แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า ปลุกให้ผึ้งตื่น สิ่งแรกหลังจากตื่นนอนคือมองหาลูก ๆ แต่ทว่า… ลูกทั้งสองคนของเธอหายไปจากเปลนอน
เธอสะบัดผ้าห่มออกและรีบลุกขึ้นจากเตียง พลางโทษตัวเองว่าหลับไม่รู้เรื่องทำให้ลูกหายไปถึงสองคน สองเท้าพาร่างสาววิ่งลงบันได ไปตามห้องต่าง ๆ ของบ้าน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา ร่างเล็กทรุดลงนั่งกับพื้นหญ้าหน้าบ้านด้วยจิตใจที่สับสนมึนงง และกลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นอีก สมองก็พยายามคิดว่าลูก ๆ จะไปอยู่ที่ไหนได้บ้าง ในระหว่างนั้นเพียงอึดใจเดียวก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น ผึ้งคิดว่าหากหูเธอไม่ฝาดไป เธอว่าเธอได้ยินเสียงหัวเราะของลูก ๆ ดังมาจากแถวนี้ ผึ้งเดินตามเสียงไปเงียบ ๆ พยายามมองหาสิ่งผิดปกติรอบตัวที่อาจเป็นสัญญาณอันตรายแต่ก็ไม่พบ เมื่อเดินมาถึงจุดเลี้ยวไปสวนดอกไม้ที่เธอเคยปลูกเอาไว้ข้างตัวบ้าน ก็ทำเอาเธอแปลกใจกับภาพตรงหน้า
ผู้ใหญ่สามคนกับเด็กน้อย 2 คน นั่งบนเสื่อผืนใหญ่ มีกองของเล่นมากมายรายล้อม แทนไท พร้อมทั้งป้าเอมและอิ่ม กำลังเล่นหยอกล้ออยู่กับคุณหนูของบ้าน แต่ท่าทีของผู้ใหญ่ทั้งสามนั้น ราวกับกำลังต้องการส่งเสียงให้เบาที่สุด ต่างจากคุณหนูทั้งสองที่หัวเราะเสียงดังชอบใจ เมื่อคนเป็นพ่อเล่นปิดตาจ๊ะเอ๋
“ทำอะไรกันคะ…” ผึ้งเดินเข้าไปหาพลางนั่งลงข้างแทนไท
“ตื่นแล้วหรอ ผมทำคุณตื่นหรือเปล่า” แทนไทเอ่ยถาม
“เปล่าหรอกค่ะ คุณน่าจะปลุกผึ้งซะมากกว่า พาลูกออกมาไม่บอก ผึ้งตกใจแทบแย่” สองมือเอื้อมไปรับเจ้าตัวน้อยที่ส่งเสียงอ้อแอ้เรียกคนเป็นแม่ พร้อมชูมือให้เธออุ้ม
“คุณแทนเห็นคุณผึ้งกำลังหลับเลยไม่อยากปลุกน่ะค่ะ อยากให้คุณพักผ่อนให้เต็มที่” ป้าเอมเสริมทัพก่อนที่ผึ้งจะเข้าใจผิดไป
“คุณตื่นแล้ว ไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวเราจะพาเด็ก ๆ ออกไปเล่นที่สวนสาธารณะกันสักหน่อย”
ผึ้งพยักหน้ารับก่อนจะส่งลูกให้อิ่ม ส่วนเจ้าตัวก็ผละไปเตรียมตัวและเตรียมของใช้สำหรับเด็ก ๆ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าวันนี้อาจไม่ใช่วันที่ดี…
รถยนต์คันหรูจอดเทียบในช่องจอดรถ ก่อนที่แทนไทจะลงจากรถมาเปิดประตูเบาะหลังเพื่ออุ้มสองแฝดออกจากคาร์ซีท ปล่อยให้ผึ้งถือเพียงตะกร้าสิ่งของใบเล็กเท่านั้น
ผึ้งมองภาพแทนไทอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ชายร่างสูงเดินอุ้มเด็กน้อยสองคนไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง ผึ้งเดินตามมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่จึงวางตะกร้าลงพร้อมกับรับสองแฝดมาอุ้มไว้ ส่วนแทนไทจัดการปูเสื่อและจัดการความเรียบร้อย ผึ้งจึงพาเด็ก ๆ นั่งลงบนเสื่อที่แทนไทปูให้
เสียงหัวเราะจากผู้เป็นพ่อและลูก ๆ ดังเคล้ากันอย่างมีความสุข เธอแทบไม่เคยเห็นภาพแบบนี้เลย เพราะที่ผ่านมาแทนไทโหมงานหนักมาตลอด มีแต่เธอ ป้าเอมและอิ่มเท่านั้นที่คอยดูแลและเป็นเพื่อนเล่นให้กับสองแฝด แต่ถึงอย่างนั้นแทนไทก็แสดงออกชัดเจนเสมอมาว่าเขารักเธอและลูกแค่ไหน เพียงแค่ไม่ได้อยู่ด้วยในช่วงเวลาต่าง ๆ เท่านั้น รวมถึงสองแฝดก็ยังคงคุ้นเคยกับพ่อของตนเป็นอย่างดี ไม่มีท่าทีห่างเหินแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่มีใครสนใจ เพราะสิ่งที่ดึงความสนใจของทั้งคู่ไว้คือความสดใสของเด็กน้อยทั้งสองคน แต่แล้วเหมือนความสุขจะผ่านไปไวเหลือเกิน และอาจหมดลงแล้วก็เป็นได้…
“คุณครับ คุณเป็นเจ้าของรถทะเบียน กถ 12*** หรือเปล่าครับ” ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเหมือน รปภ. ของสวนสาธารณะวิ่งกระหืดกระหอบมาขัดจังหวะความสุข
“อ่าใช่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” แทนไทตอบรับพลางหันมามองผึ้งด้วยความประหลาดใจ
“พอดีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน่ะครับ รถของคุณได้รับความเสียหายทางคู่กรณีเลยต้องการจะพูดคุยกับคุณเรื่องค่าเสียหายครับ”
“บอกเขาไปเถอะครับว่าไม่เป็นอะไร ให้เขาไปได้เลย เดี๋ยวผมให้คนเอารถคันใหม่มารับ” แทนไทตัดบทเพราะไม่อยากให้อะไรมาขัดจังหวะครอบครัวของเขา
“คุณไปดูสักหน่อยเถอะครับ คู่กรณีต้องการคุยกับคุณจริง ๆ อีกอย่างถ้าคุณไม่ไปที่เกิดเหตุผมจะโดนว่าเอาได้นะครับ” รปภ.คะยั้นคะยอให้แทนไทตามตนไป เพื่อดูความเสียหายที่เกิดขึ้น
“งั้นคุณรอผมอยู่ที่นี่นะ ผมจะรีบกลับมา” แทนไทลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อวาเลนเห็นคนเป็นพ่อลุกขึ้นก็ร้องไห้จ้า พร้อมชูมือไขว่คว้าเป็นสัญญาณให้อุ้ม แทนไทไม่มีทางเลือกจึงต้องอุ้มแฝดน้องไปด้วย
ผึ้งมองตามสามีและลูกสาวจนลับตาด้วยความเป็นห่วง จึงหันกลับมาหาแฝดพี่ที่ติดแม่ยิ่งกว่าอะไร วาเลนมักติดพ่อมากกว่าแม่ ส่วนไทน์นั้นติดแม่มากกว่าพ่อ เป็นธรรมดาของลูกสาวลูกชาย
ด้วยความซนของเด็กชายตัวน้อย ไทน์คว้าบอลลูกโปรดและขว้างออกไปด้านหลังมารดา ซึ่งมีบ่อน้ำอยู่ ผึ้งเกรงว่าหากปล่อยให้บอลกลิ้งตกน้ำไป ลูกชายตัวแสบคงร้องไม่หยุดแน่ จึงหันมองรอบตัวเมื่อเห็นว่าไม่มีใครหรือสิ่งใดที่ผิดปกติ จึงรีบลุกไปเก็บบอลที่กลิ้งไม่หยุด ราวกับวิ่งไล่จับเพราะกว่าที่จะเก็บบอลได้ ผึ้งต้องวิ่งไล่กวดบอลลูกนั้นอยู่พักหนึ่ง ผึ้งถอนหายใจเฮือกหนึ่งด้วยความโล่งอกเมื่อได้บอลมาอยู่ในมือแล้ว
แต่เมื่อหันกลับมาหาลูกชาย บอลในมือกลับร่วงลงพื้นไปอย่างเดิม ร่างน้อยของเด็กชายหายไปจากที่นั่ง ผึ้งรีบวิ่งกลับมาที่เสื่อที่ปูไว้ พลางวิ่งไปมารอบ ๆ เพื่อหาร่องรอยของลูก แต่ก็ไม่มี เธอเริ่มสติแตกและโทษตัวเองซ้ำ ๆ ว่าทำไมถึงห่วงบอลลูกนั้นมากกว่าลูกตัวเอง ผึ้งวิ่งไปรอบ ๆ ถามคนนั้นที คนนี้ทีว่าเห็นลูกของเธอบ้างหรือไม่ แต่ทุกคนต่างก็ให้คำตอบเดียวกันคือไม่มีใครเห็นเลย
ในระหว่างที่เธอกำลังหัวหมุนและสติแตกอยู่นั้น เธอก็เหลือบไปเห็นชายในชุดดำสองคนที่เดินตามผู้หญิงร่างสูงในชุดคลุมคนหนึ่งอยู่ไกล ๆ หญิงในชุดคลุมนั้นกำลังอุ้มบางอย่างในห่อผ้าสีเหลืองอยู่ สองเท้าไวเท่าความคิดผึ้งวิ่งตามหญิงคนนั้นไป ซึ่งดูเหมือนว่าหญิงคนนั้นกำลังเดินนำชายชุดดำไปทางด้านหลังสวนสาธารณะซึ่งเป็นมุมอับ
ต่อให้มันจะอันตรายเธอก็ต้องไปรับลูกกลับมาสู่อ้อมกอดเธอให้ได้
ผึ้งวิ่งตามมาจนสุดทางก็พบกับทางออกด้านหลังที่ทั้งเปลี่ยวและน่ากลัวว่าจะมีโจรผู้ร้าย แต่หญิงในชุดคลุมหายไปแล้ว ผึ้งสับสนเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอและลูกกันแน่ ไม่ทันได้คิดอะไรต่อเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง พร้อมกลิ่นอับ ๆ หืน ๆ ยากจะอธิบายได้ว่าคล้ายกลิ่นอะไร ผึ้งหันไปตามเสียงก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นจนล้มลงไปกับพื้น