ขนมเดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างยายที่ยังนั่งถือกล่องข้าวผัดอยู่กลางห้อง เสียงโทรทัศน์ดังคลอเบา ๆ เป็นรายการเก่าที่เปิดทิ้งไว้เหมือนเป็นเพื่อนในความเงียบของบ้าน
ยายหันมามองหลานสาวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“เอาความจริง… เพื่อนหรือแฟน”
ขนมถึงกับสะดุ้ง
“ยายยยย ถามอะไรเนี่ยย!”
“เอ้า ก็ข้าอยากรู้นี่” ยายทำเสียงเหมือนเป็นเรื่องปกติ “เอ็งมีเพื่อนผู้ชายที่ไหน วัน ๆ ก็เห็นเล่าแต่คนที่ชื่อมีนา”
ขนมเบ้ปากเล็กน้อย
“ก็คนนี้เพิ่งจะมาสนิทไง ยายไม่เข้าใจหรอก”
“ฮ้วย! เอ็งโกหกข้าไม่ได้หรอกไอขนม” ยายหัวเราะหึ ๆ อย่างรู้ทัน “ตอนสมัยข้าสาว ๆ ข้าก็พูดแบบนี้แหละ แล้วเป็นไง… กลายเป็นผัวข้าเฉยเลย”
ขนมทำหน้าเหยเกทันที
“แหวะ! จะบอกว่าตัวเองมีแฟนเพราะตัวเองสวยงั้นเถอะ”
“เอ้า! ข้านี่แหละตัวแม่เลยนะสมัยสาว ๆ” ยายเชิดคางอย่างภูมิใจ “โอ๊ย ไม่อยากจะพูด เดี๋ยวจะหาว่าเมาส์”
“โหหห… คำพูดคำจา” ขนมหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ทำไม ข้าก็ยังสาวอยู่นะ” ยายยิ้มตาหยี
“จ้าา คนสวยย… สวยที่สุดด” ขนมลากเสียงแซว ก่อนจะเอียงตัวไปซบไหล่ยายเบา ๆ
เสียงหัวเราะของทั้งสองคนดังขึ้นท่ามกลางบ้านหลังเล็กที่ดูเงียบเหงา แต่ในวินาทีนั้น… กลับอบอุ่นอย่างประหลาด
ยายถอนหายใจยาว สีหน้าดูอ่อนแรงลงเล็กน้อยหลังจากหัวเราะเมื่อครู่
“เห้ออ… ถ้าเอ็งมีคนดูแล ข้าก็หายห่วง ข้าจะได้ตายตาหลับ”
คำพูดนั้นทำให้ขนมชะงักไปทันที เธอรีบหันไปมองยายด้วยสายตาไม่พอใจปนตกใจ
“แหนะ! พูดอะไรแบบนี้อีกแล้วนะยาย”
ยายยิ้มบาง ๆ เหมือนพูดเล่น แต่แววตากลับมีความจริงจังซ่อนอยู่
“ข้าก็พูดไปงั้นแหละ… แต่เอ็งน่ะ ต้องอยู่ให้ได้นะ ถ้าข้าอยู่ไม่ทันเอ็งรับปริญญา เอ็งก็อย่าเสียใจนานรู้ไหม อย่ามานั่งร้องไห้เสียใจเพราะข้านาน ๆ ไม่งั้นข้าคงไม่อยากไปเกิด”
“ยายยย…” ขนมเสียงอ่อนลงทันที เธอขยับเข้าไปใกล้แล้วจับมือเหี่ยวย่นของยายไว้แน่น
“ยายของขนมแข็งแรงจะตาย อยู่ทันเห็นขนมรับปริญญาแน่นอน เชื่อสิ”
ยายหัวเราะแผ่ว ๆ แต่เสียงนั้นแฝงความเหนื่อยล้า
“เห้อ… ขอโทษนะลูกเอ๊ย เอ็งต้องมาลำบากเพราะข้าแท้ ๆ”
ขนมส่ายหน้าทันที ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่ลำบากเลยยาย …”
ขนมพูดเสียงแผ่ว แต่ชัดเจน เธอกุมมือยายไว้แน่นราวกับอยากให้ความรู้สึกทั้งหมดส่งผ่านไปถึง
“ขนมดีใจมากที่ได้อยู่กับยายต่างหาก ลำบากอะไร… ขนมไม่ลำบากเลย ยายเลี้ยงขนมมาดีมาก ๆ ไม่มีมื้อไหนที่ขนมอดเลย นอนก็ได้นอนเต็มอิ่มทุกคืน”
ดวงตาของเธอเริ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังฝืนยิ้ม
ภาพความทรงจำในวัยเด็กผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน จานข้าวง่าย ๆ ที่ยายแบ่งให้เสมอ ผ้าห่มผืนเก่าที่คอยห่มให้ทุกคืน เสียงบ่น เสียงดุ และเสียงหัวเราะที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ
“ที่ขนมเป็นแบบนี้ได้… ก็เพราะยายทั้งนั้น”
คำพูดนั้นทำให้หญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่ง มือเหี่ยวย่นลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“ไอเด็กคนนี้…” ยายพึมพำเสียงสั่น
“โตแล้วจริง ๆ เนอะ”
ขนมยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะขยับเข้าไปกอดยายแน่นกว่าเดิม
.
.
วันต่อมา…
กลิ่นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ตามทางเดินสีขาวสะอาดของแผนกศัลยกรรมหัวใจ เสียงล้อเตียงผู้ป่วยครูดไปตามพื้นดังเป็นระยะ บรรยากาศเช้าในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความเร่งรีบแต่เป็นระบบ
ร่างสูงของธาวินในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง สีหน้าสงบนิ่งเหมือนทุกวัน ดวงตาคมเข้มกวาดมองเอกสารในมืออย่างตั้งใจ
“คุณหมอคะ วันนี้มีราวน์วอร์ดนะคะ” เสียงพยาบาลเอ่ยเตือนทันทีที่เห็นเขา
“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ โดยแทบไม่เงยหน้าขึ้น
จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปในห้องทำงาน กลิ่นสะอาดของแอลกอฮอล์และเอกสารทางการแพทย์ที่วางเป็นระเบียบทำให้บรรยากาศดูเคร่งขรึมตามแบบฉบับของเขา
ธาวินเดินไปทรุดตัวนั่งที่เก้าอี้ประจำโต๊ะ ก่อนจะกดหัวขวดแอลกอฮอล์ลงบนฝ่ามือ ถูไปมาช้า ๆ อย่างเคยชิน จากนั้นจึงเลื่อนเมาส์ เปิดดูผลตรวจและรายงานอาการของคนไข้ทีละราย
สายตาคมไล่อ่านตัวเลขและกราฟบนหน้าจออย่างละเอียด สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความตั้งใจสูง ทุกการตัดสินใจของเขามีความหมายต่อชีวิตของใครบางคนเสมอ
เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบา ๆ คลออยู่ในห้อง
โลกของธาวินในเวลานี้มีเพียงข้อมูลการรักษา
อาการผู้ป่วย
และตารางผ่าตัดที่แน่นขนัด
ทว่าในจังหวะที่มือกำลังเลื่อนเมาส์หยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ภาพเมื่อคืนก็แวบเข้ามาอีกครั้ง หญิงสาวตัวเล็กในซอยมืด รอยยิ้มเกร็ง ๆ บนเวที และน้ำเสียงที่พยายามทำให้ตัวเองดูเข้มแข็ง เขาหลับตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาโฟกัสหน้าจอตรงหน้า
ช่วงสายหลังแปดโมงเช้า…
เมื่อผู้ป่วยส่วนใหญ่รับประทานอาหารมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย บรรยากาศในวอร์ดศัลยกรรมหัวใจก็เริ่มคึกคักขึ้นเล็กน้อย เสียงพยาบาลพูดคุยรายงานอาการ เสียงเครื่องมอนิเตอร์เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และแสงแดดอ่อน ๆ จากหน้าต่างยาวส่องเข้ามาทำให้ห้องดูสว่างขึ้น
ธาวินลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เก็บแฟ้มคนไข้ไว้ในมือ ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยท่าทางสุขุมมั่นคง
ทีมแพทย์และพยาบาลที่รออยู่หน้าวอร์ดรีบขยับตัวตามเมื่อเห็นเขาออกมา
การเดินวอร์ดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ
เขาหยุดที่เตียงแรก ตรวจดูสัญญาณชีพ ถามอาการด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน ก่อนจะให้คำแนะนำสั้น ๆ กับพยาบาลเรื่องการปรับยา
จากเตียงหนึ่งไปอีกเตียงหนึ่ง ฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอเหมือนนาฬิกา เมื่อถึงเตียงสุดท้ายและตรวจอาการเรียบร้อย ธาวินก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ตอนเย็นผมไม่อยู่นะครับ ยังไงคุณพยาบาลช่วยเดินตรวจแทนผมที” เขาพูดพลางก้มลงจดบันทึกอาการลงในเอกสารอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ
“ได้ค่ะคุณหมอ” พยาบาลตอบรับทันที
“ขอบคุณครับ”
เขาส่งแฟ้มคืนให้ ก่อนจะแยกตัวเดินออกจากวอร์ดกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
ปัง!
เสียงประตูปิดดังขึ้นเมื่อเขาเข้ามาในห้องส่วนตัว ความวุ่นวายของวอร์ดถูกทิ้งไว้ด้านนอก เหลือเพียงความเงียบและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานสม่ำเสมอ
ธาวินเดินไปที่มุมเล็ก ๆ ของห้อง หยิบแก้วขึ้นมาชงกาแฟร้อน กลิ่นเข้มข้นลอยขึ้นแตะปลายจมูก เขายกมันขึ้นจิบช้า ๆ ราวกับต้องการเรียกสติให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
จากนั้นก็เดินไปยืนพิงขอบโต๊ะทำงาน สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นวิวอาคารสูงเรียงราย
ในหัวมีทั้งตารางผ่าตัด
รายชื่อคนไข้
และเรื่องที่ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในความคิดของเขาเลย
หญิงสาวตัวเล็กในซอยมืดเมื่อคืน…
เขาถอนหายใจแผ่ว ๆ ก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่มอีกครั้ง
ทว่า…
เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
ธาวินล้วงมันออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ ก่อนจะเห็นชื่อที่เด้งขึ้นบนหน้าจอ “หมี” เพื่อนสนิทของเขา เจ้าของร้านรถบิ๊กไบค์ที่เขามักเอารถไปแต่งและเช็กสภาพอยู่เป็นประจำ
เขากดรับสายทันที
“อืม” เสียงทุ้มเรียบนิ่งตอบลงไป
“ไอวิน เสาร์นี้มึงลงแข่งไหมวะ” เสียงปลายสายถามมาอย่างคึกคัก
“แข่งไร”
“เอ้า ก็แข่งเปิดสนามของกูไง!”
ธาวินเงียบไปนิดเหมือนกำลังนึก
“อ๋อ…”
“อ๋อเหี้ยอะไรล่ะ สรุปลงไม่ลง” หมีบ่นเสียงดัง “สรุปจะลงแข่งไหม ถ้ามึงลงแข่ง รอบนี้มีข้อบังคับนะเว้ย”
ธาวินยกคิ้วเล็กน้อย
“ข้อบังคับอะไรของมึง”
ปลายสายหัวเราะหึ
“ต้องมีพริตตี้ประจำรถ”
คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งไปชั่วครู่ ภาพหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนกอดกล่องข้าวอยู่หน้าบ้านเมื่อคืน…
แวบเข้ามาในความคิดทันทีโดยไม่ตั้งใจ
“…”
“เงียบทำไมวะ หรือมีในใจแล้ว” หมีแซวทันที
ธาวินยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“เดี๋ยวคิดดูก่อน”