เกิดอะไรขึ้น?
“เฮ้อ เกือบไปแล้ว” เสียงถอนหายใจกับบ่นพึมของชายหนุ่มแปลกหน้าทำให้คนอื่นได้สติ
“แดเนียล!” คนเป็นพ่อถลามา เขาตกใจแทบสิ้นสติยามเห็นลูกประจันหน้ากับเสือดาว เขาถลาไปรับร่างลูกชาย จากคนที่อุ้มอีกฝ่ายมาคืนให้ และละล่ำละลักขอบคุณ
“ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ ที่คุณช่วยชีวิตลูกผมไว้”
“ขอบคุณมาก” เจ้าหน้าที่บอกก่อนจะรีบพูดต่อว่า “เรากลับไปที่รถเถอะครับ มืดแล้ว อันตราย ไม่รู้ไอ้เสือตัวนั้นจะเปลี่ยนใจกลับมาไหม คุณ... คุณเป็น...”
“ผมเป็นช่างภาพ หมอบซุ่มถ่ายรูปอยู่ตรงนั้นพอดี” ชายหนุ่มที่ทาหน้าด้วยดินยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงราย เขาสวมหมวกและมีกิ่งไม้ติดอยู่เหมือนจะพรางตัว เนื้อตัวสวมชุดที่มีหญ้าและกิ่งไม้อำพรางกายไว้ ซ้ำยังมีกลิ่นแปลกๆติดตัวอีก
“ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไง”
“งั้น รอเดี๋ยว ขอผมเก็บอุปกรณ์ก่อนแล้วจะติดรถออกไปด้วยได้ไหมครับ”
ช่างภาพหนุ่มพูดแล้วย้อนไปเก็บอุปกรณ์อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่อุทยานและนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันย่อมยินดีให้เขาติดรถกลับอยู่แล้ว กระทั่งเมื่อกลับมาที่รถ คนเป็นแม่ที่ร้องไห้อยู่กับเจ้าหน้าที่อีกคนก็แทบถลามาจูบแก้มของคุณผู้มีพระคุณช่วยชีวิตลูกชาย หากช่างภาพหนุ่มรีบบอกว่าไม่เป็นไร รถจี๊ปเลยขับออกจากจุดนั้นทันที เด็กชายได้ห่มผ้าและคราวนี้เขาไม่กล้าซน เขานั่งอยู่ติดแม่ และชำเลืองมองคนที่นั่งเงียบๆดึงใบไม้ใบหญ้าออกจากตัวที่ท้ายรถอย่างหวาดหวั่น
“แดเนียล ยังตกใจเหรอลูก” แม่ถามพลางลูบศีรษะเขา นางเองก็ยังอกสั่นขวัญแขวนไม่หายเช่นกัน “ไม่ต้องกลัวแล้ว ไม่มีสัตว์ตัวไหนทำร้ายลูกแล้ว”
“เปล่าฮะแม่ ผมไม่ได้กลัวสัตว์” เด็กชายกระซิบตอบ ตายังมองคนที่นั่งท้ายรถ พอเขาเงยหน้ามองตอบและยักคิ้วให้ เด็กชายก็มุดหน้ากับอกแม่ทันที “ผมกลัวเขา”
“กลัวเขา? กลัวทำไม เขาช่วยชีวิตลูกไว้นะ”
“แม่ฮะ... ผมได้ยินเขาพูดกับเสือตัวนั้น” เด็กชายกระซิบบอกเสียงเบาหวิว
“เขาพูด?” นางชำเลืองมองชายหนุ่มท้ายรถ คิดว่าลูกคงตกใจตามประสาเด็ก นาทีอันตรายแบบนั้น หากใครประจันหน้ากับสัตว์ร้าย ก็อาจจะพูดขอให้พระเจ้าช่วยก็ได้ “เขาขอให้พระเจ้าช่วยใช่ไหม”
“เปล่าฮะ” เด็กชายกลืนน้ำลายก่อนจะตอบ “เขาบอกว่า...”
... ไอ้หนุ่ม แกยังเป็นเสือหนุ่มใช่ไหม ยังไม่มีเมียล่ะสิ ถ้าแกโจนเข้ามา เจ้าหน้าที่ข้างหลังฉันเขาจะยิงแกให้สลบแล้วเอาแกไปตอน ตัดไอ้นั่นแกออก แล้วค่อยปล่อยกลับป่า อดสนุกตลอดชีวิตนะ...
เสียงสุนัขเจ้าถิ่นสามสี่ตัว ที่กำลังรุมกัดอริต่างถิ่นตัวสีดำดังก้องไปทั้งซอย หากไม่มีใครคนไหนสนใจ ยกเว้นชายหนุ่มตัวสูงเกินมาตรฐานชายไทยทั่วไปคนหนึ่ง ที่เพิ่งลงจากรถแท็กซี่อีกฝั่งของถนน เขาสวมเสื้อแขนยาวแต่พับถึงศอกสีเขียวขี้ม้า มีกล้องถ่ายภาพคล้องลำคอแบบนักท่องเที่ยว และแบกเป้ใบใหญ่สีดำไว้ ชายหนุ่มหันมามองตามเสียงร้องเอ๋งและเสียงเห่ากรรโชกของสุนัขทั้งหลาย ก่อนจะถอดหมวกแก๊ปซึ่งสกรีนตัวอักษรภาษาอังกฤษไว้ว่า ยูเอส อาร์มี่ เผยให้เห็นเส้นผมเฉดสีอ่อน หากแดดยามบ่ายที่พระอาทิตย์ทอดอยู่ด้านหลังเขาพอดี ทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาไม่ถนัด
“กัดมันเลย ลูกเพ่! มันนี่แหละที่มาสอยน้องสโนว์ท้ายซอยเราไปกิน!”
“ไอ้หมาต่างถิ่น วันนี้เป็นวันตายของเอ็งแล้ว แง่ง กรร”
เจ้าถิ่นทั้งหลายเห่าข่มขวัญก่อนจะโผเข้ากลุ้มรุมกัดต่างถิ่นสีดำ ตามแบบฉบับหมาหมู่ไม่มีผิดเพี้ยน
“เฮ้! เลิกลาได้แล้ว แยกย้ายได้แล้ว”
เสียงร้องห้ามนั้นทำให้สุนัขเจ้าถิ่นตัวเขื่องเหลียวมองไปอีกฝั่งของถนน มันมองมนุษย์ที่ยืนอีกฝั่งและใช้หมวกพัดใส่ตัวเองแรงๆคลายร้อนอย่างหงุดหงิด สมุนตัวที่หนึ่งเอียงคอกระซิบ
“ลูกเพ่! ไอ้มนุษย์มันเผือกเรื่องเรา"
ลูกพี่มีเหรอจะยอมเสียหน้า มันทำขนที่หลังให้ตั้งชันแล้วเห่าขู่
“อย่าเผือกโว้ย! ไอ้มนุษย์ตูดเหม็น!”
แล้วก็หันไปรุมกัดอริต่อ
“เมื่อกี้นายว่าใครเผือก ว่าใครตูดเหม็นวะพรรคพวก”
เสียงถามนั้นทำให้สุนัขทั้งหลายชะงักค้าง ไม่เว้นแม้แต่ไอ้ตัวสีดำที่กำลังเพลี่ยงพล้ำนอนกองที่พื้นด้วย ทุกตัวหันมามองและเห็นชายหนุ่มที่เมื่อครู่อยู่อีกฝั่งของถนน ตอนนี้ไม่รู้เดินมายืนอยู่ข้างพวกมันตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้ำใบหน้าที่มีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้น ยังแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆที่มุมปากสองซี่
“เออ... ฉันฟังพวกนายออกว่ะ”
สุนัขทั้งหลายตาเหลือกลาน ก่อนจะมองหน้ากันและพร้อมใจร้องเอ๋ง และวิ่งหนีหางจุกตูดอย่างรวดเร็ว
ภูเมฆถอนหายใจ ยกมือข้างหนึ่งเท้าเอว มองเจ้าสุนัขตัวสีดำตัวเดียวที่ยังเหลืออยู่พลางย่อตัวลงนั่งยอง
“ว่าไง ไม่หนีไปกับเขาด้วยเหรอนายน่ะ”
อยากหนีไปใจจะขาด แต่มันลุกไม่ไหวโว้ย! เจ้าสุนัขสีดำกรีดร้องอย่างหวาดกลัว มันจ้องคนที่ดันมาฟังภาษาหมาอย่างมันออกด้วยสายตาเหมือนเห็นเทศกิจจับหมามายืนฉีกยิ้มพร้อมกับตาข่ายในมือ
นาย... นายทำไมฟังรู้เรื่อง...
เจ็บตัวและกำลังกลัวอยู่ แต่อยากรู้มากกว่า เจ้าหมาดำถามทันทีด้วยเสียงที่คนอื่นฟังแล้วคิดว่ามันแค่ครางหงิงๆ ภูเมฆทำหน้าคิด ขมวดคิ้วเคร่งเครียด
“นั่นสิ ไม่รู้เหมือนกัน เจ็บเยอะไหม”
หมาส่ายหัว แล้วก็ผงกหัว ก่อนจะส่ายหัวอีก คนที่นั่งยองข้างมันเลยหัวเราะ เขาเข้าใจว่าเจ้าสี่เท้าตรงหน้ากำลังใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาการแบบนี้เขาเจอบ่อย ก็จากสัตว์ทุกตัวที่รู้ว่าเขาฟังมันรู้เรื่องนั่นแหละ เขาเอียงคอมองสภาพของเจ้าหมาดำแล้วก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะ
“แผลไม่เบาเลยนะ กัดสู้เขาไม่ได้ทำไมไม่หนี”
มันไม่ตอบเอาแต่จ้องเขาตาเหลือก ภูเมฆมองเลือดที่ออกมาจากแผลคมเขี้ยวของหมาหมู่แล้วก็นิ่งคิด
“ไปหาหมอไหม เดี๋ยวพาไป”
ไม่อ๊าววว!
พอนึกถึงเข็มฉีดยา เจ้าหมาดำก็ทะลึ่งจะลุกหนี แต่คนที่อยู่ตรงหน้าไม่ปล่อยให้มันหนีทัน เขาสอดแขนข้างหนึ่งช้อนตัวมันแล้วออกแรงทีเดียวยกมันขึ้น อุ้มพาดบ่าอย่างไม่รังเกียจเลือดและความสกปรกของมัน เจ้าหมาดำพยายามจะหนี มันไม่ลังเลที่จะอ้าปากหมายจะกัดคนน่ากลัวแล้วดิ้นรนวิ่งหนี แต่พอขยับหัวไปอ้าปากจะงับแขนของเจ้ามนุษย์ตัวสูง ดันสบกับดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน ดวงตาที่แวววาวราวกับลูกแก้วล้อแสงไฟ หัวใจที่เต้นแรงด้วยความกลัวค่อยๆสงบลงอย่างน่าประหลาด ความแตกตื่นค่อยๆเลือนหายไป เหลือเพียงความรู้สึกสงบ เจ้ามนุษย์ประหลาดยิ้มให้มัน
อ๋อยยย...