"ออ...คือ..ว่า ข้าแอบไปฝึกมาน่ะเจ้าไม่ต้องสงสัยหรอกรีบไปเถอะข้าหิวจะตายอยู่แล้ว"
ซูเหยาก็เดินตรงไปยังคอกม้าแต่ในคอกม้านั้นไม่มีม้าตัวเชื่อง ๆ เลย เหลือแต่ม้าที่พยศ
"ลองดูก็ได้"
"คุณหนูเจ้าคะม้าตัวนี้มันไม่เคยถูกขี่ออกไปข้างนอกนะเจ้าคะ" จ้าวจ้าวรีบเตือน
" ไม่ลองแล้วจะรู้หรือ" ซูเหยาหันไปตอบจ้าวจ้าวนางก็ยื่นมือไปลูบหัวเจ้าม้า และดูเหมือนมันจะไม่ได้พยศอย่างที่เห็น จ้าวจ้าวที่ยืนอยู่ด้านหลังแปลกใจ ไม่คิดว่ามันจะเชื่องกับซูเหยา
ซูเหยารีบปีนขึ้นบนหลังม้า พร้อมนำมันออกมาจากคอก
"จ้าวจ้าวมัวยืนงงอะไรเจ้ารีบขึ้นมาเถิด"
" เจ้าค่ะ" นางพยักหน้างงๆ
ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปตลาดใหญ่ในเมืองหลวง ยังไปไหนไม่ไกลก็เลี้ยวผิดทางพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตนนั้นไม่รู้จักทางไปตลาดจึงได้แต่หยุดม้าแล้ว กระแอมเบาๆ ถามจ้าวจ้าวว่า
"ตลาดไปทางไหนหรือข้าลืม" นางถามเสียงเข้ม
"คุณหนูข้าเพี้ยนไปแล้ว" จ้าวจ้าวพูดในใจ
" ตรงไปทางขวาเจ้าค่ะ คุณหนูบังคับม้าไปเรื่อยๆข้าจะบอกทางเองเจ้าค่ะ"
" ออ...ใช่ๆ ขอบใจเจ้ามากนะ" ซูเหยาถอนหายใจโล่งแล้วมุ่งหน้าเดินทางต่อไป
มาถึงตลาดในเมืองหลวงที่ผู้คนนั้นเดินเล่นแออัดกันไปหมด ซูเหยามองแล้วยังหายใจไม่ค่อยจะออก แต่ไม่เป็นไรบอกกับตัวเองว่าเมื่อมาถึงแล้ว จะมาเสียเที่ยวไม่ได้
การแต่งกายชุดสีชมพูธรรมดาไม่ได้หวือหวาแต่ทุกคนที่มองมาไม่สามารถละสายตาจากนางแม้ว่านจะใช้ผ้าปิดหน้าแต่สรีระร่างกายช่างดึงดูดผู้คนให้หันมามอง
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปขายของมีค่าแลกเงินนางจึงไปร้านทองร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้
"พ่อค้าข้าต้องการขายของมีค่าเหล่านี้" การนำของมีค่าออกมาจากถุงผ้าเก่า แสงสีทองระยิบระยับสะท้อนแววตาพ่อค้ายืนอยู่หน้าร้าน
"แม่หนู....ของเหล่านี่มีค่ามากแพงแค่ไหนข้าก็จะชื้อ"
พ่อค้าเห็นของมีค่าแล้วตาโตลุกวาว ไม่ปฏิเสธเรื่องการต่อรองราคา
"ไหนๆข้าดูหน่อย" พ่อค้าใช้แว่นขยายส่องดูของทุกชิ้นทุกครั้งที่ ส่องก็ตะลึงไปพร้อมๆกัน
"ฮ่าๆๆดีๆ ของดีมาก" พ่อค้ากล่าว
ในขณะนั้นพ่อค้าก็คำนวณและตีราคาอย่างรอบคอบจึงได้ข้อสรุปว่า
"แม่หนู...ข้าให้เลย 550 ตำลึง"
"550 ตำลึงเชียวหรือ" ซูเหยานับนิ้วคิดคำนวณอยู่ในใจ 550 ตำลึง ตีเป็นเงินในภพปัจจุบันก็ประมาน 2,200,000 บาท
"ตกลงราคานี้ไม่มีการต่อรอง" นางบอกกล่าวพ่อค้าอย่างมั่นใจ
" ได้ๆ " หลังจากนั้นพ่อค้าก็เตรียมตั๋วเงินเป็นปึกบางๆ ยื่นให้ซูเหยา ต่างคนต่างยิ้มรับเพราะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
"ขอบใจ หากมีของมีค่าอะไรข้าจะขนมาขายให้ท่านอีก"
" ได้เลย..ข้ายินดีต้อนรับ" พ่อค้ากล่าว
ซูเหยารีบนำตั๋วเงินไปซ่อนไว้ในเสื้อผ้าอย่างมิดชิดสีหน้านางมีความสุขมากอย่างกับได้เป็นเศรษฐีในยุคโบราณ สีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทำให้จ้าวจ้าวนั้นมีความสุขไปด้วยเพราะที่ผ่านมาเห็นแต่คุณหนูนั้นทุกข์มาตลอด
"ไป..ข้าจะพาเจ้าไปร้านอาหาร" ซูเหยาคว้ามือไปจับมือจ้าวจ้าว แล้วเร่งฝีเท้า
ทางข้างหน้ามีร้านอาหารใหญ่อยู่ร้านนึงนางจึงเข้าไปอ่านป้ายที่หน้าร้าน มีทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ขนมจีบมันโถใส่ไส้ อ่านไปน้ำลายไหลไป น่ากินทุกอย่างเลย
"พ่อค้า เอาก๋วยเตี๋ยวเป็ดแล้วก็มันโถใส่ไส้ แล้วก็ติ่มซำห่อให้ข้าด้วยนะ"
" ได้ๆ...แม่หนูเชิญนั่งก่อนเลย"
"คุณหนูร้านนี้เป็นร้านที่ใหญ่มากในเมืองหลวงนี่เป็นครั้งแรกของข้าเลยนะที่ได้มานั่งกินร้านดีๆแบบนี้"
" ต่อไปข้าจะพาเจ้ามากินบ่อยๆดีหรือไม่"
" ดีเจ้าค่ะ"
ในขณะที่ทั้งสองนั่งรอกินน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวก็ลอยเข้ามาเตะจมูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งได้กลิ่นคุ้นๆของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ยิ่งทำให้ท้องร้องต่อเนื่อง ทั้งสองได้แต่มองไปที่พ่อค้าว่าเมื่อไหร่กันนะก๋วยเตี๋ยวที่พวกนางสั่งไว้จะได้กินเสียที
ไม่นานนักพ่อค้าได้นำถาดใส่ก๋วยเตี๋ยว 2 ชามมาวางไว้บนโต๊ะในขณะที่นางทั้งสองจะหลับคาโต๊ะกึ่งหลับกึ่งตื่น
"แม่หนู..เกี๋ยวเตี๋ยวได้แล้ว" ทั้งสองสะดุ้งตาปรือ ยิ้มตาโต ใส่อาหารที่กำลังร้อน แล้วรีบหยิบมันมาปรุงรสตามใจชอบ
"หืม..อร่อย" ซูเหยาสบถในใจ
"น้ำชุปอร่อยมากเจ้าค่ะ" จ้าวจ้าวตักขึ้นมาชิม
" กินให้เยอะ หากเจ้าอยากกินอีกข้าจะสั่งให้ต้องเกรงใจ"
ซูเหยาก็หยิบตะเกียบม้วน ๆ เส้นหมี่พร้อมอายความร้อน ที่แผ่กระจายตรงหน้า
"ว้าว รสชาติจัดจ้านข้าชอบ" คำโต ๆ คำแรกกลืนลงไป พลางเอ่ยชมแล้วชมแล้วอีก
พ่อค้าเจ้าของร้านก็ดีใจแต่ก็ยืนดูนานทั้งสองกินเหมือนคนไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน สักพักนางทั้ง 2 ก็หันมาเรียกพ่อค้าอีกครั้ง
"พ่อค้า...เพิ่มอีกชาม"
"ของข้าด้วยพ่อข้า"
" แม่หนูชามที่ส่งไปให้เมื่อครู่หมดแล้วรึ" พ่อค้าขมวดคิ้วงง ๆ
ซูเหยาก็พยักหน้าตอบรับทันที
ในระหว่างที่รอนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งมาแต่ไกลพร้อมเสียงข่มขู่
"หยุดนะ...อย่าคิดหนี"
ทันใดนั้นก็ปรากฏชาย 2 คนกำลังวิ่งตามกันมา อีกคนที่วิ่งนำหน้าชายชุดสีเทาส่วนอีกคนเป็นชายชุดสีดำปกปิดใบหน้าเหลือให้เห็นแค่ดวงตา 2 ดวง
"อีกฝ่ายเหวี่ยงมีดในระยะไกลอย่างแม่นยำ มีดเล่มนั้นเสียบกลางหลังต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ยืนดู