หลังจากนั้นไม่กี่วันทั้งผึ้งและสองแฝดก็ได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน ทันทีที่กลับถึงบ้านอิ่มและเอมก็พากันออกมาต้อนรับคุณหนูน้อยกันพร้อมหน้าในห้องรับรอง
“คุณผึ้ง เป็นยังไงบ้างคะ ป้าห่วงแทบแย่” ป้าเอมพูดพลางยกน้ำแอปเปิลมาให้เหมือนเคย
“สบายดีค่ะป้าเอม แต่ยังเจ็บแผลอยู่นิดหน่อย” ผึ้งพูดอย่างไม่สบตาคนตรงหน้า เพราะกำลังมีความสุขกับการได้เชยชมลูกแฝด
“ขอป้าดูคุณหนูได้ไหมคะ อยากรู้ว่าจะเหมือนคุณแทนหรือคุณเจส” ป้าเอมพูดอย่างไม่รู้เรื่องราว เพราะเท่าที่รู้คือแทนไทและเจสซี่ตกลงกันว่าจะมีลูกด้วยการอุ้มบุญ แต่หารู้ไม่ว่าผึ้งต่างหากที่เป็นเจ้าของไข่และเป็นแม่ที่แท้จริงของสองแฝด แต่ทว่าคำพูดนั้นทำเอาทั้งแทนไทและผึ้งชะงักนิ่ง
แทนไทหันมามองหน้าผึ้งก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่างและพูดขึ้นว่า “อิ่ม พาคุณผึ้งกับคุณหนูไปพักผ่อนก่อน ฉันมีเรื่องจะคุยกับป้าเอม”
คนถูกบอกให้อยู่คุยกับเจ้านายรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิด เพียงแค่ขอดูหน้าคุณหนูที่เธอช่วยฟูมฟักมาตั้งแต่ในครรภ์เท่านั้นเอง หรือจะหวงลูกมาก
“ป้าเอมครับ” แทนไทพูดเสียงปกติใบหน้าเรียบนิ่ง
“ค...ค่ะ คุณแทน”
“ผมมีเรื่องจะขอร้องครับ... อย่าพูดถึงเจสซี่อีก ผมและผึ้ง รวมถึงคุณหนูของป้าไม่มีใครต้องการได้ยินชื่อนี้อีก”
“แต่ว่าคุณหนูเป็นลูกคุณเจสไม่ใช่เหรอคะ คุณผึ้งเธอแค่อุ้มท้องให้ก็เท่านั้น”
“ไม่ครับ ผมว่าป้าก็น่าจะรู้ว่าผมกับผึ้งใช่ว่าเราจะไม่เคยร่วมเตียงกัน เพราะฉะนั้นคุณหนูของป้าคือลูกผมกับผึ้ง เจสซี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ถ้าป้าไม่เชื่อก็ลองมองหน้าน้องวาเลนกับน้องไทน์ดู แล้วจะรู้ว่าหน้าเหมือนใคร”
“จริงเหรอคะเนี่ย ป้าก็เข้าใจแบบนั้นมาตลอด ฝากขอโทษคุณผึ้งเธอด้วยนะคะ ป่านนี้เธอคงโกรธป้าแย่แล้ว” ป้าเอมทำหน้างอง้ำ เมื่อรู้ตัวว่าเข้าใจทุกอย่างผิดไปเสียหมด ที่แท้คนที่เป็นเมียเจ้านายจริง ๆ คือผึ้ง มิน่าล่ะ หลายเดือนมานี้เจสซี่ไม่โผล่มาเลย ซึ่งป้าเอมนั้นพอใจมากที่เป็นแบบนี้เสียได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรไม่เคยชอบนิสัยใจคอของเจสซี่เลย ทั้งดุร้ายและไร้เหตุผลสิ้นดี
เมื่อจัดการธุระกับแม่บ้านคนสนิทเรียบร้อยดีแล้ว แทนไทก็ขอตัวขึ้นไปหาลูกเมียบ้าง เพราะมีเรื่องที่อยากจะพูดกับผึ้งอยู่เหมือนกัน
ทันทีที่เปิดประตูห้องนอนเข้าไป ก็เห็นว่าอิ่มนั่งอยู่กับพื้นชะเง้อคอมองลูก ๆ ของเขาที่กำลังอยู่ในอ้อมอกของผึ้ง เมื่ออิ่มหันมาเห็นผู้เป็นนายก็รีบลุกออกจากห้องไปทันที
“ไหน กินเก่งกันจังเลย แบบนี้แม่ผึ้งก็ผอมแย่สิ” แทนไทแกล้งกระเซ้าแหย่เพื่อดูอารมณ์แม่ลูกอ่อน
“ไม่หรอกน่า ลูกตัวแค่นี้เอง ถึงจะสองคนก็เถอะ แทนก็ต้องบำรุงผึ้งให้มาก ๆ นะ นี่รู้ไหมว่ากว่าน้ำนมจะเยอะขนาดนี้แม่ผึ้งต้องทำแกงมาให้กินตั้งหลายหม้อ” เธอว่าพลางขยับตัวจะเอนหลังกับพนักเตียงเพื่อที่ได้ให้นมได้ถนัด ๆ โดยมีแทนไทช่วยจัดแจงหมอนให้
“แกงอะไร”
“แกงเลียงน่ะสิ เรียกน้ำนมดีนักแหละ วานแทนช่วยบอกป้าเอมทีนะว่าทำให้ที วันเว้นวันเลยก็ได้”
แทนไทมองภรรยาและลูกทั้งสองด้วยสายตาที่แสนรักแสนห่วงหวง ทั้งชีวิตเขาไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้เลย จนกระทั่งได้มาเห็นภาพนี้จริง ๆ
“ผึ้ง...”
“หืม ว่าไง”
“อาทิตย์หน้าจะมีการเปิดพินัยกรรมพ่อแทน เจสซี่จะต้องมาที่นี่...” แทนไทหยั่งเชิงเป็นครั้งที่สองเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ
“อ๋อ ได้สิ ว่าแต่เกี่ยวอะไรกับคุณเจสล่ะ” ผึ้งเอียงคอสงสัย เพราะเท่าที่รู้เจสซี่คือคนรักเก่าของแทนไทเท่านั้น
“คือว่าเจสซี่เป็นลูกบุญธรรมของพ่อแทนน่ะ” แล้วแทนไทก็เล่าความเป็นมาของเจสซี่ให้ผึ้งฟังทั้งหมดโดยไม่ปิดบังอะไรสักอย่าง
“อย่างนี้นี่เอง ผึ้งโอเคค่ะ ถ้าคุณเจสจะต้องมา แต่อย่ามายุ่งกับลูกเราก็พอ ผึ้งไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ผึ้งตกเลือดจนเกือบต้องเสียไทน์ไป แต่ผึ้งก็ไม่มีศัตรูที่ไหนนอกจากคุณเจส ถึงผึ้งจะไม่มีหลักฐานอะไรก็ตาม ผึ้งก็เชื่อแบบนั้น แต่ผึ้งอภัยไปหมดแล้วแหละ ไม่อยากเก็บมาคิดเวลาเลี้ยงเจ้าสองแฝด”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแทนไทก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เขาช่างโชคดีที่ได้เธอมาเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลเหลือเกิน ไม่อยากจะคิดว่าหากเขาได้เจสซี่มาเป็นคู่ครอง เป็นแม่ของลูก เขาจะต้องตามล้างตามเช็ดวีรกรรมของเจ้าหล่อนอีกเท่าไร
“อิจฉาลูกจัง...” อยู่ ๆ แทนไทที่นอนตะแคงชันหัวขึ้นก็พูดเปรยขึ้นมาด้วยแววตาแพรวพราว
“อิจฉาอะไร”
“ก็อิจฉาที่...” พูดพลางทำหน้าทำตาเจ้าเล่ห์พร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัยชวนให้คิดไปไกล
“ผัวะ !” เสียงฝ่ามือตีเข้าที่ต้นแขนดังผัวะนั้น ทำเอาแฝดคนน้องอย่างวาเลนตกใจร้องไห้จ้า ในขณะที่แฝดพี่อย่างไทน์กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็พาลร้องไห้ไปตาม ๆ กัน ทำเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่วิ่งเต้นหาวิธีทำให้ลูกหยุดร้องเสียนาน
“เฮ้อ กว่าจะสงบลงได้ ตัวแค่นี้แผลงฤทธิ์กับพ่อแม่แล้วเหรอเนี่ย” แทนไทยืนหอบพลางมองไปที่เปลเด็กสองเปลติดกันด้วยอาการเหนื่อยอ่อน
“เราคงต้องปรับตัวใหม่เลยล่ะ” ผึ้งพูดบ้าง พลางเข้ามากอดและซุกหน้าลงกับอกหนาของสามีอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำสักเท่าไร
วันเปิดพินัยกรรม
เช้าวันนี้แทนไท พร้อมกับผึ้งและสองแฝดลงมานั่งรอทนายประจำตระกูลและเจสซี่ก่อนเวลา 1 ชม. เพื่อจะได้ไม่ฉุกละหุกมากนัก ไม่นานรถแทกซี่คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าบ้าน อิ่มวิ่งออกไปเกาะประตูดูก็พบว่าเป็นเจสซี่ จึงวิ่งกลับมาบอกคนเป็นนาย
“คุณเจสค่ะ คุณเจสมา” ไม่มีใครตื่นเต้นอะไร แทนไทและผึ้งอุ้มสองแฝดไว้คนละคนพลางหยอกล้อกันไปมา โดยมีป้าเอมคอยนั่งมองด้วยความเอ็นดูคุณหนูอยู่ใกล้ ๆ
“สวัสดี” ร่างสูงบางที่เคยสวยสด กลับกลายเป็นคนผอมแห้ง ผิวดำคล้ำ ไร้สง่าราศี แต่ทว่าการแต่งตัวยังคงเหมือนเดิม การวางตัวก็เช่นกัน
“นั่งก่อนสิ อีกสักพักกว่าทนายจะมา” แทนไทกล่าวเชื้อเชิญตามมารยาท โดยไม่รู้เลยว่าเจสซี่จ้องมาที่ลูกแฝดของเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“มีอะไรเหรอ” แทนไทเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าผึ้งชะงักนิ่งและมองตรงไปยังเจสซี่ และเห็นว่าเจสซี่กำลังมองลูกแฝดอยู่
“เปล่า ลูกแฝดเหรอ น่ารักดีนะ” ถึงแม้วาจาจะกล่าวชม แต่ทุกคนรู้ดีว่าในใจไม่ได้กล่าวชมเลยสักนิด
“ใช่” แทนไทตอบเพียงแค่นั้นก็หันไปเล่นกับลูกต่อ ทำเอาเจสซี่ตัวแข็งด้วยความโกรธ นี่เขาลืมเธอง่ายดายขนาดนี้เลยเหรอ แค่เพียงเพราะมีเด็กสองคนนั่นเกิดมา ทำเธอกลายเป็นคนนอกของบ้านนี้ไปเลยหรืออย่างไร
“เร่งทนายให้ทีสิ ฉันอยากกลับแล้ว”
“ผมว่าคุณยังไม่อยากกลับหรอก คุณยังอยากรู้ว่าพ่อผมจะแบ่งอะไรให้บ้าง นิสัยคุณผมรู้ดี แต่ก็เอาเถอะผมจะเร่งทนายให้” พูดพลางต่อสายถึงทนาย และได้รับแจ้งว่าอีกไม่เกินสิบนาทีจะมาถึง
เมื่อทนายมาถึงก็ได้เริ่มอ่านพินัยกรรมทันทีอย่างไม่รีรอ
“ทรัพย์สินดังจะกล่าวต่อไปนี้ให้ตกแก่ นายแทนไท ศิระหิรัญ อันได้แก่ หุ้นส่วน 70% ของบริษัท DDD บ้าน ที่ดิน เงินสด 200 ล้านบาท ทองคำหนัก 50 บาท รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท” แทนไทนั่งยิ้มอย่างพอใจในพินัยกรรมของพ่ออย่างมาก แต่เจสซี่กลับนั่งหน้าซีด เพราะที่กล่าวมาไม่มีเป็นของเธอสักชิ้น
“ในส่วนของคอนโดมิเนียมย่านสาทร รถยนต์ 4 คัน อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด รวมถึงเครื่องประดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพชร พลอย อัญมณีแก้วแหวนเงินทองของตระกูล รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ให้ตกแก่คู่สมรสของนายแทนไท ศิระหิรัญ” มาถึงตอนนี้ผึ้งถึงกับสะดุ้งเพราะคิดว่าตนคงไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดพินัยกรรมครั้งนี้ แต่เธอกลับได้ทรัพย์สินมีค่ามหาศาลอย่างไม่รู้ตัว
“อะไรกัน นี่คุณพ่อไม่คิดจะทิ้งอะไรไว้ให้ฉันเลยหรือไง คอนโดนั่นฉันก็อยู่มาตั้งนาน คุณพ่อทำแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ ไร้สาระสิ้นดี พินัยกรรมงี่เง่า คนเขียนก็งี่เง่า !”
เจสซี่ตะโกนลั่นบ้าน จนผึ้งเกรงว่าลูกแฝดจะตกใจอีก จึงบอกให้อิ่มและป้าเอมพาลูก ๆ ขึ้นไปห้องนอนก่อน
“ผมว่าที่คุณพ่อทำแบบนี้ก็ถูกแล้วนะ เพราะท่านระบุไว้ว่าคู่สมรส ไม่ใช่คู่นอน ผมขอคุณจดทะเบียนด้วยไม่รู้กี่ครั้ง คุณปฏิเสธมาตลอดเพราะรักชีวิตอิสระ นี่ไงชีวิตอิสระของคุณใช้ให้เต็มที่สิ” พูดไม่ทันจบ เจสซี่ก็ตรงเข้ามาตบแทนไทจนหน้าหัน ทำเอาผึ้งถึงกับนั่งไม่ติด ลุกขึ้นตอบโต้ด้วยการตบกลับอย่างทันควัน
“อีผึ้ง !!”
“สงบสติอารมณ์สักที ที่นี่ไม่ใช่บ้านคุณอีกต่อไปแล้วนะคะ คุณควรรอฟังจนจบ ก่อนจะกล่าวหาคุณพ่อของแทน อย่าทำตัวไร้มารยาทไปมากกว่านี้เลยค่ะ และนี่สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน ไม่ใช่คนของคุณ ที่คุณจะทำอะไรก็ได้ อย่าข้ามเส้นกันสิคะ” ผึ้งพูดด้วยความนิ่งและหนักแน่น แต่กรีดลึกในหัวใจคนฟัง
“เชิญคุณทนายว่าต่อเลยครับ”
“ส่วนสุดท้ายของพินัยกรรมระบุไว้ว่า สำหรับคุณเจสสิก้า เอมานูเอล หากจดทะเบียนสมรสกับนายแทนไท ศิระหิรัญ ก็ให้ได้ทรัพย์สินตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่หากไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือจดทะเบียนหลังการเปิดพินัยกรรม ก็ให้ได้เพียง เงินสด 15 ล้านบาท และทรัพย์สินในส่วนของคู่สมรสนายแทนไท ศิระหิรัญ หากยังไม่มีคู่สมรสก็ให้นายแทนไท ศิระหิรัญ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลจนกว่าจะมีคู่สมรส”
สิ้นเสียงอ่านพินัยกรรม เจสซี่ก็กรีดร้องคร่ำครวญอย่างหนักจนทนายต้องขอตัวกลับก่อน
“ผมจะโอนเงินส่วนของคุณให้ภายในพรุ่งนี้ และอีกสามวันผมจะเข้าไปดูความเรียบร้อยที่คอนโด รบกวนคุณย้ายออกให้เร็วที่สุดด้วย เพราะที่นั่นไม่ใช่ของคุณแล้ว แต่เป็นของภรรยาผม” พูดจบแทนไทก็ประคองผึ้งออกจากบริเวณนั้น ไปยังห้องนอน โดยไม่สนใจว่าเจสซี่จะกรีดร้องสักเพียงใด
“กูสู้อุตส่าห์ทนอยู่ได้เป็นปี ๆ หวังจะได้เป็นเจ้าของบ้านนี้ หวังจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ แต่มาวันนี้กูไม่เหลืออะไรสักอย่าง ให้มาได้เงินแค่กำมือเดียว ถ้ากูจะไม่เหลืออะไร พวกมึงก็ต้องไม่เหลือ ที่นี่บ้านกู สมบัติของกู !!!!”
เจสซี่วิ่งถลาไปยังหลังบ้านหยิบเอาของเหลวบางอย่างที่วางประจำอยู่กับที่ถือกลับเข้ามาและราดไปทั่วทั้งบ้าน ก่อนจะเดินออกมาหน้าบ้าน มองความโอ่อ่าของที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย ทุกสิ่งและทุกคนที่นี่จะต้องมอดไหม้ไปพร้อม ๆ กัน
เสียงไฟแช็กจุดติดดังพรึบ ก่อนที่มือเรียวยาวจะโยนไฟแช็กเข้าไปสู่ตัวบ้าน ด้วยสายตาอำมหิตเลือดเย็น