Ep. 6 แค่คนที่ถูกเช่า

1988 Words
ร้านกาแฟภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “แล้วแกจะทำไงวะ ดันไปพูดกับเจสซะขนาดนั้น” นพ.พัทธนันท์เอ่ยถามเพื่อนยาก พลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากเพื่อนที่มาปรับทุกข์ให้ฟัง “ก็ใช้ไข่คนอื่นไง แกคิดดูนะไอหมอ ถ้าเกิดว่าฉันใช้ไข่เจสซี่ แล้วลูกเกิดมานิสัยแบบนั้น ฉันทำใจยากว่ะถ้าต้องมาตามล้างตามเช็ดทั้งแม่ทั้งลูก อีกอย่างฉันไม่อยากบังคับใครด้วย ไม่ก็คือไม่ ฉันอ้อนวอนหลายต่อหลายครั้งแล้ว” แววตามุ่งมั่นเอาจริงของแทนไทเปล่งประกายวาบขึ้นมาอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้นวะ ปกติแกง้อเจสตลอด เจสอยากได้อะไรแกก็สรรหามาให้ทุกครั้ง มีอะไรที่ฉันไม่รู้หรือเปล่าวะ” นพ.พัทธนันท์หรี่ตามองฝ่ายตรงข้ามอย่างจับผิด “อะไรของแกวะ ฉันก็แค่เหนื่อยกับพฤติกรรมของเจส ฉันตามโอ๋ตามเอาใจมามากแล้ว” “เออ ๆ แล้วจะใช้ไข่ใคร มีคนบริจาคให้แล้วหรือยัง ถ้ายังก็คงต้องรอให้มีคนบริจาคเข้ามาก่อน ถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปได้” “จริง ๆ เรื่องนี้ฉันหาได้ไม่ยาก ก็แม่อุ้มบุญที่ฉันจ้างมานั่นแหละ เธอบอกว่าเธอจะให้ไข่กับฉัน” “ห๊ะ ?! นี่ แล้วแกไม่คิดบ้างหรอวะว่าถ้าเกิดแม่นั่นไม่ยอมให้ลูกกับแก แกจะทำไงในเมื่อทำแบบนี้ก็เท่ากับเขาจะเป็นแม่แท้ ๆ ของลูกแกเลยนะเป็นทั้งเจ้าของไข่ และเป็นคนคลอด” นพ.พัทธนันท์แสดงสีหน้ากังวล เพราะกรณีแม่อุ้มบุญไม่ยอมส่งมอบเด็กหลังคลอดคืนให้แก่พ่อแม่ที่เป็นผู้ว่าจ้างมีอยู่มากมายให้เห็น “ฉันว่าเขาไม่ทำแบบนั้นหรอก ฉันจับตาดูเธอมาเกือบเดือน เธอดูเป็นเด็กสาวที่อ่อนต่อโลกมาก อายุเพิ่งจะย่างเข้า 21 เอง ไม่น่ามีจิตใจคดโกงกัน” พูดพลางนึกถึงใบหน้าของแม่ผึ้งตัวน้อยที่ไม่มีวี่แววของความร้ายกาจเลยสักนิด เธอมีแต่รอยยิ้มจริงใจให้กับทุกคน “เชื่อได้ที่ไหนกัน ลองได้เป็นคนคลอดขึ้นมา ผู้หญิงบางคนก็ยึดถือไปว่าลูกฉัน ฉันคลอดมาไว้ใจไม่ได้หรอก แกรอคนบริจาคเข้ามาที่โรงบาลดีกว่า อาจจะนานสักปี สองปี” “ไม่ไหวว่ะ ฉันจะ 30 อยู่ไม่กี่ปีแล้วนะโว้ย อยากจะรีบ ๆ มีซะ แต่เดี๋ยวจะลองคิดดูแล้วกัน แกไปทำงานเถอะ ถ้ายังไงฉันจะติดต่อมา” เมื่อสองหนุ่มร่ำลากัน คนหนึ่งก็ขึ้นไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ คนหนึ่งก็มุ่งตรงกลับบ้านเพื่อร่วมโต๊ะมื้อเย็น รอลุ้นว่าวันนี้จะเป็นฝีมือใครระหว่างผึ้งหรือป้าเอม เขาเริ่มแยกแยะฝีมือของสองคนนี้ออกแล้ว ถ้ารสมือของผึ้งทุกอย่างจะกลมกล่อม ไม่หนักรสใดรสหนึ่งมากนัก แต่หากเป็นรสมือป้าเอม บางเมนูก็จะเค็มจัด บางเมนูก็หวานจัด บางเมนูก็เปรี้ยวไส้แทบขาด ซึ่งเขาไม่เคยรู้เลยว่ารสชาติมันเกินพอดี จนกระทั่งได้ลิ้มรสมือของผึ้ง สองเท้าคอยเหยียบเบรคและคันเร่งสลับกัน สองมือก็ประคองพวงมาลัย แต่สมองกลับทำงานหนักกว่า เกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับเจสซี่ ทำไมเจสซี่จึงดูราวกับยักษ์มารในสายตาเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจสซี่ยังเป็นนางฟ้าตัวน้อยของเขาอยู่ ตลอดเวลา 4 ปีที่เขารู้จักเจสซี่มา จริงอยู่เธอเป็นคนหัวสูง ดื้อรั้น เอาแต่ใจ และชอบใช้กำลังอยู่เสมอ ไม่พอใจสิ่งไหน สิ่งนั้นเป็นได้ลอยปะทะผนังบ้านอยู่เสมอ แต่แทนไทไม่เคยคิดโกรธ เพราะเขาและพ่อรู้ดีว่าทำไมเธอถึงเป็นแบบนี้ ...กำพืดของเธอที่คนภายนอกไม่รู้ “กลับมาแล้วหรือคะ” เป็นป้าเอมที่ทักคำนี้ ซึ่งปกติจะเป็นผึ้ง เพราะเธอมักจะมานั่งเล่นอยู่ในห้องรับรองเพื่อถักโครเชต์ของเธอ เมื่อเขากลับมาก็จะเจอเธอเป็นคนแรกเสมอ “คุณผึ้งล่ะครับ เธอไปไหน อยู่ในครัวหรือเปล่า” แทนไททำท่าจะเดินไปที่ห้องครัว แต่ถูกป้าเอมรั้งไว้เสียก่อน “ไม่ได้อยู่ในครัวหรอกค่ะ” ป้าเอมโบกมือส่ายหน้าเป็นพัลวัน ส่อพิรุธ “แล้วคุณผึ้งอยู่ไหนล่ะครับ รีบบอกผม ผมมีธุระจะคุยกับเธอ” แทนไทเริ่มไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นปฏิกิริยาของแม่บ้านที่ดูยังไงก็เห็นแต่ความไม่ปกติ “เอ่อ อยู่... อยู่บนห้องนอนค่ะ” ป้าเอมหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจำใจบอกความลับไป ทั้ง ๆ ที่ตกลงกับคุณผึ้งไว้แล้วเชียว แทนไทเดินดิ่งไปที่ห้องนอนของผึ้งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โดยมีป้าเอมวิ่งตามหลังมา “เอ่อ… อย่าดีกว่าค่ะ คุณแทนมีธุระอะไรเร่งด่วน ให้ป้าเข้าไปบอกให้ดีกว่าค่ะ” ป้าเอมรั้งข้อมือของแทนไทที่กำลังจะเคาะประตูห้องนอนของผึ้งไว้ ก่อนจะเอ่ยอาสา “มีอะไรกัน ที่นี่เป็นบ้านของผม ผมมีสิทธิจะเข้านอกออกในห้องไหนก็ได้” พูดจบแทนที่จะเคาะกลับกลายเป็นว่ามือหนาหมุนลูกบิดประตูเปิดเข้าไปทันที ภายในห้องมืดสลัวจนแทนไทต้องคลำหาสวิตช์ไฟ แต่แล้วเมื่อไฟเปิดสว่างขึ้น ก็ไม่ปรากฏร่างบอบบางของผึ้งนั่งหรือยืนอยู่ตรงไหนของห้อง จนแทนไทนิ่วหน้า หันมาถามป้าเอมที่เข้ามาในห้องด้วยอย่างเงียบ ๆ “ไหนล่ะ คุณผึ้งของป้า...” ป้าเอมทำท่าจุ๊ปาก เป็นสัญญาณให้แทนไทลดเสียงลง ก่อนจะเดินนำไปที่เตียงใหญ่กลางห้อง ที่หากไม่สังเกตดี ๆ จะไม่เห็นเลยว่ามีร่างเล็ก ๆ นอนคุดคู้อยู่ในผ้านวมผืนหนาที่ดูแล้วหนักและใหญ่เกินไปสำหรับเธอ “เกิดอะไรขึ้น...” แทนไทรำพัน พลางหันไปหาป้าเอม “คุณผึ้งเธอจับไข้ค่ะ ก็ตั้งแต่เมื่อวานหลังกลับจากร้านหมูกะทะ คุณผึ้งเธอปวดหัว ตัวร้อน ป้าต้องคอยหาหยูกยาที่พอมีในบ้านให้เธอกิน เพราะเธอขอไว้ว่าไม่ให้บอกคุณแทนน่ะค่ะ เธอว่ากลัวคุณแทนจะวุ่นวายเพราะเธออีก” แทนไทยืนมองร่างเล็กด้วยแววตาที่ไม่เข้าใจ เธอจะมาแคร์อะไรเขานักหนา ตัวเองป่วยยังไม่ยอมบอก มิน่าล่ะเมื่อเช้าข้าวต้มถึงได้เค็มปี๋ขนาดนั้น ฝีมือป้าเอมนั่นเอง แล้ววันนี้เขาก็รู้สึกขาดหายเพราะไม่มีของว่างไว้ทานระหว่างวัน ไม่ว่าเธอจะป่วยเพราะบาดเจ็บหรือป่วยเพราะทำงานหนักไป ทั้งหมดนั่นเกี่ยวข้องกับเขาทั้งหมด “ป้าเฝ้าเธอไว้ ผมจะเรียกหมอมา” ว่าแล้วก็หุนหันออกจากห้องไปด้วยใจร้อนรน ก่อนหน้านี้เธอนอนดึก ตื่นเช้าทุกวัน แล้วไหนจะเมื่อวานที่เกิดเรื่องอีก ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเขาทั้งหมด ยังจะมีหน้ามาปิดบังเรื่องไม่สบายอีก เขาต่อสายตรงถึง นพ.หิรัญ ที่เป็นนายแพทย์ประจำตระกูลให้มาที่บ้านเขาด่วนที่สุด ต่อให้เธอจะเป็นแค่ลูกจ้างแต่ก็ถือว่าอยู่ในบ้านเขา ดังนั้นเขาต้องให้การรักษาที่ดีที่สุด “จัดยาที่ดีที่สุด หายไวที่สุด ฟื้นตัวเร็วที่สุด แพงเท่าไรผมไม่เกี่ยง” และนั่นคือความต้องการของแทนไททีบอกต่อนายแพทย์ประจำตระกูล เช้าวันต่อมา ผึ้งสะดุ้งตื่นตอนสายมากแล้ว แต่กลับรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาดราวกับได้ยาวิเศษ ร่างกายกะปรี้กะเปร่าสดชื่น เธอจึงรีบลุกอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปช่วยงานป้าเอมข้างล่าง นอนอู้มาวันนึงแล้วนี่นา สองเท้าวิ่งลงบันไดอย่างที่เด็ก ๆ ชอบทำ ปากก็ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีที่หายป่วยไว เพราะปกติแล้วเวลาเธอจับไข้กว่าจะหายก็อาทิตย์กว่า “ตอนนี้คุณจะวิ่งยังไงก็ได้นะ แต่ตอนตั้งท้องลูกของผมคุณห้ามวิ่งเด็ดขาดนะ” เสียงทุ้มดังขึ้น รอยยิ้มและฝีเท้าชะงักหยุดลง สองตามองหาต้นตอของเสียง ก็พบกับร่างสูงของแทนไทนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องรับรอง “อ้าวคุณ ไม่ไปทำงานหรือคะ งั้นฉันหาอะไรให้ทานดีกว่า” พูดพลางจะเดินเลี่ยงเข้าครัว “ไม่เป็นไร ป้าเอมเตรียมแล้ว คุณหิวหรือยัง ถ้ายังผมมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย” “อ๋อ ได้ค่ะ” ผึ้งรีบเดินเข้าไปหาและนั่งไม่ห่างกันมากนัก “คุณจะยังบริจาคไข่ให้ผมอยู่ไหม” แทนไทเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เผื่อว่าครั้งนั้นเธออาจจะยังคิดไม่ถี่ถ้วน “เอ่อ.. ได้สิคะ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” “คุณมั่นใจไหมว่าคุณจะให้ลูกกับผม โดยที่คุณจะไม่เรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าของไข่และเป็นคนคลอด” น้ำเสียงจริงจังทำเอาผึ้งใจหายวาบ ความจริงเป็นอย่างไรเธอเองรู้ดีที่สุด และเธอก็เป็นคนเลือกทางนี้เอง “เรื่องนั้น... ฉันต้องมั่นใจสิคะ” ท้ายประโยคเธอตีสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าในใจ คนเราหนอ อุตส่าห์ได้เกิดเป็นเพศแม่ ได้ทำหน้าที่แม่โดยการอุ้มท้องและคลอดออกมาเอง แต่กลับไม่มีสิทธิในการเลี้ยงดูหรือบอกใคร ๆ ว่าเป็นแม่ด้วยซ้ำ ทำอย่างไรได้ ชีวิตไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ถึงแม้วันนี้เธอจะยังไม่ได้เป็นแม่คนจริง ๆ แต่วันหน้าเธอก็ต้องมีครอบครัว มีลูกที่เป็นของเธอ ลูกที่เธอสามารถบอกใครต่อใครได้ว่านี่คือลูกของเธอ “คุณอาจจะลำบากใจ แต่ผมอยากจะขอให้คุณมองเรื่องนี้เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ผมแค่ขอเช่าร่างกายคุณเพื่อให้กำเนิดลูกของผม เมื่อลูกของผมแข็งแรงพอที่จะดื่มนมจากขวดได้แล้ว หลังจากนั้นคุณกับผมก็จะกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน และที่สำคัญคุณกับลูกผมจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก” แทนไทย้ำทุกรายละเอียดให้คนตรงหน้าฟัง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเองนึกสงสารเธอและเจ็บปวดเสียเสียเอง เขาให้คนไปค้นประวัติของเธอมา ชีวิตเธอมีแต่ดิ่งลง หนี้สินล้นพ้นตัว ครอบครัวก็แตกแยก ที่รับงานนี้ก็คงเอาไปใช้หนี้ให้ครอบครัว ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงโอนค่าจ้างให้เธอก่อนครึ่งนึงโดยไม่นึกลังเล “ค่ะ ฉันเข้าใจ คุณไม่ต้องห่วง ฉันจะเป็นแค่คนที่คุณเช่าร่างกายเท่านั้น ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวนะคะ” แม้ท้องไส้จะร่ำร้องหาอาหารสักแค่ไหน แต่สมองและสองเท้ากลับไม่สนใจ ผึ้งเดินออกมาที่สวนหลังบ้าน สถานที่ที่เธอซื้อกุหลาบสีขาวมาปลูกไว้ ร่างบางทรุดตัวลงตรงหน้าต้นกุหลาบก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่กลัวใครมาได้ยิน ชีวิตเธอจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกไหม ตอนแรกก็คิดว่าจะง่าย พอนึกไปนึกมากลับไม่ง่ายอย่างที่คิด มันเกี่ยวข้องกับความผูกพัน ความรักระหว่างสายเลือด และสองสิ่งนี้นี่แหละที่ตัดยากที่สุดในชีวิต
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD