนมรีบโบกมือห้ามอย่างลนลาน “นี่เพื่อนขนมเอง ไม่ใช่โจร” ยายหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตามอง “เพื่อนเอ็งหรือ…” บรรยากาศในบ้านเงียบลงชั่วครู่ ธาวินยืนตัวตรงอยู่ใกล้ประตู สีหน้าสุขุมนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาที่มองไปยังหญิงชรากลับดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ “สวัสดีครับยาย… ผมมาส่งขนม” คำพูดสั้น ๆ แต่สุภาพ ทำให้ความตึงเครียดในห้องค่อย ๆ คลายลงทีละนิด ขนมลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างโล่งอก “ฮ่วย… ข้าก็นึกว่าไอ้คนขี้เหล้าที่ตามเอ็งเมื่อก่อน ตกอกตกใจหมด” ยายบ่นพลางลูบอกตัวเอง “ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ” ธาวินเอ่ยอย่างสุภาพ “เออ ๆ ช่างมันเถอะ” ยายโบกมือ ก่อนจะหันไปสนใจกล่องข้าวผัดในมือ “ยายนั่งกินก่อนนะ เดี๋ยวขนมไปส่งเพื่อนแป๊บหนึ่ง” พูดจบ เธอก็รีบลุกขึ้น ก่อนจะจับแขนเขาแล้วลากออกมานอกบ้านอย่างเกรงใจ ลมกลางคืนพัดเอากลิ่นดินชื้นโชยเข้ามา บริเวณหน้าบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังแว่วเป็นระยะ ขนมหันกลับไปหาเขา สีหน้ายังดูเกร็งนิด ๆ “ขอบคุณที่มาส่งนะ… แต่ดึกแล้ว นายกลับไปได้แล้วล่ะ” ธาวินไม่ได้ตอบทันที เพียงมองเธอนิ่ง ๆ ภายใต้แสงไฟหน้าบ้านที่สลัว เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนที่เขาจะถามขึ้นเรียบ ๆ “เธอเดินแบบนี้ทุกวัน?” คำถามนั้นทำให้ขนมชะงักไปเล็กน้อย “ก็ต้องเดินทุกวันสิ… บ้านเราอยู่นี่” ขนมตอบตรง ๆ ธาวินได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย เหมือนรับรู้บางอย่างอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ขอยืมโทรศัพท์หน่อย ลืมเอามา” ขนมถอนหายใจเบา ๆ อย่างงง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้เขา ชายหนุ่มรับไป กดหน้าจอสองสามครั้งอย่างคล่องมือ ก่อนจะยกขึ้นแนบหูเหมือนกำลังโทรหาใครสักคน ขนมยืนมองเงียบ ๆ แสงไฟสลัวหน้าบ้านทำให้เห็นเพียงเงาด้านข้างของใบหน้าคมเข้ม ไม่นานนัก เขาก็ลดโทรศัพท์ลง แล้วส่งคืนให้เธอ “เสร็จแล้ว” ขนมรับโทรศัพท์กลับมาอย่างงุนงง นิ้วเรียวยังกำมันไว้แน่นเหมือนกลัวว่าจะทำตก ธาวินมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่จริงจัง “เบอร์ล่าสุดที่โทรออก… เบอร์ฉัน” ขนมกะพริบตาถี่ ๆ เหมือนกำลังประมวลผลคำพูดนั้น “ถ้าเกิดอะไรขึ้น รีบโทรมาทันที” เขาพูดต่อ “ห้ามเกรงใจ” คำสั่งสั้น ๆ แต่หนักแน่น ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดอยู่ตรงกลางอก ทั้งแปลกใจ ทั้งไม่เข้าใจ ทั้ง… อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก “เอ่อ… อืม ขอบคุณนะ” เธอตอบเบา ๆ ธาวินพยักหน้าเล็กน้อยเหมือนหมดธุระ “กลับละ” ขนมชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเผลอพูดออกมา “อะ… อืม ให้ไปส่งไ—” “ไม่ต้อง” เขาพูดแทรกทันที “เข้าไปกินข้าวกับยายเถอะ” น้ำเสียงนิ่งเรียบเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันฟังดูนุ่มลงอย่างประหลาด ขนมเม้มปากเล็กน้อย รู้สึกเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไร “ขับรถดี ๆ นะ” เธอพูดออกมาในที่สุด ธาวินไม่ได้ตอบ เพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปตามทางเดิม เงาร่างสูงค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดของซอย ขนมยืนมองอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่ง หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD