รัญดางอนเรื่องที่เขาเอาไข้มาติดเธอจนทำให้ขาดเรียน ซ้ำร้ายวันสอบใบขับขี่และรับรถต้องไปด้วยสภาพโทรมๆ ถึงแม้เธอจะไม่ได้ด่าหรือบ่นอะไรเลย แต่ความเงียบนั้นกลับทำให้พฤกษ์รู้สึกไม่ค่อยกล้าสู้หน้าอย่างไม่มีสาเหตุ เขาจึงหนีมาทานข้าวที่บ้านกับพ่อแม่เพื่อหวังจะตั้งหลัก ซึ่งเป็นการตัดสินใจผิดอย่างมหันต์เห็นเมื่อพัฒน์นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้องนั่งเล่น
ซวยฉิบหาย!
“สมกับที่เราเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ขนาดจะกลับมาทานข้าวที่บ้านเรายังใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย”
“เหอะ!” เชื่อตายละ
พฤกษ์กลอกตามองไปยังนุสบาตัวต้นเรื่องที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“แม่อยากให้เรากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
“แต่โผล่หน้ามาเวลามีปัญหานี่ก็ไม่ไหวนะ”
“พัฒน์”
“ครับพี่ชาย”
“อย่าให้เด็กเมื่อวานซืนมันจูงจมูก”
“เตือนผม?”
“ฉันเตือนนายด้วยความหวังดี”
พัฒน์หัวเราะขำก่อนจะตีหน้านิ่งขรึมแล้วพูดด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน “ผมคิดว่าพี่ก็ควรจะเอาอย่างคำเตือนนั้นบ้างนะ” เพราะคนที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนจูงจมูกอยู่ตอนนี้ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวแน่ๆ
ทันใดนั้นราวกับมีสายฟ้าพุ่งออกจากดวงตาของพวกเขาและฟาดฟันกัน
นุสบาชำเลืองมองกรุณพลผู้เป็นสามี ‘อีตาคนนี้ก็ชิลเหลือเกิน’ ดูเหมือนเธอจะพึ่งพาเขาไม่ได้ เช่นนั้นนุสบาจึงเอากำปั้นทุบโต๊ะเสียงดังเพื่อห้ามศึก
“อย่าทะเลาะกัน!”
“เราแค่สบตากันเท่านั้นเองครับ”
“พัฒน์”
“ครับ”
“เอาไว้ก่อน” นุสบาส่งซิกให้ลูกชายคนเล็กอยู่ในความสงบ จากนั้นหันหน้ามาคุยกับลูกชายคนโตก่อนที่เขาจะหมดอารมณ์ทานข้าวแล้วชิ่งหนี “พฤกษ์เป็นยังไงบ้างลูก ช่วงนี้มีปัญหาทุกข์ใจอะไรหรือเปล่า”
“ผมสบายดีครับ”
“แต่แม่ได้ยินมาว่างานของพฤกษ์เยอะมากจนเป็นไข้”
“แค่เป็นไข้เองครับ”
“ดูใช้คำพูดเข้าสิ ลูกคิดว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์หรือไง”
“ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงครับ”
นุสบารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับคำตอบแต่ใจยังสู้
“พฤกษ์มากินข้าวที่บ้านกับครอบครัวแบบนี้แล้วน้องจะกินข้าวกับใคร”
“?” คนฟังแสดงเครื่องหมายคำถามกลางหน้า ทั้งที่จริงพฤกษ์รู้อยู่แล้วว่าแม่กำลังพูดถึงใคร แต่อยากหลีกเลี่ยงจึงแสร้งตีหน้าซื่อราวกับคนโง่ฟังภาษาไทยไม่แตก
ทว่า...
“แม่อยากให้ลูกพาน้องมากินข้าวที่บ้านกับเราด้วย”
“น้อง? พวกเวรนั่นน่ะเหรอ”
“รัญดา” สุดท้ายนุสบาต้องเอ่ยชื่อของหญิงสาวออกมา “แม่หมายถึงรัญดาแฟนของพฤกษ์ ชัดนะ?”
“ครับ”
“ครั้งที่แล้วแม่ได้ทักทายรัญดาไปนิดเดียว พอกลับมาจากทำธุระข้างนอกลูกก็พาน้องกลับไปแล้ว”
“ครับ”
“ดูเหมือนน้องจะเด็กกว่าลูกมากๆ แม่อยากให้พฤกษ์ทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ ถ้าจริงจังถึงขั้นคบกันเป็นแฟนขนาดนี้ก็เปิดตัวไปเลยจะดีกว่า”
พฤกษ์นิ่งอย่างครุ่นคิด
“เธอเป็นคนธรรมดา ครอบครัวหาเช้ากินค่ำ คุณแม่รับไหวเหรอครับ”
“ถ้าแม่รับนิสัยลูกไหวเรื่องอื่นก็เบสิคๆ”
“...” พฤกษ์ฟังคำตอบเงียบๆ อย่างไร้ข้อโต้แย้ง และไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะสุดจะกลั้นของพ่อกับน้องชายที่ระเบิดออกมา วินาทีนั้นเขาจมอยู่กับความคิดเรื่อง ‘แฟนคนแรก’ ที่ต้องตัดสินใจและให้คำตอบรัญดาก่อนเที่ยงคืนวันนี้
** **
มองดูเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ที่ไร้สายเรียกเข้าและข้อความ 23.55 น. เธอคงต้องตัดใจแล้วละว่าจะไม่ได้คำตอบจากพฤกษ์ในวันนี้ ซึ่งความจริงก็ไม่ควรคาดหวังตั้งแต่แรก เพราะสารรูปของเธอไม่ได้ดีเด่นขนาดที่ผู้ชายต้องรู้สึกเสียดาย ดังนั้นจึงบอกกับตัวเองว่า ‘เจียมตัวและเลิกคาดหวัง’ เมื่อเหลือเวลาเพียงแค่สองนาทีสุดท้ายซึ่งมีแต่พระเอกในนิยายเท่านั้นแหละที่มาทัน
รัญดาหัวเราะคิกคักด้วยความรู้สึกขมขื่น
แต่แล้วในเวลาที่ 23.59 น. โทรศัพท์ของเธอมีสายเรียกเข้าจากพฤกษ์โทรเข้ามา ‘เป็นไปได้ยังไง?’ แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองแต่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
ต่อหน้าต่อตาเธอตรงนี้
ไม่ใช่เรื่องโกหก รัญดาสูดหายใจตั้งสติเพียงนับ 1 2 3 และเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
“ฮะ...ฮะ... ฮัลโล”
“ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ยังค่ะ”
“งั้นมาเปิดประตูให้หน่อยสิ”
“เฮียมีรหัสปลดล็อกประตูกับคีย์การ์ดไม่ใช่เหรอคะ”
“เร็วๆ” พฤกษ์เร่ง
“ค่ะ” เธอไม่รู้ว่าเขายืนรออยู่หน้าห้องนอนจึงวิ่งตึงตังมากระชากประตูเปิดอย่างแรง “ว้ายยยย!!” ตกใจจนเกือบหงายหลังล้มเมื่อเห็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ยืนขวางโดยมีอ้อมแขนของพฤกษ์อุ้มมัน
“อย่ามัวแต่ตกใจ รีบรับมันไปสิ”
“นี่มันอะไรกันคะเนี่ย”
“ต้องถาม?”
“หนูไม่เข้าใจสถานการณ์นี่ค่ะ”
“ซื้อมาให้”
“เนื่องในโอกาสอะไรเหรอคะ”
“ของขวัญให้แฟนคนแรกของฉัน” พฤกษ์ตอบด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่หูของเขาแดงปิดความรู้สึกเขินอายไม่มิด
รัญดาได้ยินเต็มสองหูและเห็นเต็มสองตา
“...” เธอยืนมองเขานิ่งๆ
วินาทีนั้นอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ข้างในปะทุออกมา บรรยายไม่ถูก สับสนอลหม่าน อึดอัดแต่ก็โล่งอก ไม่รู้จะพูดยังไงดี ชั่วขณะหนึ่งเธออยากกรีดร้องใส่เขาแล้วด่าทอให้รู้แล้วรู้รอด แต่นั่นไม่ใช่นิสัยของเธอจึงเบะปากแล้วปล่อยโฮราวกับเด็กน้อย
“เดี๋ยว รัญดาเดี๋ยว!”
“ฮือๆ ฮืออออๆ ๆ”
“แบบนี้ไม่ถูกต้องนะ” เขาจินตนาการภาพเธอยิ้มกว้างและกระโดดกอดเขาด้วยความดีใจ “เธอร้องไห้เสียใจทำไม ฉันยอมเป็นแฟนเธอแล้วไง”
หัวใจของพฤกษ์หล่นไปอยู่ตาตุ่ม
“ฮือๆ ฮืออออๆ ๆ”
ฉิบหายละ!
ฉลาดทุกอย่าง วางแผนเก่งที่หนึ่ง เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่มาตกม้าตายเพราะเพิ่งเคยมีแฟนคนแรกเป็นตัวเป็นตน เลยไม่รู้ว่าต้องปลอบแบบไหนเธอถึงหยุดร้องไห้
เสิร์ชกูเกิลตอนนี้ทันไหม?
ไม่ได้ๆ ทำแบบนั้นไม่ได้มันเสียเชิงชาย
ทันใดนั้นพฤกษ์วางตุ๊กตาหมีลงบนพื้นแล้วอุ้มรัญดาเข้าไปในห้อง นั่งลงบนเตียงและให้เธอนั่งบนตัก ลูบศีรษะพลางตบหลังเบาๆ รัญดายังไม่หยุดร้องแต่เธอค่อยๆ สงบลงจนกลับสู่ปกติ
เอาละ ทีนี้ก็คุยกันด้วยเหตุผล
ทว่า...
โครกกกก!!
ในเวลาจริงจังแบบนี้อารมณ์ของเขาถูกกระชากอย่างรุนแรงด้วยเสียงท้องร้องเพราะความหิวโหย
“หิวข้าว”
“ดึกขนาดนี้เนี่ยนะ”
“เพราะเฮียนั่นแหละ! เพราะเฮียคนเดียวเลย!” คนบนตักดึงเสื้อเขาไปขยุ้มเพื่อระบายอารมณ์ฉุนเฉียว “ถ้าเฮียมาเร็วหนูก็ได้กินข้าวนานแล้ว …ฮึก!”
“ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งร้องไห้”
“เฮียผิด”
“โอเค ฉันยอมรับผิดและยินดีไถ่โทษ” พฤกษ์ไม่ได้พูดแบบขอไปทีแต่สีหน้าและน้ำเสียงเขาจริงจังมาก
“หนูไม่หายโกรธตอนนี้”
“ได้”
เธอเงยหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตามองเขาด้วยสายตาคลางแคลงใจ
“ทำไมง่าย”
“หรือเธอชอบยากๆ”
“เฮียแกล้งหนูหรือเปล่า”
“แกล้งเธอแล้วฉันจะได้อะไร”
“ความสนุก”
“งั้นฉันปล้ำเธอไม่ดีกว่าเหรอ” ดวงตาคมกริบฉายประกายหื่นกาม “เธอรู้ดีนี่ว่าฉันชอบปล้ำเธอมากขนาดไหน”
โครกกกก!!
เสียงท้องร้องของเธอดังขัดจังหวะอีกครั้ง มันชอบเป็นแบบนี้เสมอ รัญดาซุกหน้าลงบนซอกคอซ่อนความเขินอาย สักพักหนึ่งคนตัวโตก็อุ้มเธอเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องครัว
** **