สิ่งที่ซ้อนในเเววตา

1737 Words
สำนักข่าว JJ TV “โห..!! อะไรละนั่น มาผิดที่หรือไงยัยกระต่าย!?” มาโค่พูดขึ้นทันทีหลังจากที่ฉันผลักประตูเข้าไปยังชั้นบนสุดของตึกที่มีแต่พวกหัวกะทิของหน่วยข่าวกรองเท่านั้นที่สามารถเข้ามาได้ ถึงแม้ว่าที่นี้จะไม่ใช่ศูนย์บัญชาการใหญ่ขององค์กรแต่ก็เป็นสถานที่ที่ใช้ปิดบังสถานะที่แท้จริงของพวกเราได้อย่างดี “หยุดแซวสักทีเถอะมาโค่.. ที่เป็นแบบนี้เพราะนายดูแลฉันไม่ดีต่างหาก” ฉันพูดพร้อมกับมุ้ยปากและหันไปกรอกตาใส่มาโค่ “ใครจะคิดว่าแฮกเกอร์อันดับหนึ่งของทวีปจะทึ่มเรื่องแค่นี้!!!” มาโค่พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันฉันจึงจึงจ้องมองเขาด้วยแววตาฉุนกึก “พอๆ หยุดตีกันได้แล้ว แล้วจะเอาไง? จะทำงานต่อหรือเปล่า?” คำถามที่แอชเชอร์ถามขึ้นทำเอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด มาโค่ที่ปกติชอบทะเลาะกับฉันก็ต้องสงบปากสงบคำเพื่อลุ้นกับคำตอบ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะชอบตีกันบ่อยๆ แต่ก็รักและห่วงใยกันมาก อีกทั้งพวกเราทุกคนยังได้รับความช่วยเหลือจากแอชเชอร์กันทั้งนั้นและยังได้สาบานกันอีกว่าจะไม่ทิ้งองค์กรเป็นอันขาด ซึ่งฉันเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอเรื่องแบบนี้ เพราะในตอนนั้นฉันคิดที่จะตัดขาดจากพี่ไรเนลและครอบครัวที่เอาแต่ตีกรอบให้ฉันซึ่งไม่ต่างอะไรกับนกน้อยในกรงทองเสียด้วยซ้ำ และเพราะเหตุผลนั้นฉันจึงตัดสินใจหนีออกมาและพยายามใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวโดยไร้ซึ่งการหนุนหลังจากตระกูล แต่โชคชะตาดันเล่นตลกดันทำให้ฉันต้องมาเจอกับพี่เขาอีกครั้ง … และทันทีที่ฉันได้พบกับเขา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็ฉายทับซ้อนขึ้นมาทำเอาใจของฉันรู้สึกหน่วงๆ อย่างบอกไม่ถูก “ก็ต้องอยู่กับบอสสิคะ.. ถ้าไม่ได้บอสช่วยในตอนนั้นละก็.. ป่านนี้คงโดนเชือดไปแล้วละคะ” ฉันตอบพร้อมกับนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่ฉันมาแถบเหนือเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นฉันไม่คิดเลยว่าข่าวการหายตัวไปของลูกสาวนักธุรกิจใหญ่จะเป็นที่จับตามองขนาดนั้น ก็เลยโดนพวกใต้ดินจับตัวไปไว้ที่ชายแดนแต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่บอสบังเอิญไปทำภารกิจแถวนั้นจึงได้ช่วยทั้งฉันและมิกิไว้ สภาพของพวกเราในตอนนั้นไม่ต่างอะไรกับซากศพเพราะเราโดนอดอาหารหลายวันทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจึงจำเป็นต้องพักฟื้นอยู่หลายเดือน และหลังจากที่หายดีแล้วพวกเราจึงยินดีเข้าทำงานในองค์กร อีกทั้งแอชเชอร์ยังสอนวิธีการเอาตัวรอดภายในองค์กรให้แก่พวกเราจนไต่เต้าขึ้นอยู่บนแนวหน้าขององค์กรได้ หมับ!!! “อ่ะ.. มาโค่!!! รู้ตัวไหมว่านายตัวหนักมากก!!!!” ฉันสะดุ้งตกใจจนความคิดหยุดชะงักเมื่อจู่ๆ มาโค่เดินเข้ามาและใช้ท่อนแขนแกร่งโอบคอฉันไว้เหมือนทุกครั้ง “ยังดีที่กระต่ายป่าอย่างเธอยังรู้จักบุญคุณ…” มาโค่แสยะยิ้มมุมปากพร้อมกับรัดท่อนแขนให้แน่นกว่าเดิมทำเอาฉันหายใจแทบไม่ออก “มาโค่!!! หยุดแกล้งฉันได้แล้ว!!!!” ฉันโวยวายลั่นเมื่อตัวเองสู้แรงของมาโค่ไม่ได้จนมิกิและบอสที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องหลุดขำออกมา “ทีเธอยังแกล้งฉันได้เลย!!!” มาโค่พูดพร้อมกับโยกหัวคนตัวเล็กไปมา “นี้!!!! บอสสส.. ช่วยเอรีนด้วยย ~~~” ฉันร้องลั่นและส่งสายตาอออดอ้อนไปทางแอชเชอร์เหมือนทุกครั้งที่ฉันโดนมาโค่แกล้ง “เฮ้อ~ พอสักทีเถอะน่า แกล้งกันแบบนี้ทุกวัน ไม่เบื่อกันบ้างหรือไงน่ะ ~” มิกิที่ยืนอยู่ด้านข้างบ่นออกมาอย่างเอือมระอา เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นภาพแบบนี้ “ว่าแต่เอริน.. เธอพาใครมากี่คน?” คำถามที่บอสถามขึ้นทำเอาพวกเราต้องหยุดชะงัก “มีแค่คนขับรถคนเดียวเท่านั้นแหละคะ” ฉันตอบอย่างเบื่อหน่ายเมื่อนึกถึงท่าทางดื้อรั้นของพี่ไรเนลที่กำชับให้คนขับรอจนกว่าฉันเลิกงาน ทั้งๆ ที่ฉันรบเร้าแล้วว่าไม่อยากเป็นจุดสนใจแต่เขาก็ไม่ยอมท่าเดียวเลย! อีกทั้งยังยื่นคำขาดอีกว่าถ้ายังดื้อและไม่เชื่อฟังเขา เขาจะโทรไปบอกพี่เอริวว่าฉันอยู่กับเขาทันที คิดๆ ดูแล้วก็น่าโมโห.. ทำไมพอโตมาแล้วฉันต้องแพ้ให้เขาตลอดด้วยนะ.. “แต่ฉันว่าถ้านับๆ ดูแล้ว..” แอชเชอร์ลากเสียงยาวและทำท่าทางครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับน้ำเสียงรียบตึง “น่าจะเกือบยี่สิบคนเลยนะ” เขาพูดขึ้นพร้อมทั้งจ้องมองไปยังจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพบริเวณรอบๆ ตึกอย่างไม่วางตา ก่อนจะรัวนิ้วเรียวยาวลงบนแป้นพิมพ์เพื่อแฮกกล้องวงจรปิดตัวอื่นของสถานที่รอบๆ เพื่อดูการเคลื่อนไหวคนของพี่ไรเนลด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ “ห้ะ!!! แต่ตอนที่ออกมาฉันไม่เห็นใครเลยนะ” ฉันพูดต่อพร้อมกับจ้องมองไปยังจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพกลุ่มคนชุดดำไม่ต่ำกว่ายี่สิบที่ยืนหลบอยู่ตามมุมตึก “ก็เธอมันบื้อไง.. พวกฉันเห็นตั้งแต่รถที่เธอนั่งมาจอดหน้าสำนักงานแล้วล่ะ” มาโค่พูดเสริมพร้อมกับโยกหัวคนตัวเล็กไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว “เพื่อนฉันเนี่ยจริงๆ เลย…” มิกิถึงกับส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา “งั้นลองแฮกกล้องวงจรแถวนั้นดูสิ” แอชเชอร์ยังคงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่สีหน้าของเขาที่แสดงออกมาไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ถ้าทุกคนพูดถึงขนาดนี้แล้ว” ฉันพูดขึ้นพร้อมกับเบือนหน้าหนี โป้ก!!! “โอ๊ยยย!!! มิกิ เค้าเจ็บนะ!!!” ฉันร้องขึ้นทันทีหลังจากที่โดนมิกิใช้กำปั้นเขกหัวหนึ่งที “ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยนะ.. มันไม่เข้ากับเธอเลย อีกอย่างมันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย” มิกิพูดขึ้นอย่างรู้ทัน “แค่นี้มันไม่ทำให้พวกเราลำบากหรอก แค่ต้องเคลื่อนไหวระมัดระวังกว่าปกติสักหน่อย เธอนั้นแหละที่ต้องระวังตัวไว้ให้ดี เล่นไปคลุกอยู่กับพวกสมาพันธ์แบบนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ฉันก็ไปช่วยเธอไม่ทันหรอกนะ” มาโค่พูดพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยน “เราไปเดินกันดีไหม.. เอริน?” แอชเชอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉันไม่สู้ดีนัก “งั้นฝากด้วยนะคะบอส > “มิกิ!!!!” ฉันร้องลั่นเมื่อจู่ๆ ร่างทั้งร่างเซถลาไปชนเข้ากับแผงอกของแอชเชอร์อย่างเต็มแรง ดีนะที่เขารับฉันไว้ทันไม่งั้นฉันคงล้มลงไปกองกับพื้นแน่ “งั้นเดี๋ยวพวกเรามานะ” ไม่รอช้าแอชเชอร์รีบจูงมือของร่างบางลงลิฟต์ไปทันที หน้าตึก JJ TV “อยากไปไหนหรือเปล่า?” แอชเชอร์เอ่ยถามหลังจากพวกเราก้าวเท้าออกมาพ้นหน้าตึกได้สักพัก “แล้วแต่บอสเลยคะ” “แอชเชอร์” “ห้ะ…!!” “ก็บอกแล้วไงว่าถ้าอยู่กันสองคนให้เรียกแอชเชอร์” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบและยังคงเดินมุ่งตรงไปข้างหน้าโดยที่มือหนายังคงเกาะกุมมือวางไว้แน่น “……” “จะพูดอะไรก็รีบพูดมา แล้วก็เลิกมองฉันแบบนั้นได้แล้ว” แอชเชอร์พูดขึ้นอย่างรู้ทัน เขาเหลือบมองคนตัวเล็กที่เดินอยู่ด้านข้างเล็กน้อยก่อนจะเผลอยิ้มออกมา “ชิ!!! นายใจดีกับทุกคนเลยหรือไง!!!” ฉันถามขึ้นพร้อมกับเบะปาก “แค่เธอคนเดียว” แอชเชอร์ตอบทันควันพร้อมกับหยุดฝีเท้าและพูดขึ้นอีกครั้ง “แบบเพื่อนนะ” เขาพูดขึ้นพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างแต่นัยน์ตาสีแอลมอนต์ฉายแววเศร้าขึ้นมาวูบหนึ่ง “งะ งั้นเหรอ…เฮ้ออ~ ค่อยโล่งใจหน่อย” ฉันพูดขึ้นอย่างเบาใจ “โล่งใจ? งั้นแล้วถ้าฉันชอบเธอขึ้นมาจริงล่ะ?” แอชเชอร์ถามพร้อมกับรอยยิ้มยียวนแต่สายตาของเขากลับจ้องมองสบตาเข้ากับนัยต์ตาสีน้ำเข้มอย่างแน่วแน่ทำให้ใบหน้าของร่างบางเริ่มร้อนผ่าวจนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนี “อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้น่า~” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเจื๊อยแจ๊วพร้อมกับคว้ามือของชายหนุ่มให้เดินหน้าต่อ แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มปวดหนึบไปทั้งหัวใจและตัวเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าจะเก็บความลับที่มีต่อเธอได้อีกนานสักแค่ไหน… เพราะในตอนนี้รักแรกของเอรีนได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอแล้ว… ชั้นบนสุดของตึก JJ TV “เธอรู้มานานแค่ไหนแล้ว?” มาโค่ถามขึ้นขณะที่สายตายังคงจ้องมองบุคคลทั้งสองที่เดินจูงมือกันอยู่ด้านล่างตึก “คืนที่เอรีนเมา… นายล่ะ?” มิกิตอบเสียงเรียบและจ้องมองคนทั้งสองคนที่เดินเล่นอยู่ล่างตึกเช่นเดียวกันกับมาโค่ “ตั้งแต่วันที่บอสพาพวกเธอเข้ามา..” มิกิถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำตอบ “แปดปีเลยนะ.. เก็บไว้ได้ยังไงเนี่ย~” มิกิพึมพำออกมา “ไม่ใช่ว่ายัยกระต่ายทึ่มเกินไปเหรอ.. ที่ผ่านมาฉันก็เห็นว่าบอสแสดงออกชัดจะตายไป” มาโค่พูดเสริมพร้อมกับทำหน้าเอือมระอา “คงงั้นมั้ง..” มิกิพูดพร้อมกับหลุดขำออกมา เพราะถ้าหากเป็นเอรีนก็คงไม่แปลกที่จะไม่รู้ “บนโลกนี้คงไม่มีใครทึ่มเท่ายัยนั้นแล้วล่ะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD