ไฟก็เริ่มลุกลามก่อตัวอย่างรวดเร็ว ซูเหยายืนจ้องมองสักพักก่อนจะเดินหันหลังจากไปด้วยความสะใจ เมื่อนางไปถึงที่พักนางรีบเอาของมีค่าที่อยู่ในถุง ไปซ่อนไว้ในที่ลับ
เสร็จแล้ว ชูเหยาก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลับมาเป็นดังเดิม นางทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอื้อมไปหยิบใบพัดตัวโปรดแล้วมานั่งที่ใต้ต้นไม้พร้อมเก้าอี้โยกอย่างสบายใจ
อีกไม่กี่นาทีผู้คนก็เริ่มแตกตื่นส่งเสียงเรียกกันระงม
"ไฟไหม้...รีบดับไฟเร็วเข้า"
ควันหนาลอยขึ้นฟ้าดำมืดจนไม่เห็นที่พักสาวใช้ เหล่าบ่าวใช้อายุมากแล้ว ก็ได้แต่ยืนดูตาปริบ ๆ แค่จะวิ่งไปตักน้ำก็ปวดขาแล้วกว่าจะวิ่งกลับมาได้ไม่ตายเลยรึ
"ไป..ไปดูผลงงาน" ชูเหยาชวนจ้าวจ้าวไปที่เกิดเหตุ
ก่อนจะก้าวออกชูเหยาทำทีตกใจต่อหน้าสาวรับใชที่กำลังวิ่งที่ยังที่เกิดเหตุ ซูเหยารีบวิ่งไปขวางสาวใช้แล้วถามว่า
"เกิดอะไรขึ้น"
"คุณหนูตอนนี้ไฟไหม้ที่พักของสาวใช้ประจำตัวคุณหนูเฟิ่งจูเจ้าคะ"
ซูเหยายกมือทาบอกแววจตาบ่งบอกถึงความตื่นตระหนก
"งันเจ้ารีบไปเถิด" สาวใช้ก้มคำนับรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นซูเหยาก็เผยใบหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆใต้ใบพัด
ที่พักสาวใช้ที่ถูกไฟไหม้ก็ลือกันไปถึงคุณเฟิ่งจูอย่างรวดเร็ว
ในเพลานี้เฟิ่งจูกำลังเล่นหมากรุกอยู่ที่ศาลาพร้อมกับผลไม้อาหารหวานคาวและสาวรับใช้ข้างกายคนสนิท
"ข้าชนะอีกแล้ว"
"คุณหนู..เกิดเรื่องแล้วเจ้าคะ" เฟิ่งจูถอนหายใจชักสีหน้าที่สาวใชมาขัดจังหวะ
"มีเรื่องอะไร" นางตอบเสียงเรียบ
" ไฟไหม้ที่พักของสาวใช้ไม่เหลืออะไรเลยเจ้าคะ"
" ห๊ะ..จริงรึ"
เฟิ่งจูหมากรุกกระแทกโต๊ะหันไปหาสาวใช้ว่ามันจริงหรือ เฟิ่งจูไม่อยากรอคำตอบจึงพาสาวใช้ไปดูด้วยตัวเองให้เห็นกับตา
นางเดินทางมาถึงที่พักสาวใช้คนสนิทก็ถึงกับตาโตพูดไม่ออกไม่เหลืออะไรจริงๆมีแต่เศษเถ้าถ่านที่กำลังมอดไหม้ เหล่าสาวใช้คนอื่นพากันซุบซิบนินทาไปต่างๆนานาว่านี่อาจจะเป็นเวรกรรมที่ทำไว้กับคุณหนู ซูเหยา
เรื่องนี้เฟิ่งจู ได้ยินแว่ว ๆ ก็ตวาดใส่สาวใช้ให้หุบปากเสีย มิเช่นนั้นก็จะขายพวกเจ้าไปที่ซ่องให้หมด
พวกนางได้ยินก็เงียบปากก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตา ได้แต่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้แข็ง
ในขณะนั้นซูเหยาก็รีบเร่งฝีเท้าปรากฏต่อหน้าคุณหนูเพิ่งจู ทำทีมีท่าทางที่ตกใจไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น นั่งถอนหายใจแล้วพูดพลาง ๆ ว่า
"ไฟไหม้ที่พักผู้ใดผู้นั้นบาปหนายิ่งนัก"
นางพูดจบนางก็ได้แต่ส่ายหน้า ไปมา พร้อมใบพัดโบกสะบัดปัดควันไฟออกไป
เฟิ่งจูยืนมองซูเหยา ในใจอยากจะเดินเข้ามาหา เพราะท่าทางเมื่อครู่ของนางขัดตาขัดใจยิ่งนัก แต่เห็นสาวใช้ที่อยู่รอบ ๆ จึงได้แต่เงียบไว้ก่อนไม่เช่นนั้นหากข่าวแพร่งพรายออกไปว่าลูกกับอนุอย่างนางกลั่นแกล้งคงจะทำให้ท่านพ่อนั้นเสียหน้า
"เสียใจด้วยนะน้องสาว"
ในขณะนั้นซูเหยาก็พูดขึ้นมา ด้วยท่าทางและคำพูดสวนกันเป็นอย่างมาก เฟิ่งจูที่กำลังหันหลังก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง
"หึ..ดูเหมือนพี่สาวจะไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ครั้งนี้นะเจ้าค่ะ"
นางปรายตามองซูเหยามองไปที่ปลายเท้าในขณะที่สนทนาและสายตาของนางไม่สบตาตรง ๆ แต่ใช้หางตาเหลือบมอง
"แน่นอนอยู่แล้วข้าย่อมไม่เดือดร้อนเพราะไม่ใช่ที่พักของข้า ส่วนสาวใช้คนอื่น ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเพราะไม่ใช่ที่พักของพวกนางแต่ที่นางมายืนดูเพราะเกิดเหตุไฟไหม้
อยากจะช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทันพวกนางแค่มีจิตสำนึก จะให้มีจิตใจต่ำช้าได้อย่างไรเล่า"
สิ้นสุดประโยคซูเหยาก็ชักสีหน้าเดินหมุนตัวหันหลังกลับไปที่พักของตนเองปล่อยให้เฟิ่งจูระเบิดอารมณ์อยู่ภายในหัวจนสีหน้าขาวซีดเผือก
"คุณหนู ดูจากสายตาแล้ว คุณหนูเพิ่งจูโมโหมากเจ้าคะ"
จ้าวจ้าวเดินตามหลังพลางเอ่ยไปในขณะเดิน
"ดี..ข้าชอบที่นางนั้นบ้าเหมือนหมาป่า"
"ฮ่า...ๆ"
ในขณะที่เดินอยู่เสียงท้องร้องโครงครางก็ดังขึ้น ก็นึกขึ้นได้ว่า งั้นออกไปตลาดนำของมีค่าไปขายแล้วหาอาหารอร่อยๆ กินน่าจะดีกว่า
"เจ้าไปตลาดกับข้า ข้าจะเลี้ยงเจ้าให้พุงกางไปเลย"
" พุงกางคืออะไรเจ้าคะ" จ้าวจ้าวขมวดคิ้ว
" ก็แปลว่ากินจนอิ่มแล้วนอนหลับ"
"เป็นเช่นนี้นี่เองหรือเจ้าคะ"
จ้าวจ้าวพยักหน้าตามน้ำซูเหยา แม้จะไม่เข้าใจเป็นบางคำ
ซูเหยานำของมีค่าทั้งหมดใส่ถุงผ้าเก่า เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายสายตาของพวกโจรปล้น แต่เมื่อนางกำลังจะก้าวขาออกจากประตูใหญ่ นางก็เพิ่งนึกได้ว่าต้องมีรถม้าหากไม่มีรถมาจะไปเช่นไรเล่า
"...บ่าวใช้ที่นี่เคยออกไปส่งข้านอกตลาดหรือไม่" ซูเหยาถามสาวใช้
" คุณหนูเจ้าคะคุณหนูลืมแล้วหรือว่าบ่าวใช้ไม่มีใครไปส่งคุณหนูสักคนเดียวหากอยากออกไปต้องเดินไปนะเจ้าคะ"
ซูเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหันขวับ ไม่คิดว่าเจ้าของร่างเดิมจะรันทดเช่นนี้...
"ไม่เป็นไรข้าขี่ม้าเป็น"
จ้าวจ้าวเงยหน้ามองซูเหยา พร้อมกับสีหน้าที่คุนคิดในใจ
"เจ้าเป็นอะไรหรือทำไมทำสีหน้าเช่นนั้น" ซูเหยาถาม
" ข้าแค่สงสัยว่าคุณหนูขี่ม้าไม่เป็นมาแต่ไหนแต่ไรเหตุใดวันนี้ถึงจะขี่ม้าไปเองเจ้าคะ"